กลิ่นอายของกฤษณาเผาไหม้จนมอด
อบอวลอยู่ภายในห้องรับรองส่วนตัวของตำหนักบูรพา
ทว่ามันมิได้ช่วยขับไล่ความหนาวเหน็บที่เกาะกุมขั้วหัวใจของคนทั้งสองให้เจือจางลงเลยแม้แต่น้อย
"เจ้ากำลังใช้มือข้างที่เคยกำดาบสังหารคนมานับร้อย... รินชาให้ข้าด้วยความระมัดระวังถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ท่านแม่ทัพหลิว"
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มเจือจางที่มุมพระโอษฐ์
องค์ชายรองเฟยหลงทรงทอดพระเนตรการกระทำของบุรุษตรงหน้าด้วยแววตาที่ยากจะคาดเด,
ในขณะที่ปลายนิ้วเรียวยาวของหลิวจื่อหานยังคงจรดนิ่งอยู่บนพู่กันสีชาด
บนแผ่นกระดาษสาเนื้อดีที่แผ่หลาอยู่เบื้องหน้า หาใช่จอกชาดังเช่นที่อีกฝ่ายเอ่ยเย้าแหย่ไม่
"กระหม่อมเพียงแต่เกรงว่า... น้ำชาที่เดือดพล่านจนเกินไป
จะลวกพระโอษฐ์ขององค์ชายผู้ทรงปรีชาจนเสียโฉม
ถึงเวลานั้นแผนการใหญ่ที่พวกเราพยายามร้อยเรียงกันมาแรมเดือน
มิพังทลายลงเพราะความสะשלุ่ยของกระหม่อมหรอวกะ... เพคะ"
จื่อหานชะงักคำพูดเล็กน้อยเมื่อเกือบเผลอหลุดสำนวนสามัญชนออกไป
นางเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรกับองค์ชายรองนิ่งสนิท
ดวงตาคู่นคมกริบดั่งเหยี่ยวซ่อนประกายคมปลาบไว้ภายใต้แพขนตางอนงาม
ไม่มีความหวาดหวั่น ไม่มีร่องรอยของการประจบสอพลอ
มีเพียงความเยือกเย็นดุจผืนน้ำในบึงลึกที่ไร้ระลอกคลื่น
เฟยหลงทรงหัวเราะในลำพระโอษฐ์เบาๆ
เสียงนั้นทุ้มนุ่มทว่าก้องกังวานในความเงียบงันของรัตติกาล
พระองค์ทรงขยับพระvatเข้าใกล้โต๊ะไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรอีกนิด
กลิ่นอายของความเป็นผู้กุมอำนาจแผ่ซ่านออกมาจากพระวรกายสูงสง่า
แม้จะทรงแย้มพระสรวลอยู่ตลอดเวลา
ทว่าบรรยากาศรอบกายกลับกดดันจนข้าราชบริพารที่ยืนอยู่ด้านนอกต่างพากันกลั้นหายใจ
"เจ้าเปลี่ยนไปมากจริงๆ หลิวจื่อหาน" เฟยหลงทรงตรัสพพลางทอดพระเนตรแผ่นกระดาษที่จื่อหานกำลังตวัดพู่กันลงหมึก
"นับตั้งแต่เหตุการณ์ในหุบเขาอู๋หลิงเป็นต้นมา แววตาของเจ้าก็ไร้ซึ่งความลังเลใจอีกเลย
เจ้ามองข้า... ราวกับกำลังมองหมากตัวหนึ่งบนกระดานที่เจ้าพร้อมจะเสียสละมันได้ทุกเมื่อ
หากสถานการณ์บังคับ... เช่นนั้นมิใช่หรือ?"
จื่อหานมิได้หลบสายตา นางวางพู่กันลงบนแท่นหินอัคนีอย่างเชื่องช้า
เสียงกระทบกันเบาๆ ดังสะท้อนในความเงียบ
นางระบายยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่เคลือบยาพิษความแค้นไว้จนหมดสิ้น
เรือนร่างระหงในชุดคลุมผ้าไหมสีนิลปักลายเมฆาเงินขยับลุกขึ้นยืน
ก่อนจะย่อกายลงถวายความเคารพอย่างงดงามตามธรรมเนียมราชสำนัก
ทว่ากิริยานั้นกลับเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งทระนงตนจนน่าประหลาด
"หากองค์ชายทรงมองว่ากระหม่อมเป็นผู้เล่น...
เช่นนั้นกระหม่อมก็ย่อมต้องทำหน้าที่ของ 'ผู้เล่น' ให้ดีที่สุดมิใช่หรือเพคะ"
จื่อหานเงยหน้าขึ้นสบตากับองค์ชายรองตรงๆ โดยไม่รอให้ทรงอนุญาตให้ลุกขึ้น
"ความจงรักภักดีที่สร้างขึ้นด้วยคำหวานและสัญญาปากเปล่า
เป็นเพียงธุลีดินที่สายลมพัดผ่านก็มลายหายสิ้น
สิ่งที่องค์ชายต้องการจากกระหม่อมในค่ำคืนนี้... หาใช่ความจงรักภักดีแบบทาสรับใช้
แต่คือความไว้วางใจที่เอาชีวิตของพวกเราทั้งสองเป็นเดิมพันต่างหาก"
คำพูดที่เฉียบคมราวกับใบมีดเล่มนั้น ทำให้เฟยหลงทรงหุบพระสรวลลงทันที
พระเนตรคู่คมหรี่ลงเล็กน้อย ประกายวาววับฉายชัดขึ้นในความมืด
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่อีกครั้ง
นานเสียจนเสียงตะเกียงน้ำมันหอมกะพริบไหวราวกับจะดับลงในไม่ช้า
ในชั่วพริบตานั้นเอง... องค์ชายรองก็ทรงโน้มพระวรกายเข้าไปใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับใบหน้าเนียนนุ่มของจื่อหาน
"เจ้ากล้าดียังไง... มาทายใจเรา?" สุรเสียงนั้นกดต่ำ ดุดัน และอันตรายถึงขีดสุด
ราวกับพญาเสือโคร่งที่กำลังเอ่ยเตือนเหยื่อในกรงเล็บ
"หากเราสั่งประหารเจ้าในข้อหาลบหลู่พระพักตร์ ณ วินาทีนี้
เจ้าคิดว่าอัครเสนาบดีเหวินจะใช้โอกาสนี้เดินหมากตาต่อไปอย่างไร?"
จื่อหานไม่สะทกสะท้าน นางหาได้ถอยหลังหนี
กลับเงยหน้าขึ้นเผชิญหน้ากับพระองค์ในระยะประชิด
กลิ่นหอมเย็นจางๆ จากกายของหญิงสาวลอยละล่องปะปนกับกลิ่นกำยาน
สร้างความรู้สึกปั่นป่วนที่ยากจะอธิบายในพระหทัยขององค์ชายหนุ่ม
"หากพระองค์ทรงฆ่ากระหม่อมในคืนนี้...
แปลว่าพระองค์ทรงตื่นตระหนกต่อความจริงที่กระหม่อมถือครองอยู่"
จื่อหานกระซิบตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นราวก้อนหินผา
"และหากเป็นเช่นนั้นจริง... ราชบัลลังก์มังกรที่พระองค์ทรงปรารถนามาตลอดชีวิต
ก็คงเป็นได้แค่เพียงความฝันลมๆ แล้งๆ ขององค์ชายผู้ขลาดเขลาเท่านั้นเพคะ"
สิ้นคำพูดนั้น... ความกดดันมหาศาลก็ระเบิดออกในห้องรับรอง
ทว่าแทนที่จะทรงกริ้ว องค์ชายรองเฟยหลงกลับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างกึกก้อง
แววตาที่ทอดพระเนตรมายังจื่อหานในยามนี้
มิได้มีร่องรอยของความโกรธเคืองอีกต่อไป
หากแต่เต็มไปด้วยความลุ่มหลง ความทึ่ง และความพึงพอใจอย่างถึงที่สุด
ราวกับทรงค้นพบสมบัติล้ำค่าที่ซ่อนอยู่ใต้ซากปรักหักพัง
"เจ้าชนะแล้ว... หลิวจื่อหาน" เฟยหลงตรัสพพลางยื่นพระหัตถ์ไปแตะที่ปลายคางมนของนางแผ่วเบา
สัมผัสนั้นอบอุ่น ทว่าแฝงด้วยความครอบครอง
"ไม่มีใครกล้าต่อรองกับเราเช่นนี้มาหลายปีแล้ว... เจ้าทำให้เราอยากรู้จริงๆ ว่า
ภายใต้หัวใจที่แหลกสลายของเจ้า ยังเหลือความรู้สึกใดให้หลงเหลืออยู่อีกบ้าง"
"หัวใจของกระหม่อม... ถูกฝังไว้ที่หลุมศพของตระกูลหลิวตั้งแต่วันนั้นแล้วเพคะ"
จื่อหานปัดพระหัตถ์นั้นออกอย่างสุภาพแต่เด็ดขาด นางถอยหลัง1ก้าว
ก่อนจะหันไปหยิบถาดกระเบื้องเคลือบสีมรกตที่วางอยู่มุมโต๊ะ
บนถาดนั้นมีจอกสุราสองจอกที่ถูกรินไว้เรียบร้อยแล้ว
กลิ่นฉุนบางเบาของสมุนไพรลอยแตะจมูก—มันคือ 'สุราโลหิตพันปี'
พิษร้ายที่จะหมุนเวียนในกาย หากผู้ดื่มไม่มียาถอนภายในสามชั่วยาม
เลือดทั้งหมดจะไหลทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ด
"นี่คือการทดสอบความจงรักภักดีที่องค์ชายตรัสถึงเมื่อครู่ไม่ใช่หรือเพคะ?"
