เจตจำนงสุดท้าย ก่อนทรายเม็ดสุดท้ายร่วงหล่น•ตอนที่ 4

เสียงกระซิบในท้องพระโรง

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
กลิ่นอายของหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของอำนาจที่สั่งสมมานานนับทศวรรษ ลอยอบอวลอยู่ภายใต้หลังคาเคลือบกระเบื้องสีชาดของท้องพระโรงใหญ่ แสงสว่างจากคบเพลิงสำริดสაბวับสะท้อนกับพื้นหยกขาวที่ขัดมันจนเงาวับ ราวกับผืนน้ำนิ่งสงบที่ซ่อนฝูงปลาปิรันยาไว้เบื้องล่าง ความเงียบงันในยามนี้ไม่ได้แปลว่าสงบ หากแต่เป็นความเงียบก่อนที่พายุใหญ่จะโหมกระหน่ำซัดสาด หลิวจื่อหานยืนนิ่งสงบอยู่ในชุดขุนนางเต็มยศ ผ้าแพรปักลายกิเลนสีทองทอดตัวทิ้งน้ำหนักแนบไปกับแผ่นหลังที่ตั้งตรงดั่งต้นสน ทว่าภายใต้ความนิ่งงันนั้น สายตาคมกริบดั่งใบมีดซ่อนเร้นกลับกราดมองไปยังเบื้องหน้าอย่างพิจารณา ทุกฝีก้าวที่เขาเลือกเหยียบลงบนพื้นหยก ล้วนถูกคำนวณไว้แล้วในกระดานหมากที่ชื่อว่า “ความแค้น” “ใต้เท้าหลิว… ดูเหมือนท่านจะฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บได้เรวดเร็วเสียจริงนะเจ้าคะ… อ๊ะ ไม่สิ ลูกผู้ชายชาตรี ย่อมมีบาดแผลเป็นเครื่องประดับเกียรติยศอยู่แล้ว” น้ำเสียงทุ้มนุ่มทว่าแฝงความเยียบเย็นดังขึ้นทำลายความเงียบ อัครเสนาบดีเหวินก้าวออกมาจากเงาเสาแกะสลักรูปมังกร ร่างท้วมในชุดขุนนางชั้นสูงสุดประดับหยกมันสำปะหลังขยับเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า แต่ทุกลีลาแฝงไว้ด้วยอำนาจล้นเหลือที่พร้อมจะบดขยี้ผู้ขวางทาง ดวงตาเรียวรีใต้พุ่มคิ้วสีดอกเลาหรี่ลงเล็กน้อย จับจ้องไปยังชายหนุ่มผู้มีศักดิ์เป็นอดีตแม่ทัพผู้เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของตระกูลเหวินเมื่อชาติภพก่อน จื่อหานมิได้สะทกสะท้าน เขาเพียงปรายตามองรอยยิ้มจอมปลอมที่ประดับอยู่บนใบหน้าของจิ้งจอกเฒ่า ก่อนจะยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา “ขอบพระคุณท่านอัครเสนาบดีที่กรุณาเป็นห่วง อาการบาดเจ็บทางกายนั้นรักษาไม่ยากนักหรอกค่ะ… แต่บาดแผลที่ถูกแทงข้างหลังโดยคนที่ไว้ใจต่างหากเล่า ที่ต่อให้ใช้เวลาชั่วชีวิตก็มิอาจเลือนหาย” คำพูดนั้นคมกริบดั่งคมดาบที่ซ่อนอยู่ในฝัก ทว่าถูกเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับกำลังสนทนากับสหายเรื่องสภาพดินฟ้าอากาศ อัครเสนาบดีเหวินชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้ากระตุกเกร็งขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาเรียบสนิทดังเดิม ดวงตาคมปลาวาฬของผู้อาวุโสที่สุดในราชสำนักฉายแววระแวดระวังขึ้นมาทันที “ใต้เท้าหลิว… คำพูดคำจาของท่านดูจะคมคายขึ้นมากหลังผ่านความตายมาได้ ดูท่าปรโลกคงจะสั่งสอนอะไรท่านมาไม่น้อยกระมัง” เหวินเทียนเฉิงเอ่ยเสียงต่ำ ก้าวเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นหอมจางๆ ของชาผู่เอ๋อร์ชั้นดีที่ผสมอยู่ในลมหายใจของอีกฝ่าย “แต่ระวังเถอะ คนที่ฉลาดเกินไป มักมีอายุขัยสั้นกว่าที่ควรจะเป็นเสมอ” “คำเตือนนี้ ช่างมีค่าเสียจนกระหม่อมต้องจารึกไว้ในใจเลยทีเดียวค่ะ” จื่อหานประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม ทว่าแววตากลับสת้อนประกายลึกล้ำดั่งเหวลึก “เพียงแต่… ข้าพเจ้าในยามนี้ มิใช่คนโง่เขลาที่ยอมให้สุนัขป่าจู่โจมจากด้านหลังอีกต่อไปแล้ว ท้องพระโรงแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาลนัก แต่ไม่แน่ว่า… อีกไม่นาน พื้นที่ยืนของบางคนอาจจะแคบลงจนแม้แต่ลมหายใจก็ยังไม่มีที่ให้พัดผ่าน” บรรยากาศรอบตัวพลันเย็นเยียบลงถนัดตา องค์ชายรองเฟยหลงที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ไม่ไกลในความสลัว ทอดพระเนตรการปะทะคารมครั้งนี้ด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมพระโอษฐ์ พระองค์ทรงจิบชาในจอกกระเบื้องเคลือบอย่างไม่รีบร้อน ทรงทราบดีว่าหมากตานี้เพิ่งจะเริ่มต้นเดิน และสหายรักของพระองค์กำลังเปิดฉากตบหน้าเสือเฒ่ากลางท้องพระโรงได้อย่างเจ็บแสบยิ่งนัก เหวินเทียนเฉิงแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่เดิมฉายแววอำมหิตขึ้นอย่างปิดไม่มิด “ปากกล้าเช่นนี้ หวังว่าเมื่อถึงเวลาที่ความจริงทั้งหมดถูกเปิดเผย ท่านจะยังมีลมหายใจมากล่าววาจาผยองเช่นนี้ต่อหน้าบัลลังก์มังกรนะ” “ท่านอัครเสนาบดีโปรดวางใจเถอะค่ะ” จื่อหานก้าวเข้าไปประชิดอีกครึ่งก้าว จนได้ยินเสียงลมหายใจที่ติดขัดเล็กน้อยของผู้อาวุโส “ความจริง… เป็นสิ่งที่ไม่เคยตาย แม้ร่างจะถูกฝังกลบไว้ใต้ทรายลึกสักเพียงใดก็ตาม และข้าพเจ้า… จะเป็นผู้ขุดคุ้ยมันขึ้นมาให้ฝ่าบาทและทุกคนในที่นี้ได้ทอดพระเนตรด้วยตนเอง” สิ้นคำพูดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นของขันทีหน้าพระพักตร์ก็ประกาศก้องขึ้น “ฝ่าบาทเสด็จ——!” ทว่า ก่อนที่ทุกคนจะทันได้คุกเข่าถวายบังคม ขันทีหนุ่มผู้นั้นกลับหน้าซีดเผือด วิ่งลนลานเข้ามาคุกเข่าแทบเท้าขององค์ชายรอง พร้อมกับยศถาดไม้ลงรักปิดทอง ที่บนนั้นมีเพียงสาส์นลับประทับตราครั่งสีชาดฉบับหนึ่ง ซึ่งส่งตรงมาจากแดนประจิม—ดินแดนที่ทุกคนคิดว่าสงบราบคาบไปแล้ว องค์ชายรองเฟยหลงทรงหยิบสาส์นขึ้นมาเปิดอ่านด้วยพระองค์เอง ทันทีที่ทอดพระเนตรข้อความด้านใน พระพักตร์ที่เคยแย้มสรำวลอยู่เสมอก็พลันถอดสี ดวงเนตรคมกราบมองสลับระหว่างสาส์นในพระหัตถ์ กับร่างของอัครเสนาบดีเหวินที่ยืนยิ้มเยาะด้วยความได้ใจ “เกิดอะไรขึ้นหรือพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท?” อัครเสนาบดีเหวินเอ่ยทูลถามด้วยน้ำเสียงที่ซ่อนความสะใจไว้ไม่มิด เฟยหลงทรงสูดหายใจเข้าลึก ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นสบตากับหลิวจื่อหานชั่วพริบตา ก่อนจะตรัสด้วยพระสุรเสียงที่สั่นระริกเล็กน้อย ซึ่งดังสะท้อนไปทั่วท้องพระโรงที่เงียบสงัด “กองทัพแดนประจิม… แตกพ่ายแล้ว และแม่ทัพผู้รักษาด่าน… ถูกพบเป็นศพถูกควักหัวใจส่งกลับมาพร้อมกับสาส์นฉบับนี้… โดยฝีมือของคนตระกูลเหวิน” ขอขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางย้อนเวลาและไขปริศนาแห่งแค้นไปกับ "มนตรากรรมสะท้อน" นะคะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เจตจำนงสุดท้าย ก่อนทรายเม็ดสุดท้ายร่วงหล่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่60%