เจตจำนงสุดท้าย ก่อนทรายเม็ดสุดท้ายร่วงหล่น•ตอนที่ 6

กับดักในคืนจันทร์ดับ

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
กลิ่นธูปไม้กฤษณาที่ลอยวนอยู่ในตำหนักร้างท้ายจวนอัครเสนาบดีไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ความเงียบงันที่กดทับลงมาดุจผืนน้ำหนักอึ้งนับพันชั่ง กลับทำให้เสียงลมหายใจของคนทั้งสองเด่นชัดขึ้น หลิวจื่อหานยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหลังฉากกั้นผ้าไหมปักลายหงส์เพลิง ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองเงาสะท้อนของตนเองในกระจกสำริด มือเรียวยาวบรรจงจัดปิ่นหยกขาวบนมวยผมช้าๆ ราวกับจะถ่วงเวลาให้ค่ำคืนนี้ยาวนานที่สุด "ท่านแม่ทัพแน่ใจแล้วหรือว่าเหวินซู่จะส่งเงาเพชฌฆาตมาในคืนเดือนดับเช่นนี้?" เสียงกระซิบแผ่วเบาดั่งขนนกดังมาจากมุมมืด องค์ชายรองเฟยหลงก้าวออกมาจากเงาอับชื้นของเสาไม้จันทน์ อาภรณ์สีนิลสนิทกลมกลืนไปกับความมืดมิด ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับพราวระยับด้วยประกายแห่งความตื่นเต้นระคนหวาดระแวง พระองค์ทรงยกพัดหยกขึ้นเคาะฝ่ามือเบาๆ เป็นจังหวะที่สะท้อนความกระวนกระวายใจภายใน หลิวจื่อหานไม่หันกลับไปมอง เขายังคงจ้องมองภาพสะท้อนของตนเอง น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเรียบสนิทราวกับผิวน้ำในบึงใหญ่ไร้ระลอกคลื่น "คืนเดือนดับไร้แสงจันทร์ คือเวลาที่มืดมิดที่สุด และในความมืดมิดนั้น... มนุษย์มักจะเผยธาตุแท้และความโลภออกมามากที่สุด อัครเสนาบดีเหวินอดใจรอที่จะกำจัดเสี้ยนหนามอย่างข้าไม่ไหวหรอกเพคะ... เอ๊ย ทรงอดใจไม่ไหวหรอกพ่ะย่ะค่ะ" จื่อหานเกือบหลุดคำเรียกขานในอดีตชาติออกไป นางรีบปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบ "พระองค์ทรงลืมไปแล้วหรือเพคะ ว่าสุนัขที่หิวกระหาย ย่อมวิ่งเข้าหาชิ้นเนื้อที่ส่งกลิ่นคาวเลือดเสมอ" เฟยหลงแย้มสรسล ริมฝีปากบางเฉียบยกย่องขึ้นเล็กน้อย "เจ้าช่างกล้าหาญยิ่งนัก หลิวจื่อหาน... การเอาชีวิตของตนเองมาวางไว้บนปากเหว เพื่อแลกกับการกระชากหน้ากากตาเฒ่าเหวิน มีเพียงสตรีสติปัญญาเป็นเลิศเช่นเจ้าเท่านั้นที่กล้าทำ" "หม่อมฉันไม่ได้เอาชีวิตมาเสี่ยงเพคะ แต่หม่อมฉันกำลังทวงคืนสิ่งที่พวกมันพรากไป" หลิวจื่อหานหมุนตัวกลับช้าๆ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับผ้าคลุมไหล่สีแดงฉานดั่งโลหิต สะท้อนความเด็ดเดี่ยวที่เยือกเย็นจนองค์ชายรองถึงกับต้องผ่อนลมหายใจยาว ทันใดนั้นเอง ประโยคสนทนาก็ถูกตัดขาดด้วยเสียง "คลิก" แผ่วเบาที่ดังมาจากกรอบหน้าต่างกระดาษสาด้านทิศตะวันตก บรรยากาศในห้องเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบขึ้นมาทันตาเห็น หลิวจื่อหานส่งสัญญาณมือให้เฟยหลงถอยเข้าไปในเขตเงาของฉากกั้น ร่างบางขยับตัวช้าๆ ราวกับพยัคฆ์สาวที่กำลังย่างสามขุมเข้าหาเหยื่อ นางทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ยกจอกสุอุ่นขึ้นจรดริมฝีปาก ทำทีเป็นดื่มด่ำกับรสชาติของสุราฤทธิ์แรงในยามวิกาล แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันก๊าดไหววูบวาบ เงาดำร่างหนึ่งทาบทับลงบนกระดาษหน้าต่าง รวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ประตูไม้สักถูกผลักเปิดออกอย่างไร้เสียง ปลายกระบี่คมกริบประกายแสงสีเงินยวดยングสะท้อนกับความมืด พุ่งตรงมายังจุดที่หลิวจื่อหานนั่งอยู่โดยไม่แม้แต่จะเอ่ยถามคำใด *ฉับ!