กลิ่นหอมกรุ่นของหมึกจีนชั้นดีที่เพิ่งเจือจางด้วยน้ำค้างยามราตรี คละเคล้าไปกับกลิ่นอับชื้นของกระดาษสาเก่าเก็บในห้องหนังสือลับใต้ถุนตำหนักบูรพา เป็นบรรยากาศที่หลิวจื่อหานคุ้นเคยยิ่งกว่าลมหายใจเข้าออกของตนเอง
นิ้วเรียวยาวดั่งลำหญ้าคาภายใต้แขนเสื้อผ้าแพรปักลายเมฆสีเงินกำลังจรดพู่กันขนกระต่ายป่าลงบนแผ่นกระดาษด้วยความบรรจง ทุกรอยตวัดน้ำหมึกเปรียบดั่งการวางหมากแต่ละตาบนกระดานสงครามที่ไม่มีวันได้แก้ตัวเป็นหนที่สอง แม้ในชาติตอนนี้กาลเวลาจะหมุนย้อนกลับมาให้เขาได้มีลมหายใจแก้แค้น ทว่ารอยแผลเป็นในอดีตที่เคยกรีดลึกลงบนหัวใจยังคงเจ็บแปลบทุกครั้งยามนึกถึงหยาดโลหิตของคนรักที่เคยไหลเปื้อนสองมือคู่นี้
"ท่านแม่ทัพ... ฝ่ายนั้นเริ่มเคลื่อนไหวแล้วนะคะ"
เสียงกระซิบแผ่วเบาขององค์ชายรองเฟยหลงดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีครามเข้มก้าวออกมาจากเงาจันทร์ที่สาดส่องผ่านหน้าต่างแกะสลักลายดอกเหมย นัยน์ตาคมกริบขององค์ชายรองทอประกายระยิบระยับด้วยความตื่นเต้นเจือความระแวดระวัง ทว่าริมฝีปากกลับแย้มยิ้มในแบบที่ผู้คนทั่วไปมักหลงเชื่อว่าเป็นรอยยิ้มอันแสนซื่อตรงและไร้พิษภัย
หลิวจื่อหานไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจากแผ่นกระดาษ เขายังคงบรรจงเขียนลายมือเลียนแบบของอัครเสนาบดีเหวินได้อย่างแนบเนียนราวกับพิมพ์เดียวกัน น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเรียบเรื่อยราวน้ำในบึงใหญ่ที่ไร้ระลอกคลื่น "จิ้งจอกเฒ่าตัวนั้นระมัดระวังตัวแจ ย่อมไม่ยอมส่งหลักฐานการทุจริตคลังเสบียงออกไปทางหน้าประตูหลักอยู่แล้ว... แต่ถ้าหากความลับที่มันพยายามซ่อนที่สุด กำลังจะถูกเปิดเผยโดยคนสนิทของมันเองเล่าเพคะ?"
เฟยหลงหรี่ตาลงเล็กน้อย เดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงาน กวาดสายตามองข้อความในจดหมายปลอมที่ถูกร่างขึ้นอย่างประณีต "เจ้าตั้งใจจะใช้ ‘จดหมายรัก’ ฉบับนี้โยนหินถามทางสินะคะ? แต่จะมั่นใจได้อย่างไรว่าคนของอัครเสนาบดีเหวินจะหลุมพรางความระแวงนี้?"
"ความโลภและความหวาดระแวงคือสหายสนิทกันเพคะองค์ชาย" หลิวจื่อหานวางพู่กันลงช้าๆ ไอหมึกสีดำสนิทสะท้อนเงาใบหน้าที่เรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยประกายตาคมปลาบดุจใบมีดโกนที่ซ่อนอยู่ในฝักแพรไหม "อัครเสนาบดีเหวินเลี้ยงสุนัขไว้หลายตัว แต่ละตัวต่างก็หิวกระหายอำนาจ หากพวกมันพบว่านายใหญ่กำลังจะเขี่ยทิ้งเพื่อปัดความผิดเรื่องคลังเสบียงชายแดน ความภักดีจอมปลอมย่อมมลายหายไปในพริบตา... สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่การฆ่าฟัน แต่มันคือการหยิบเมล็ดพันธุ์แห่งความระแวงไปหยอดลงในแปลงดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานของพวกมันต่างหาก"
จดหมายฉบับนั้นถูกพับอย่างประทับตราประทับขี้ผึ้งสีชาดรูปตราประจำตระกูลเหวิน ซึ่งหลิวจื่อหานใช้เวลาค่อนคืนในการแกะสลักบล็อกประทับขึ้นมาอย่างแนบเนียนไร้ที่ติ เนื้อความข้างในถูกร้อยเรียงด้วยถ้อยคำที่กำกวม ชวนให้ตีความไปในทางที่ว่า อัครเสนาบดีกำลังเตรียมเก็บกวาด ‘มือเท้า’ ที่เคยร่วมกระทำความผิดเพื่อปิดปากเงียบ
ภารกิจในค่ำคืนนี้ไม่ใช่การบุกเข้าจู่โจมด้วยกำลังพล หากแต่เป็นการส่งจดหมายมรณะฉบับนี้ไปยังมือของ ‘รองแม่ทัพจ้าว’ มือขวาคนสำคัญของตระกูลเหวิน ผู้ซึ่งกำลังกระวนกระวายใจเพราะถูกสั่งให้ถอนกำลังกลับเมืองหลวงอย่างไร้เหตุผล
