กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นอับชื้นของฟอร์มาลีนในห้องชันสูตรพลิกศพยามวิกาล บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นฉุนกึ้งของผงธูปโบราณและยางไม้หอมชนิดหนึ่ง ซึ่งลอยคละคลุ้งจนน่าเวียนหัว นายแพทย์กรธวัชใช้หลังมือปาดเหงื่อกาฬที่ผุดพรายขึ้นตามไรผม ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ระบบตรรกะทั้งหมดในสมองเริ่มสั่นคลอน
รอยแผลเป็นรูปอักขระโบราณที่ฝ่ามือของศพยังคงเปล่งแสงเรืองรองเป็นสีแดงฉาน ราวกับถ่านไฟใต้เถ้าถ่านที่ถูกลม Foehn เป่ากระพือ เนื้อเยื่อรอบรอยแผลบิดเกร็งและส่งเสียงปะทุเบาๆ คล้ายไขมันกำลังถูกความร้อนแผดเผา แต่น่าประหลาดใจยิ่งนักที่ผิวหนังส่วนอื่นของศพกลับเย็นเฉียบไร้ซึ่งอุณหภูมิของสิ่งมีชีวิต
"วิทยาศาสตร์อธิบายปฏิกิริยาเคมีชีวภาพไม่ได้ทุกเรื่องหรอกนะครับ, คุณหมอ"
เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง ศิลายืนกอดอกพิงชั้นวางเครื่องมือสแตนเลส แสงไฟนีออนสีนวลส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของนักมานุษยวิทยาหนุ่มผู้ลึกลับ เกิดเป็นเงาทอดตัวยาวน่าเกรงขาม ดวงตาคมกราบคู่นั้นไม่ได้แสดงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความสนใจและความเด็ดเดี่ยวราวกับเสือพรากที่พบรอยเท้าเหยื่อในพงไพร
กรธวัชหันขวับกลับมามองคู่สนทนา สันจมูกโด่งรั้นเชิดขึ้นเล็กน้อยตามสัญชาตญาณของการป้องกันตัว มือเรียวยาวที่สวมถุงมือยางกำเข้าหากันแน่นจนเกิดเสียงเสียดสี
"มันต้องมีคำอธิบาย..." เสียงของนายแพทย์หนุ่มแหบพร่าเล็กน้อย แต่ยังคงไว้ซึ่งความเย่อหยิ่งและดื้อรั้น "เซลล์ประสาทที่ตายไปแล้วอาจเกิดการกระตุ้นจากกระแสไฟฟ้าตกค้าง หรือไม่... คุณก็อาจจะใช้สารเคมีบางชนิดป้ายลงไปก่อนหน้าที่ผมจะเข้ามา เพื่อสร้างสถานการณ์จิตวิทยาบางอย่างขึ้นมาตบตาผม"
ศิลายิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นไม่ได้ไปถึงดวงตา เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเย้ยหยันอันเงียบงัน ชายหนุ่มก้าวเท้าช้าๆ เดินเข้ามาใกล้โต๊ะชันสูตร กลิ่นอายความกดดันรอบตัวทำให้บรรยากาศในห้องแคบลงถนัดตา
"คุณหมอกรธวัชครับ..." ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่จงใจลากเสียงยาวทีละคำ "ความดื้อรั้นเป็นคุณสมบัติที่ดีของแพทย์ผู้รักษาคนไข้ แต่ความดื้อดึงที่จะปฏิเสธความจริงตรงหน้า คือคุณสมบัติของคนโง่เขลาที่กำลังเดินเข้าสู่ปากเหว... ศพนี้ไม่ได้ส่งสัญญาณเตือนเราเรื่องปฏิกิริยาเคมี แต่มันกำลัง 'บอกทาง' ต่างหาก"
"บอกทาง?" กรธวัชทวนคำ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนเป็นปม "คุณหมายความว่าอย่างไร"
ศิลาไม่ตอบในทันที ชายหนุ่มเอื้อมมือเปล่าไปสัมผัสข้อมือของศพที่กำลังเกร็งแน่นอย่างไร้ความปรานี ทันทีที่ปลายนิ้วของศิลาแตะลงบนผิวเนื้อ แสงสีแดงฉานที่ฝ่ามือของศพก็พุ่งวาบขึ้นจนสว่างจ้าไปทั่วห้อง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเส้นสายสีดำสนิทเลื้อยลามขึ้นมาตามแขน เรียงร้อยเป็นลวดลายแผนที่ภูมิประเทศขนาดย่อส่วนบนผิวหนังมนุษย์!
กรธวัชถอยหลังกรูดโดยไม่รู้ตัว สะโพกกระแทกเข้ากับขอบอ่างล้างเครื่องมือสแตนเลสจนเกิดเสียงดังสนั่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง ภาพที่เห็นท้าทายทุกกฎเกณฑ์ทางกายวิภาคศาสตร์และพันธุศาสตร์บนโลกใบนี้
"รอยสักอักขระเหล่านี้ไม่ใช่แค่รอยแผลเป็นเวทมนตร์พรรคร์เพ้อเจ้อ แต่มันคือพิกัดภูมิศาสตร์โบราณ..." ศิลาใช้นิ้วชี้ลากผ่านรอยเส้นสีดำบนแขนศพอย่างแม่นยำ น้ำเสียงของเขากลายเป็นจริงจังและเฉียบคมขึ้น "หุบเขาอัคนีทมิฬ ดินแดนต้องห้ามที่ถูกลบออกจากแผนที่ทหารตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่สอง และเป็นจุดเดียวกับที่คณะสำรวจของพ่อผมหายสาบสูญไปเมื่อยี่สิบปีก่อน"
ห้องชันสูตรตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาหวิว กรธวัชจ้องมองแผนที่บนผิวหนังศพสลับกับใบหน้าของศิลา สมองอันปราดเปรื่องของนิติเวชหนุ่มกำลังประมวลผลข้อมูลมหาศาลด้วยความเร็วสูง
"แล้วมันเกี่ยวข้องอะไรกับผม?" กรธวัชเค้นเสียงถาม พยายามดึงความเยือกเย็นและมาดมั่นของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกลับคืนมา "ทำไมศพของนักโบราณคดีที่ถูกฆาตกรรมอย่างไร้ร่องรอยในเมืองกรุง ถึงมีแผนที่นำทางไปยังป่าลึกที่คุณกำลังตามหา? หรือว่าคุณ..."