* คมกระบี่เฉียดผ่านเส้นผมสีดำสนิทที่ปล่อยสยายลงมาปักเข้ากับโต๊ะไม้จนแตกละเอียด หลิวจื่อหานเบี่ยงกายหลบได้อย่างงดงามราวกับการร่ายรำ ทว่านางไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มุมปากกลับแย้มยิ้มหยันออกมาอย่างเยือกเย็น มือสังหารในชุดดำสนิทปิดบังใบหน้าเหลือเพียงดวงตาคู่คมที่ฉายแววตกตะลึงชั่วขณะ เมื่อเห็นว่าเป้าหมายหลบหลีกได้ราวกับล่วงรู้อนาคต มันไม่รอช้าหวังจะตวัดกระบี่ซัดปลิดชีพในดาบเดียว "ช้าก่อน..." เสียงหวานใสแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้นขัดจังหวะ มือสังหารชะงักกริบ ปลายกระบี่จ่ออยู่ห่างจากลำคอระหงไม่ถึงคืบ "เจ้าไม่กลัวตายหรือ หลิวจื่อหาน?" เสียงแหบพร่าลอดผ่านผ้าคลุมหน้าออกมา "กลัวสิเพคะ... แต่คนที่ควรกลัวมากกว่า น่าจะเป็นคนที่ส่งเจ้ามาต่างหาก" หลิวจื่อหานเงยหน้าขึ้นสบตาคู่คมนั้นอย่างไม่เกรงกลัว นางค่อยๆ ยื่นมือเรียวออกไปแตะคมกระบี่ที่เย็นเฉียบด้วยปลายนิ้ว "เจ้าคิดจริงๆ หรือว่า... หลิวผู้นี้จะยอมรอความตายอยู่ในถ้ำเสือโดยไม่มีแผนสำรอง?" สิ้นคำพูดของนาง เสียงกึกก้องกังวานของฝีเท้าทหารนับร้อยก็ดังกระหน่ำมาจากรอบด้าน แสงคบเพลิงสว่างจ้าสาดส่องทะลุกระดาษหน้าต่างเข้ามาจนสว่างราวกับเวลากลางวัน เสียงตะโกนก้อง "ปิดล้อมตำหนักไว้ อย่าให้ผู้ใดเล็ดลอดไปได้!" ดังสนั่นหวั่นไหว ดวงตาของมือสังหารเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด มันรู้ตัวทันทีว่าตกหลุมพรางเสียแล้ว ร่างในชุดดำหมุนตัวหมายจะพุ่งทะยานออกทางหน้าต่าง ทว่าประตูและหน้าต่างทุกบานกลับถูกปิดตายด้วยตาข่ายเหล็กกล้าที่ถูกดึงขึ้นจากภายนอกอย่างพร้อมเพรียง จากมุมมืดหลังฉากกั้น องค์ชายรองเฟยหลงก้าวออกมาด้วยรอยยิ้มเย็นชา ทรงปรบพระหัตถ์เบาๆ สองครั้ง "ยอดเยี่ยม... ช่างเป็นการแสดงที่น่าชมยิ่งนัก มือสังหารแห่งพคเงาโลหิต ในที่สุดเจ้าก็ยอมปรากฏตัวเสียที" หลิวจื่อหานลุกขึ้นยืนเต็มความสูง อาภรณ์สีขาวสะบัดพลิ้วตามแรงลม นางก้าวเข้าไปใกล้ร่างที่ไร้ทางหนีของมือสังหาร ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยประกายแห่งการแก้แค้นที่รอคอยมานานแสนนาน "กลับไปทูลอัครเสนาบดีเหวินของเจ้าซะ... ว่าหมากตานี้ พระองค์และข้า... เป็นผู้เดิน" มือสังหารพ่นลมหายใจฮึดฮัด มันรู้ดีว่าไม่มีทางหนีรอด จึงตัดสินใจกระชากคราบผ้าคลุมหน้าออก เผยให้เห็นรอยแผลเป็นน่ากลัวลากยาวตั้งแต่โหนกแก้มจนถึงคาง พร้อมกับรอยยิ้มหยันที่มุมปาก ก่อนที่มันจะเคี้ยวเม็ดยาพิษที่ซ่อนไว้ในฟันกรามอย่างเด็ดเดี่ยว! "คิดจะฆ่าตัวตายเพื่อปิดปากหรือ!" หลิวจื่อหานอุทานด้วยความตกใจ นางพุ่งตัวเข้าไปหมายจะบีบกรามของมันเพื่อคายยาพิษออกมา ทว่า... *ฉ่า—* เลือดสีดำสนิททะลักออกจากมุมปากของมือสังหาร ร่างนั้นทรุดฮวบลงแทบเท้าของนาง ทว่าก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะหลุดลอย มือสังหารกลับคว้าข้อแขนของหลิวจื่อหานไว้แน่น แรงบีบราวก้ามปูทำให้กระดูกแทบร้าว มันกระซิบด้วยเสียงแหบแห้งชวนขนหัวลุกติดข้างหู "เจ้า... คิดว่ากำจัดข้าได้แล้วหรือ... หลิวจื่อหาน... ดูที่แหวนบนนิ้วของข้าสิ..." หลิวจื่อหานก้มมองตามสัญชาตญาณ บนนิ้วมือหยาบกร้านนั้นสวมแหวนหยกสลักรูป 'ดอกเบญจมาศสีชาด' — สัญลักษณ์ประจำตัวของ 'มารดาเลี้ยง' ผู้ล่วงลับของนางเอง! โลกทั้งใบคล้ายหยุดหมุนในวินาทีนั้น ความทรงจำอันเจ็บปวดที่ถูกฝังกลบไว้พรั่งพรูเข้ามาดั่งคลื่นพายุคลั่ง ร่างบางแข็งทื่อ ลลมหายใจติดขัด หัวใจเต้นรัวระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก เมื่อเงาร่างของคนที่นางรักและไว้ใจที่สุด ปรากฏขึ้นซ้อนทับบนร่างไร้วิญญาณเบื้องหน้า ขอขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางย้อนเวลาและไขปริศนาแห่งแค้นไปกับ "มนตรากรรมสะท้อน" นะคะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เจตจำนงสุดท้าย ก่อนทรายเม็ดสุดท้ายร่วงหล่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่60%