เจตจำนงสุดท้าย ก่อนทรายเม็ดสุดท้ายร่วงหล่น•ตอนที่ 5

มิตรภาพที่มาในคราบศัตรู

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
กลิ่นอายของกฤษณาเผาไหม้จนมอด อบอวลอยู่ภายในห้องรับรองส่วนตัวของตำหนักบูรพา ทว่ามันมิได้ช่วยขับไล่ความหนาวเหน็บที่เกาะกุมขั้วหัวใจของคนทั้งสองให้เจือจางลงเลยแม้แต่น้อย "เจ้ากำลังใช้มือข้างที่เคยกำดาบสังหารคนมานับร้อย... รินชาให้ข้าด้วยความระมัดระวังถึงเพียงนี้เชียวหรือ ท่านแม่ทัพหลิว" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มเจือจางที่มุมพระโอษฐ์ องค์ชายรองเฟยหลงทรงทอดพระเนตรการกระทำของบุรุษตรงหน้าด้วยแววตาที่ยากจะคาดเด, ในขณะที่ปลายนิ้วเรียวยาวของหลิวจื่อหานยังคงจรดนิ่งอยู่บนพู่กันสีชาด บนแผ่นกระดาษสาเนื้อดีที่แผ่หลาอยู่เบื้องหน้า หาใช่จอกชาดังเช่นที่อีกฝ่ายเอ่ยเย้าแหย่ไม่ "กระหม่อมเพียงแต่เกรงว่า... น้ำชาที่เดือดพล่านจนเกินไป จะลวกพระโอษฐ์ขององค์ชายผู้ทรงปรีชาจนเสียโฉม ถึงเวลานั้นแผนการใหญ่ที่พวกเราพยายามร้อยเรียงกันมาแรมเดือน มิพังทลายลงเพราะความสะשלุ่ยของกระหม่อมหรอวกะ... เพคะ" จื่อหานชะงักคำพูดเล็กน้อยเมื่อเกือบเผลอหลุดสำนวนสามัญชนออกไป นางเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรกับองค์ชายรองนิ่งสนิท ดวงตาคู่นคมกริบดั่งเหยี่ยวซ่อนประกายคมปลาบไว้ภายใต้แพขนตางอนงาม ไม่มีความหวาดหวั่น ไม่มีร่องรอยของการประจบสอพลอ มีเพียงความเยือกเย็นดุจผืนน้ำในบึงลึกที่ไร้ระลอกคลื่น เฟยหลงทรงหัวเราะในลำพระโอษฐ์เบาๆ เสียงนั้นทุ้มนุ่มทว่าก้องกังวานในความเงียบงันของรัตติกาล พระองค์ทรงขยับพระvatเข้าใกล้โต๊ะไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรอีกนิด กลิ่นอายของความเป็นผู้กุมอำนาจแผ่ซ่านออกมาจากพระวรกายสูงสง่า แม้จะทรงแย้มพระสรวลอยู่ตลอดเวลา ทว่าบรรยากาศรอบกายกลับกดดันจนข้าราชบริพารที่ยืนอยู่ด้านนอกต่างพากันกลั้นหายใจ "เจ้าเปลี่ยนไปมากจริงๆ หลิวจื่อหาน" เฟยหลงทรงตรัสพพลางทอดพระเนตรแผ่นกระดาษที่จื่อหานกำลังตวัดพู่กันลงหมึก "นับตั้งแต่เหตุการณ์ในหุบเขาอู๋หลิงเป็นต้นมา แววตาของเจ้าก็ไร้ซึ่งความลังเลใจอีกเลย เจ้ามองข้า... ราวกับกำลังมองหมากตัวหนึ่งบนกระดานที่เจ้าพร้อมจะเสียสละมันได้ทุกเมื่อ หากสถานการณ์บังคับ... เช่นนั้นมิใช่หรือ?" จื่อหานมิได้หลบสายตา นางวางพู่กันลงบนแท่นหินอัคนีอย่างเชื่องช้า เสียงกระทบกันเบาๆ ดังสะท้อนในความเงียบ นางระบายยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่เคลือบยาพิษความแค้นไว้จนหมดสิ้น เรือนร่างระหงในชุดคลุมผ้าไหมสีนิลปักลายเมฆาเงินขยับลุกขึ้นยืน ก่อนจะย่อกายลงถวายความเคารพอย่างงดงามตามธรรมเนียมราชสำนัก ทว่ากิริยานั้นกลับเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งทระนงตนจนน่าประหลาด "หากองค์ชายทรงมองว่ากระหม่อมเป็นผู้เล่น... เช่นนั้นกระหม่อมก็ย่อมต้องทำหน้าที่ของ 