ปริศนาศพโบราณกับนายแพทย์นิติเวชผู้ไม่เชื่อในไสยเวท•ตอนที่ 4

เสียงกระซิบยามวิกาล

ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
กลิ่นอับชื้นของดินป่าผสมกับยางไม้ดิบตลบอบอวลอยู่ในเต็นท์ผ้าใบกันน้ำขนาดกลาง แสงไฟจากตะเกียงเจ้าพายุไส้เดี่ยวสาดส่องกระทบโครงเหล็ก เกิดเป็นเงาบิดเบี้ยวทาบทับผนังผ้าใบราวกับภูตผีที่กำลังเริงระำ บรรยากาศยามวิกาลกลางป่าลึกดิบชื้นแห่งนี้กดทับประสาทสัมผัสทุกส่วนให้ตื่นตัวอย่างถึงขีดสุด นายแพทย์กรธวัชวางปากกาหมึกซึมลงบนสมุดบันทึกปกหนัง สมิติและตารางบันทึกอุณหภูมิร่างกายของศพโบราณถูกจดไว้เรียบร้อย แต่นั่นไม่ได้ช่วยให้ความเหนียวเหนอะหนะจากเหงื่อและความเครียดที่เกาะกุมแผ่นหลังลดลงเลยแม้แต่น้อย เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงสนามพับได้ สายตาทอดมองผ่านรอยแยกของประตูเต็นท์ออกไปสู่ความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้งภายนอก เสียงกิ่งไม้หักดัง "กรอบ" แว่วมาจากระยะประชิด กรธวัชไม่ลังเลที่จะเอื้อมมือไปคว้ากระเป๋าเครื่องมือแพทย์ เขาดึงด้ามมีดผ่าตัดสเตนเลสสตีลความคมกริบออกมาถือไว้มั่น แม้จะรู้ดีว่าเหล็กกล้าชิ้นเล็กๆ นี้ไร้ความหมายสิ้นเชิงหากต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ป่าหรือภัยอันตรายจากมนุษย์ แต่มันคือสิ่งเดียวที่ตรรกะทางวิทยาศาสตร์และสัญชาตญาณดิบของแพทย์นิติเวชจะหยิบฉวยได้ในยามวิกาล "ถ้าคุณยังถือมีดเล่มนั้นด้วยมือที่สั่นเทาแบบนั้น ต่อให้มันคมกริบแค่ไหน คุณก็ทำได้แค่ปาดนิ้วตัวเองให้เลือดออกเล่นเท่านั้นแหละครับ, หมอ" เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบดังขึ้นจากมุมมืดด้านหนึ่งของเต็นท์ ศิลานั่งพิงเสาไม้ไผ่ที่ใช้ค้ำยันโครงเต็นท์ ดวงตาคมกริบคู่นั้นสะท้อนแสงสีส้มวับวามจากเปลวไฟตะเกียง เขาไม่ได้ขยับเขยื้อนร่างกายมาเนิ่นนานจนกรธวัชเผลอลืมไปว่ามีชายอีกคนอยู่ในพื้นที่แคบๆ แห่งนี้ด้วย กรธวัชผ่อนลมหายใจยาวเพื่อซ่อนความประหม่า เขาเก็บมีดพับลงในกระเป๋าอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยที่พยายามรักษาความมั่นคงไว้ "ผมแค่ตรวจเช็กความปลอดภัยตามสัญชาตญาณของมนุษย์... ซึ่งน่าแปลกที่คุณดูจะผ่อนคลายเหลือเกิน ทั้งที่เสียงเมื่อครู่นี้อยู่ห่างจากเต็นท์เราไม่ถึงสิบเมตร" "สัญชาตญาณของมนุษย์พยายามบอกอะไรคุณล่ะครับ?" ศิลาย้อนถาม ดวงตาคมจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของนายแพทย์หนุ่ม "บอกว่ามันคือเสือโคร่ง? หรือบอกว่ามันคือโจรปล้นสะดมที่ตามรอยคณะสำรวจของเรามาตั้งแต่ในเมือง?" "มันอาจจะเป็นอะไรก็ได้ที่เป็นรูปธรรมและมีหลักฐานทางชีววิทยามารองรับ" กรธวัชตอบกลับทันควัน น้ำเสียงเจือความดื้อรั้น "ไม่ใช่เรื่องเล่าพื้นบ้านเกี่ยวกับวิญญาณป่าหรือคำสาปของชนเผ่าโบราณที่คุณพยายามกรอกหูผมมาตลอดทาง" ศิลายิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นไม่ได้ไปถึงดวงตา มันเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันอันเงียบงัน ชายหนุ่มนักมานุษยเวทขยับตัวเล็กน้อย เสียงข้อต่อกระดูกลั่นเบาๆ ในความเงียบสงบ "วิทยาศาสตร์สอนให้คุณเชื่อเฉพาะสิ่งที่มองเห็นและวัดผลได้... แต่มันเคยสอนคุณไหมครับ ว่าทำไมสุนัขป่าถึงไม่ยอมเห่าหอนในรัศมีร้อยเมตรจากจุดที่เรากางเต็นท์นี้?" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่กลับทรงพลังจนกรธวัชชะงัก "ความเงียบไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอไปหรอกครับ หมอ บางครั้ง... ความเงียบคือสัญญาณเตือนว่า เจ้าของบ้านตัวจริงเขาไม่อยากส่งเสียงรบกวนแขกผู้มาเยือนต่างหาก" ทันทีที่สิ้นคำพูดของศิลา อุณหภูมิภายในเต็นท์ก็ลดฮวบลงอย่างฉับพลัน ลมหายใจของทั้งคู่กลายเป็นไอสีขาวจางๆ ทั้งๆ ที่เมื่อครู่ยังอบอ้าวไปด้วยไอชื้นของป่าฝน เปลวไฟในตะเกียงเจ้าพายุหดตัวลงเหลือเพียงดวงไฟริบหรี่ราวกับกำลังจะดับลงในไม่ช้า กรธวัชขมวดคิ้วแน่น เขารู้สึกถึงความผิดปกติทางกายภาพนี้ ความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิแบบฉับพลันนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติในป่าดิบชื้นระดับความสูงนี้ มันต้องเกิดจากปัจจัยภายนอกบางอย่าง— กึก! เสียงเคาะเบาๆ ดังขึ้นที่ด้านนอกเต็นท์ มันไม่ใช่เสียงกิ่งไม้หัก แต่มันเป็นเสียงจังหวะการเคาะสามครั้งด้วยเล็บหรือของแข็งกระทบเข้ากับผ้าใบเต็นท์บริเวณศีรษะของกรธวัชพอดี ราวกับมีใครบางคนกำลังยืนอยู่หลังผ้าใบบางๆ นั้น และจงใจส่งสัญญาณทักทาย สัญชาตญาณของแพทย์นิติเวชสั่งให้กรธวัชหันไปมอง แผ่นหลังของเขาแนบชิดติดกับเสาเต็นท์ สมองประมวลผลอย่างรวดเร็วถึงความเป็นไปได้ทางกายภาพ ความหนาของผ้าใบ การสะท้อนของเสียง และความเป็นไปได้ที่มนุษย์จะเคลื่อนตัวมาถึงจุดนี้โดยไม่มีใครในแคมป์รู้ตัว "อย่าขยับ" ศิลาเอ่ยเตือนเสียงต่ำ มือแกร่งคว้าข้อมือของกรธวัชไว้ด้วยแรงอันมหาศาล สัมผัสจากปลายนิ้วของศิลาร้อนผ่าวตัดกับความเย็นเยือกของบรรยากาศรอบตัวอย่างสิ้นเชิง "ถ้าคุณเปิดผ้าใบออกไปตอนนี้... คุณจะไม่เจอคำตอบทางวิทยาศาสตร์ที่คุณตามหาแน่ๆ" "ปล่อยผม" กรธวัชสะบัดข้อมือออกด้วยความหงุดหงิดผสมความหวาดระแวง เขาไม่ชอบให้ใครมาบงการ และเกลียดความงมงายที่ถูกหยิบยกมาขู่ขวัญในยามวิกาล "ผมเป็นแพทย์ ผมเชื่อในสิ่งที่มีตัวตน ไม่ใช่ภาพหลอนจากอุปาทานหมู่!" ว่าแล้ว กรธวัชก็พุ่งตัวเข้าหาผนังเต็นท์ มือซ้ายกระชากซิปผ้าใบรูดเปิดออกอย่างรวดเร็ว เพื่อพิสูจน์ให้เห็นจะๆ ว่าความจริงคืออะไร แสงจันทร์สีนวลสาดส่องลอดผ่านเรือนยอดไม้หนาทึบลงมาเป็นลำแสงสลัว สิ่งแรกที่ปะทะสายตาของนายแพทย์หนุ่มคือความว่างเปล่า ไม่มีเงาร่างของมนุษย์ ไม่มีสัตว์ป่า ไม่มีแม้แต่ร่องรอยเท้าบนพื้นดินเปียกชื้น มีเพียงหมอกจางๆ ที่ลอยเรี่ยพื้นดิน กรธวัชพ่นลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก โล่งใจที่สมมติฐานทางวิทยาศาสตร์ของเขาถูกต้อง "เห็นไหม? ไม่มีอะไรเลย เป็นแค่กระแสลมหรือกิ่งไม้—" คำพูดทั้งหมดติดอยู่ในลำคอ เมื่อสายตาของเขากวาดต่ำลงไปกระทบกับพื้นดินหน้าเต็นท์ รอยเท้าที่ปรากฏอยู่บนพื้นดินนั้นไม่ใช่รอยเท้ามนุษย์ แต่มันคือรอยเท้าเปล่าขนาดใหญ่ที่มีรูปทรงผิดเพี้ยน นิ้วเท้าทั้งห้ากางออกผิดธรรมชาติ และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ... รอยเท้านั้นไม่ได้เดินมาจากทิศทางไหนในป่า แต่มันโผล่ขึ้นมากลางลานโล่งหน้าเต็นท์ของพวกเขาโดยไม่มีรอยเดินเท้าเข้ามาเชื่อมต่อ! และก่อนที่กรธวัชจะทันได้เปล่งเสียงอุทาน รอยเท้านั้นก็เริ่มขยับยุบลงไปในดินทีละรอย... ราวกับมีน้ำหนักมหาศาลกำลังเดินตรงมาที่ปากเต็นท์ด้วยความเร็วสูง! ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดและปริศนาอันลี้ลับนี้ไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาศพโบราณกับนายแพทย์นิติเวชผู้ไม่เชื่อในไสยเวท นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%