เวลาล่วงเลยเข้าสู่ยามสาม (ประมาณ 23.00 - 00.59 น.) ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วจวนอัครเสนาบดีเหวิน เงาร่างสีดำทะมึนของสายลับที่องค์ชายรองส่งไปปฏิบัติการเคลื่อนไหวอย่างไร้สุ้มเสียง ลัดเลาะผ่านกำแพงสูงตระหง่านและเหล่าทหารยามที่ผล็อยหลับไปด้วยฤทธิ์สุรา ก่อนจะแอบวางจดหมายฉบับนั้นไว้บนโต๊ะหนังสือภายในห้องนอนส่วนตัวของรองแม่ทัพจ้าวอย่างแนบเนียน
ณ ตำหนักบูรพาในยามเดียวกัน หลิวจื่อหานยืนทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง เบื้องล่างคือแสงคบเพลิงริบหรี่ของทหารยามที่เดินตรวจตรา เขารู้ดีว่าหมากตานี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการนองเลือดที่จะตามมา อัครเสนาบดีเหวินเป็นคนเจ้าเล่ห์และเด็ดขาด เมื่อใดก็ตามที่รองแม่ทัพจ้าวเริ่มแสดงอาการหวาดระแวงและเรียกร้องความยุติธรรม จิ้งจอกเฒ่าผู้นั้นย่อมต้องกำจัดเสี้ยนหนามทิ้งด้วยมือตนเอง
"เจ้าช่างใจกล้าเสียจริง..." เฟยหลงเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ พลางยื่นจอกสุราชาอุ่นร้อนมาให้ชายหนุ่ม "การเล่นกับไฟเช่นนี้ หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว ไฟนั้นย่อมเผาผลาญแม้กระทั่งตัวเจ้าเองนะ"
หลิวจื่อหานรับจอกสุชามาถือไว้ปลายนิ้วสัมผัสไออุ่นจากกระเบื้องเคลือบสีขาวสะอาดตา เขายกขึ้นจิบช้าๆ รสชาติขมอมหวานของชากลีบเหมยกระจายไปทั่วปลายลิ้น ราวกับรสชาติของความแค้นที่เขาต้องกลืนกินเข้าไปทุกค่ำคืน "หม่อมฉันมิเคยกลัวไฟหรอกเพคะองค์ชาย... ในเมื่อชาติก่อนหม่อมฉันเคยถูกไฟแห่งความโลภของพวกมันแผดเผาจนมอดไหม้มาแล้ว การกลับมาคราวนี้ หม่อมฉันมิได้มาเพื่อหลบหนีความร้อนรุ่ม แต่มันคือการเป็นผู้จุดไฟเผาผลาญพวกมันคืนต่างหาก"
บรรยากาศภายในห้องเงียบลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงกาน้ำเดือดปุดๆ บนเตาถ่านขนาดเล็ก สายตาของทั้งสองสบประสานกัน ท่ามกลางความมืดมิดและอำนาจที่เชือดเฉือนกันอย่างไร้ความปรานี
ทว่า ในขณะที่ความเงียบสงบกำลังปกคลุมและเกมการเมืองกำลังดำเนินไปตามแผนการที่วางไว้ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเร่งรีบอย่างผิดปกติก็ดังขึ้นที่หน้าประตูตำหนักบูรพา เสียงเคาะประตูรั้วรัวเร็วและเสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกของขันทีเวรยามดังแทรกเข้ามาในยามวิกาล
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก!*
"ทูล... ทูลองค์ชายรองและท่านแม่ทัพหลิวพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!" เสียงขันทีหน้าตาตื่นร้องตะโกนลั่นจนเสียงหลง ประตูห้องหนังสือถูกผลักเปิดออกอย่างแรงโดยไม่ได้รับอนุญาต
หลิวจื่อหานขมวดคิ้วเล็กน้อย วางจอกสุชาลงบนโต๊ะอย่างนุ่มนวล ใบหน้ายังคงความเยือกเย็นเป็นปรกติ ทว่าสัญชาตญาณนักรบกลับตื่นตัวขึ้นในทันที
ขันทีผู้ส่งข่าวคุกเข่าลงกับพื้น ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มใบหน้าซีดเผือด "มะ... มีพระราชโองการด่วนจากฮ่องเต้พ่ะย่ะค่ะ! และ... และในขณะนี้ อัครเสนาบดีเหวินได้นำกองกำลังราชองครักษ์บุกมาปิดล้อมตำหนักบูรพาไว้หมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ขอขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางย้อนเวลาและไขปริศนาแห่งแค้นไปกับ "มนตรากรรมสะท้อน" นะคะ
เจตจำนงสุดท้าย ก่อนทรายเม็ดสุดท้ายร่วงหล่น•ตอนที่ 3
จดหมายที่ไม่มีผู้รับ
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เจตจำนงสุดท้าย ก่อนทรายเม็ดสุดท้ายร่วงหล่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