'ผู้เล่น' ให้ดีที่สุดมิใช่หรือเพคะ" จื่อหานเงยหน้าขึ้นสบตากับองค์ชายรองตรงๆ โดยไม่รอให้ทรงอนุญาตให้ลุกขึ้น "ความจงรักภักดีที่สร้างขึ้นด้วยคำหวานและสัญญาปากเปล่า เป็นเพียงธุลีดินที่สายลมพัดผ่านก็มลายหายสิ้น สิ่งที่องค์ชายต้องการจากกระหม่อมในค่ำคืนนี้... หาใช่ความจงรักภักดีแบบทาสรับใช้ แต่คือความไว้วางใจที่เอาชีวิตของพวกเราทั้งสองเป็นเดิมพันต่างหาก" คำพูดที่เฉียบคมราวกับใบมีดเล่มนั้น ทำให้เฟยหลงทรงหุบพระสรวลลงทันที พระเนตรคู่คมหรี่ลงเล็กน้อย ประกายวาววับฉายชัดขึ้นในความมืด ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่อีกครั้ง นานเสียจนเสียงตะเกียงน้ำมันหอมกะพริบไหวราวกับจะดับลงในไม่ช้า ในชั่วพริบตานั้นเอง... องค์ชายรองก็ทรงโน้มพระวรกายเข้าไปใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับใบหน้าเนียนนุ่มของจื่อหาน "เจ้ากล้าดียังไง... มาทายใจเรา?" สุรเสียงนั้นกดต่ำ ดุดัน และอันตรายถึงขีดสุด ราวกับพญาเสือโคร่งที่กำลังเอ่ยเตือนเหยื่อในกรงเล็บ "หากเราสั่งประหารเจ้าในข้อหาลบหลู่พระพักตร์ ณ วินาทีนี้ เจ้าคิดว่าอัครเสนาบดีเหวินจะใช้โอกาสนี้เดินหมากตาต่อไปอย่างไร?" จื่อหานไม่สะทกสะท้าน นางหาได้ถอยหลังหนี กลับเงยหน้าขึ้นเผชิญหน้ากับพระองค์ในระยะประชิด กลิ่นหอมเย็นจางๆ จากกายของหญิงสาวลอยละล่องปะปนกับกลิ่นกำยาน สร้างความรู้สึกปั่นป่วนที่ยากจะอธิบายในพระหทัยขององค์ชายหนุ่ม "หากพระองค์ทรงฆ่ากระหม่อมในคืนนี้... แปลว่าพระองค์ทรงตื่นตระหนกต่อความจริงที่กระหม่อมถือครองอยู่" จื่อหานกระซิบตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นราวก้อนหินผา "และหากเป็นเช่นนั้นจริง... ราชบัลลังก์มังกรที่พระองค์ทรงปรารถนามาตลอดชีวิต ก็คงเป็นได้แค่เพียงความฝันลมๆ แล้งๆ ขององค์ชายผู้ขลาดเขลาเท่านั้นเพคะ" สิ้นคำพูดนั้น... ความกดดันมหาศาลก็ระเบิดออกในห้องรับรอง ทว่าแทนที่จะทรงกริ้ว องค์ชายรองเฟยหลงกลับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างกึกก้อง แววตาที่ทอดพระเนตรมายังจื่อหานในยามนี้ มิได้มีร่องรอยของความโกรธเคืองอีกต่อไป หากแต่เต็มไปด้วยความลุ่มหลง ความทึ่ง และความพึงพอใจอย่างถึงที่สุด ราวกับทรงค้นพบสมบัติล้ำค่าที่ซ่อนอยู่ใต้ซากปรักหักพัง "เจ้าชนะแล้ว... หลิวจื่อหาน" เฟยหลงตรัสพพลางยื่นพระหัตถ์ไปแตะที่ปลายคางมนของนางแผ่วเบา สัมผัสนั้นอบอุ่น ทว่าแฝงด้วยความครอบครอง "ไม่มีใครกล้าต่อรองกับเราเช่นนี้มาหลายปีแล้ว... เจ้าทำให้เราอยากรู้จริงๆ ว่า ภายใต้หัวใจที่แหลกสลายของเจ้า ยังเหลือความรู้สึกใดให้หลงเหลืออยู่อีกบ้าง" "หัวใจของกระหม่อม... ถูกฝังไว้ที่หลุมศพของตระกูลหลิวตั้งแต่วันนั้นแล้วเพคะ" จื่อหานปัดพระหัตถ์นั้นออกอย่างสุภาพแต่เด็ดขาด นางถอยหลัง1ก้าว ก่อนจะหันไปหยิบถาดกระเบื้องเคลือบสีมรกตที่วางอยู่มุมโต๊ะ บนถาดนั้นมีจอกสุราสองจอกที่ถูกรินไว้เรียบร้อยแล้ว กลิ่นฉุนบางเบาของสมุนไพรลอยแตะจมูก—มันคือ 