จื่อหานหยิบจอกหนึ่งขึ้นมาจรดริมฝีปากของตนเอง
ดวงตานิ่งสนิทมองตรงไปยังองค์ชายรอง
"หากพระองค์ทรงเชื่อใจกระหม่อม... ขอทรงดื่มจอกนี้ร่วมกับกระหม่อม
เพื่อเป็นสัญญาเลือดว่า เราทั้งสองจะไม่มีวันหักหลังกันจนกว่าตระกูลเหวินจะพินาศสิ้น"
เฟยหลงทอดพระเนตรจอกสุราในพระหัตถ์ของหญิงสาวสลับกับใบหน้าที่งดงามราวกับภาพวาดของนาง
รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนพระโอษฐ์อีกครั้ง
ความเสี่ยงที่เดิมพันด้วยชีวิตเช่นนี้... มีเพียงสตรีผู้นี้เท่านั้นที่กล้าหยิบยื่นให้พระองค์
พระหัตถ์หนายื่นออกไปรับจอกสุราสีนิลมาจากมือของจื่อหาน
นิ้วพระหัตถ์สัมผัสโดนปลายนิ้วเย็นเฉียบของนางชั่วครู่
ก่อนที่พระองค์จะทรงยกจอกนั้นขึ้นจดพระโอษฐ์โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
"เพื่อชัยชนะ... และเพื่อเจ้า"
ตรัสจบ เฟยหลงก็ทรงเงยพระพักตร์ดื่มสุราในจอกลงคอจนหมดสิ้นในรวดเดียว
จื่อหานมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่กระตุกวูบ
นางเองก็ยกจอกของตนขึ้นดื่มจนหยดสุดท้ายเช่นกัน
รสชาติเผ็ดร้อนบาดคอแผ่ซ่านไปทั่วช่องอก
พิษร้ายเริ่มกัดกินความรู้สึกทีละน้อย
ทว่าความเจ็บปวดทางกายกลับเทียบไม่ได้เลยกับคลื่นอารมณ์ที่กำลังซัดสาดอยู่ในอกของนาง
ในจังหวะที่ทั้งสองวางจอกสุราลงบนโต๊ะพร้อมๆ กันนั้นเอง...
เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูห้องรับรองอย่างรุนแรงก็ดังขึ้นจากด้านนอก
ตามมาด้วยเสียงหอบหายใจขององครักษ์เงาผู้ประจำการอยู่ที่ประตู
"ทูลองค์ชาย! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกดังทะลุเข้ามา
"ขันทีจากตำหนักในเพิ่งมาแจ้งข่าว... พระราชโองการลับจากฮ่องเต้...
ประกาศแต่งตั้งให้อัครเสนาบดีเหวินขึ้นดำรงตำแหน่ง 'ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน'
และมีรับสั่งให้... ควบคุมตัวองค์ชายและท่านแม่ทัพหลิวเข้าคุกหลวงทันทีพ่ะย่ะค่ะ!"
สิ้นเสียงรายงานนั้น... บรรยากาศภายในห้องก็เย็นเยียบลงจนถึงขีดสุด
รอยยิ้มบนพระโอษฐ์ของเฟยหลงค้างเติ่งไปชั่วขณะ
ก่อนที่พระเนตรคมกลาบจะหันกลับมามองจื่อหานที่ยืนนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหิน
และในวินาทีนั้นเอง... ประตูห้องรับรองก็ถูกถีบกระเด็นเปิดออกด้วยพลังภายในอันรุนแรง
เงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมในความมืด...
ขอขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางย้อนเวลาและไขปริศนาแห่งแค้นไปกับ "มนตรากรรมสะท้อน" นะคะ
เจตจำนงสุดท้าย ก่อนทรายเม็ดสุดท้ายร่วงหล่น•ตอนที่ 5
มิตรภาพที่มาในคราบศัตรู
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เจตจำนงสุดท้าย ก่อนทรายเม็ดสุดท้ายร่วงหล่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
