เซฟโซนที่ไม่มีจริง กับหัวหน้าทีมสุดกวนประสาท•ตอนที่ 10

ฝนตกกับความใจอ่อน

ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
เสียงกดแป้นพิมพ์คีย์บอร์ดดังรัวกระชั้นท่ามกลางความเงียบงันทึบของออฟฟิศยามดึก ราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลังสู่หายนะ คินน์ยืนค้ำโต๊ะทำงานของรินรดา ร่างสูงใหญ่ในเสื้อเชิ้ตพับแขนถึงข้อศอกแผ่ไอความกดดันออกมาจนอากาศรอบตัวแทบจะกลายเป็นของแข็ง ดวงตาคมกริบจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่รันแถบความคืบหน้าของการลบข้อมูลโครงการสำคัญ ซึ่งถูกกลุ่มทุนคู่แข่งพยายามเจาะระบบเข้ามาฮุบไปต่อหน้าต่อตา “ลบไฟล์ทั้งหมดทิ้งซะ!” คินน์ตะโกนสั่ง เสียงเข้มจัด “ถ้ามันจะพัง ก็อย่าให้พวกมันได้อะไรไปแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว!” รินรดาหันขวับมามองหน้าเขา ดวงตากลมโตฉายแวววาวด้วยความดื้อรั้น เธอเป็นสถาปนิกที่รักงานยิ่งกว่าชีวิต หยาดเหงื่อซึมตามกรอบหน้าเรียวสวยจากการเผชิญหน้ากับวิกฤตไซเบอร์มาตลอดสามชั่วโมงเต็ม แต่มือเรียวบางกลับไม่ได้สั่นเทาเลยแม้แต่น้อย “คุณบ้าไปแล้วหรือไงคินน์! นั่นคืองานหยาดเหงื่อสามเดือนของเรานะ!” เถียงกลับเสียงกร้าว ไม่ยอมจำนนต่ออำนาจมืดใดๆ ทั้งสิ้น แม้กระทั่งอำนาจจากผู้ชายปากจัดที่ยืนอยู่ตรงหน้า “ผมไม่ได้บ้า ริน! ถ้าคุณดึงดันจะรักษาโครงสร้างนี้ไว้ ทั้งบริษัทจะพังเพราะโดนฟ้องข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ข้อมูลที่ถูกสับขาหลอก!” คินน์ก้าวเข้ามาประชิดตัวเธออย่างไร้ระยะห่าง มือหนากระชากเก้าอี้ที่เธอนั่งให้หมุนออกห่างจากแป้นพิมพ์ ก่อนที่นิ้วเรียวยาวของเขาจะเอื้อมไปกดปุ่ม Enter สั่งลบไฟล์ทั้งหมดด้วยตัวเองอย่างไร้ความลังเล พรึบ! หน้าจอคอมพิวเตอร์ดับวูบลงพร้อมกับเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ รินรดานิ่งงันไปชั่วขณะ หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความเหนื่อยล้า ความกดดัน และความคับแค้นใจผสมปนเปกันจนจุกอก เธอเงยหน้าขึ้นมองคนตรงด้วยความโกรธจัด หยาดน้ำใสคลอเบ้าอย่างสุดจะกลั้น แต่ริมฝีปากยังคงเม้มแน่นไม่ยอมพ่ายแพ้ “คุณ... คุณมันเผด็จการที่สุด!” เธอผลอกอกเขาเต็มแรง แต่มนุษย์หินอย่างคินน์กลับไม่สะเทือนแม้แต่น้อย เขากลับคว้าข้อมือเธอไว้หลวมๆ แรงปะทะเมื่อครู่ทำให้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นฝนจางๆ ลอยเข้าแตะจมูก ข้างนอกหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ เสียงฟ้าคำรามลั่นสนั่นหู สายฝนที่ตั้งเค้ามานานโหมกระหน่ำเทกระหน่ำลงมาอย่างไร้ความปรานี เม็ดฝนสาดกระทบกระจกเสียงดังสนั่น ราวกับธรรมชาติกำลังเยาะเย้ยความพินาศย่อยับที่เพิ่งเกิดขึ้นภายในห้องสี่เหลี่ยมนี้ สิบนาทีต่อมา ทั้งคู่ออกมายืนอยู่ที่ลานจอดรถใต้ตึก คินน์เปิดประตูรถสปอร์ตคันหรูของเขาแล้วดันตัวเธอเข้าไปข้างในอย่างไม่รอให้ปฏิเสธ รินรดานั่งกอดอก หน้าบึ้งตึง ไม่ยอมปริปากพูดอะไรสักคำ บรรยากาศภายในรถเงียบงัน มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศและเสียงฝนด้านนอกที่ยังคงกระหน่ำซัดสาดอย่างต่อเนื่อง รถเคลื่อนตัวออกจากอาคารสำนักงานฝ่าสายฝนที่มืดมิด ทัศนวิสัยบนท้องถนนยามนี้แทบมองไม่เห็นอะไรนอกจากไฟท้ายรถคันอื่นที่พร่ามัว คินน์เหลือบมองคนข้างกายเป็นระยะ ดวงตาคมเข้มที่เคยฉายแววดุดันยามอยู่ในออฟฟิศ ตอนนี้กลับมีความอ่อนโยนบางเบาซ่อนอยู่ลึกๆ ที่เขาไม่เคยแสดงให้ใครเห็น “เลิกทำหน้าเป็นยักษ์เป็นมารได้แล้วน่าริน” คินน์ทำลายความเงียบขึ้นด้วยน้ำเสียงติดกวนประสาทตามเคย “ผมช่วยชีวิตคุณไว้นะ มื้อนี้ต้องเลี้ยงกาแฟผมสักสัปดาห์เป็นค่าตอบแทน” “ช่วยชีวิตเหรอ? คุณทำลายงานสามเดือนของฉันต่างหากเล่า!” รินรดากระแทกเสียงใส่ หันขวับมาจ้องเขาตาเขียวปั๊ด “คุณมันใจร้อน หรืองี่เง่ากันแน่ฮะคินน์? ทำไมไม่ปรึกษาก่อนลงมือ?” “ถ้าปรึกษา ป่านนี้พวกมันคงได้แปลนโครงสร้างไปจดสิทธิบัตรตัดหน้าเราแล้ว คุณใช้สมองคิดตามหน่อยสิครับคุณสถาปนิกคนเก่ง” คินน์ตอบกลับทันควัน น้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่แฝงความจริงจังที่ทำให้เถียงไม่ออก รถชะลอตัวลงจอดสนิทหน้าบ้านพักสไตล์โมเดิร์นของรินรดา ฝนยังคงตกหนักไม่มีทีท่าว่าจะหยุด รินรดานิ่งไป เธอรู้ดีว่าสิ่งที่เขาทำนั้นถูกต้องที่สุดในสถานการณ์วิกฤต แต่ศักดิ์ศรีมันค้ำคอเกินกว่าจะเอ่ยคำว่าขอบคุณออกมาได้ มือเรียวเอื้อมไปดึงเปิดประตูรถ แต่ทว่า... ล็อคออโต้ยังไม่ทำงาน หรือพูดให้ถูกคือ คินน์เอื้อมมือไปกดล็อคไว้ก่อนที่เธอจะทันได้ผลักประตูออก “ปล่อยนะ จะลงบ้านแล้ว ฝนตกปรอยๆ... เอ้ย ตกหนักขนาดนี้ ฉันต้องรีบไปอาบน้ำนอน” เธอหันมาโวยวาย กลบเกลื่อนความประหม่าที่จู่ๆ หัวใจก็เต้นผิดจังหวะเมื่อระยะห่างระหว่างเธอกับเขาลดลงเหลือเพียงคืบเดียวในพื้นที่แคบๆ ภายในห้องโดยสาร คินน์ไม่ตอบ เขานั่งนิ่ง ปลดเข็มขัดนิรภัยออกแล้วโน้มตัวเข้ามาหาช้าๆ กลิ่นอายความเป็นผู้ชายและความอบอุ่นจากตัวเขาลอยอบอวลจนรินรดาลืมหายใจ ใบหน้าคมคายขยับเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ดวงตาคู่นั้นมองสำรวจใบหน้าเนียนใสที่เปื้อนความเหนื่อยล้าด้วยสายตาที่ลุ่มลึกเกินกว่าจะคาดเดา “ดื้อจริงๆ นะครับ... รินรดา” เสียงทุ้มต่ำเอמהกระซิบแผ่วเบาข้างใบหู อุ่นร้อนจนขนลุกซู่ “รู้ไหมว่าเวลาที่คุณโมโหแบบนี้... มันน่ามองกว่าตอนนั่งเครียดกับหน้าจอตั้งเยอะ” รินรดาเบิกตากว้าง หัวใจกระหน่ำเต้นรัวยิ่งกว่าเสียงฝนด้านนอก สมองขาวโพลนคิดคำด่าไม่ออกสักคำเมื่อฝ่ามืออุ่นจัดของเขายื่นมาเกลี่ยปอยผมที่เปียกชื้นแนบแก้มให้อย่างเบามือ สัมผัสอ่อนโยนที่ขัดกับบุคลิกปากร้ายโดยสิ้นเชิงนี้ ทำเอาสถาปนิกสาวผู้เจ้าระเบียบถึงกับสติหลุดลอย “อะ...ไอ้บ้านี่…” เธอพึมพำเสียงสั่น หัวใจพองโตจนแทบจะระเบิดอัดอก แต่ก่อนที่รินรจะได้ผลักอกเขาออกไป เสียงเคาะกระจกตึงๆ จากด้านนอกก็ดังขึ้นขัดจังหวะความหวานปนพายุนั้นเสียก่อน คินน์ขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด ผละตัวกลับมามองผ่านกระจกที่เปียกชุ่มด้วยหยาดฝน ภายใต้แสงไฟสลัวจากเสาไฟหน้าบ้าน ร่างของชายหนุ่มในชุดสูทเปียกโชกยืนถือร่มรออยู่ ทันทีที่กระจกฝั่งคนขับลดลง เสียงทุ้มคุ้นหูก็เอ่ยเรียกชื่อรินรดาด้วยความร้อนรน “ริน! คุณอยู่ในนั้นใช่ไหม? ผมเป็นห่วง โทรหาไม่ติดเลย…” รินรดานิ่งอึ้ง หน้าถอดสีทันทีเมื่อจำได้ว่านั่นคือเสียงใคร ส่วนคินน์หรี่ตาลงทันควัน รังสีความเย็นชาและไม่สบอารมณ์แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาทันทีเมื่อเห็นว่าใครคือแขกยามวิกาลท่ามกลางพายุฝนนี้ ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับตัวละครของ "สเปซโอเดสซีย์" ครับ
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนที่ไม่มีจริง กับหัวหน้าทีมสุดกวนประสาท นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%