'สุราโลหิตพันปี' พิษร้ายที่จะหมุนเวียนในกาย หากผู้ดื่มไม่มียาถอนภายในสามชั่วยาม เลือดทั้งหมดจะไหลทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ด "นี่คือการทดสอบความจงรักภักดีที่องค์ชายตรัสถึงเมื่อครู่ไม่ใช่หรือเพคะ?" จื่อหานหยิบจอกหนึ่งขึ้นมาจรดริมฝีปากของตนเอง ดวงตานิ่งสนิทมองตรงไปยังองค์ชายรอง "หากพระองค์ทรงเชื่อใจกระหม่อม... ขอทรงดื่มจอกนี้ร่วมกับกระหม่อม เพื่อเป็นสัญญาเลือดว่า เราทั้งสองจะไม่มีวันหักหลังกันจนกว่าตระกูลเหวินจะพินาศสิ้น" เฟยหลงทอดพระเนตรจอกสุราในพระหัตถ์ของหญิงสาวสลับกับใบหน้าที่งดงามราวกับภาพวาดของนาง รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนพระโอษฐ์อีกครั้ง ความเสี่ยงที่เดิมพันด้วยชีวิตเช่นนี้... มีเพียงสตรีผู้นี้เท่านั้นที่กล้าหยิบยื่นให้พระองค์ พระหัตถ์หนายื่นออกไปรับจอกสุราสีนิลมาจากมือของจื่อหาน นิ้วพระหัตถ์สัมผัสโดนปลายนิ้วเย็นเฉียบของนางชั่วครู่ ก่อนที่พระองค์จะทรงยกจอกนั้นขึ้นจดพระโอษฐ์โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย "เพื่อชัยชนะ... และเพื่อเจ้า" ตรัสจบ เฟยหลงก็ทรงเงยพระพักตร์ดื่มสุราในจอกลงคอจนหมดสิ้นในรวดเดียว จื่อหานมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่กระตุกวูบ นางเองก็ยกจอกของตนขึ้นดื่มจนหยดสุดท้ายเช่นกัน รสชาติเผ็ดร้อนบาดคอแผ่ซ่านไปทั่วช่องอก พิษร้ายเริ่มกัดกินความรู้สึกทีละน้อย ทว่าความเจ็บปวดทางกายกลับเทียบไม่ได้เลยกับคลื่นอารมณ์ที่กำลังซัดสาดอยู่ในอกของนาง ในจังหวะที่ทั้งสองวางจอกสุราลงบนโต๊ะพร้อมๆ กันนั้นเอง... เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูห้องรับรองอย่างรุนแรงก็ดังขึ้นจากด้านนอก ตามมาด้วยเสียงหอบหายใจขององครักษ์เงาผู้ประจำการอยู่ที่ประตู "ทูลองค์ชาย! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกดังทะลุเข้ามา "ขันทีจากตำหนักในเพิ่งมาแจ้งข่าว... พระราชโองการลับจากฮ่องเต้... ประกาศแต่งตั้งให้อัครเสนาบดีเหวินขึ้นดำรงตำแหน่ง 'ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน' และมีรับสั่งให้... ควบคุมตัวองค์ชายและท่านแม่ทัพหลิวเข้าคุกหลวงทันทีพ่ะย่ะค่ะ!" สิ้นเสียงรายงานนั้น... บรรยากาศภายในห้องก็เย็นเยียบลงจนถึงขีดสุด รอยยิ้มบนพระโอษฐ์ของเฟยหลงค้างเติ่งไปชั่วขณะ ก่อนที่พระเนตรคมกลาบจะหันกลับมามองจื่อหานที่ยืนนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหิน และในวินาทีนั้นเอง... ประตูห้องรับรองก็ถูกถีบกระเด็นเปิดออกด้วยพลังภายในอันรุนแรง เงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมในความมืด... ขอขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางย้อนเวลาและไขปริศนาแห่งแค้นไปกับ "มนตรากรรมสะท้อน" นะคะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เจตจำนงสุดท้าย ก่อนทรายเม็ดสุดท้ายร่วงหล่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่60%