"หรือว่าผมเป็นคนฆ่าเขาเพื่อแย่งชิงแผนที่นี้มางั้นหรือครับ?" ศิลาชิงพูดแทรกขึ้นด้วยแววตาวาวโรจน์ ใบหน้าคมคายโน้มเข้าไปใกล้จนกรธวัชต้องเอนตัวหนี "ถ้าผมเป็นฆาตกรจริง ผมคงไม่ต้องมาเสียเวลาดึงคุณมาร่วมวงให้อึดอัดใจหรอกครับ... คุณหมอผู้ฉลาดเฉลียว"
"ผมไม่มีทางเดินเข้าป่าไปกับคุณเด็ดขาด" กรธวัชปฏิเสธเสียงแข็ง ดวงตาจ้องตอบอย่างไม่ยอมแพ้ "ผมมีหน้าที่ผ่าศพ ค้นหาความจริงทางนิติวิทยาศาสตร์ และส่งตัวฆาตกรให้ตำรวจ ไม่ใช่การเดินเท้าเข้าป่าลึกไปตามล่าสมบัติเพ้อเจ้อกับคนแปลกหน้าที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยอย่างคุณ"
ศิลาถอนหายใจยาวนานราวกับกำลังเอือมระอาในความดื้อดั้นของอีกฝ่าย ชายหนุ่มผละตัวออกไปหยิบแฟ้มเอกสารคดีที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของกรธวัชขึ้นมาเปิด แล้วโยนภาพถ่ายใบหนึ่งลงบนโต๊ะตรงหน้าแพทย์หนุ่ม
ภาพถ่ายที่ถูกถ่ายจากที่เกิดเหตุ... ภาพศพของนักโบราณคดีเคราะห์ร้ายรายนั้น แต่ทว่า มีรายละเอียดบางอย่างที่กรธวัชพลาดไปในตอนที่ตรวจรอบแรก
"ดูที่ซอกเล็บของศพสิครับ, คุณหมอ" ศิลากล่าวเสียงเรียบ "เศษดินเหนียวสีแดงปนทองเหลือง คราบยางไม้จากต้นรังป่าดงดิบชื้น และที่สำคัญที่สุด..." ศิลาเว้นจังหวะ ปล่อยให้สายตาคมกริบคู่นั้นตรึงกรธวัชให้อยู่หมัด "...สารพิษในกระแสเลือดของเขา ไม่ได้มาจากสารเคมีสังเคราะห์ในเมืองกรุง แต่มันคือพิษจาก 'พืชป่า' ชนิดเดียวกับที่คร่าชีวิตคณะสำรวจของพ่อผมเมื่อสองทศวรรษก่อน"
กรธวัชก้มมองภาพถ่ายในมือ หัวใจกระตุกวูบ สัญชาตญาณความเป็นแพทย์และนักสืบสวนบอกเขาในทันทีว่า คดีนี้มีความซับซ้อนเกินกว่าที่ตำรวจท้องที่จะคลี่คลายได้ และเบาะแสทั้งหมด... มันกำลังบีบบังคับให้เขาต้องก้าวเดินออกนอกกรอบความปลอดภัยของห้องทดลองนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ศิลาเดินไปหยิบเสื้อแจ็คเก็ตกันหนาวสีเข้มพาดบ่า ก่อนจะหันมามองนิติเวชหนุ่มที่ยืนนิ่งงันอยู่หน้าโต๊ะชันสูตร รอยยิ้มมั่นใจปรากฏขึ้นบนมุมปากของนักมานุษยวิทยา
"รถขับเคลื่อนสี่ล้อจอดรออยู่ข้างล่างแล้วครับ, คุณหมอ" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด "คุณจะอยู่ที่นี่เพื่อรอให้ฆาตกรตัวจริงมาเก็บกวาดพยานหลักฐานชิ้นสุดท้าย หรือจะถือกระเป๋าเดินทางแล้วไปหาคำตอบที่วิทยาศาสตร์ตอบไม่ได้... ร่วมกับผม"
กรธวัชกำหมัดแน่นในกระเป๋าเสื้อกาวน์ ความลังเลและความท้าทายปะทะกันอย่างรุนแรงในห้วงความคิด ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพื่อรวบรวมสติ ก่อนจะตัดสินใจหยิบกุญแจรถและแฟ้มคดีโยนใส่กระเป๋าเป้คู่ใจอย่างไม่ลังเลอีกต่อไป
ทั้งสองก้าวเดินออกจากห้องชันสูตรท่ามกลางความมืดมิดของโรงพยาบาล โดยหารู้ไม่ว่า... เงาดำร่างหนึ่งกำลังแอบซุ่มมองความเคลื่อนไหวของพวกเขาจากกล้องวงจรปิดมุมอับ และนิ้วมือที่สวมถุงมือหนังสีดำกำลังกดส่งข้อความรหัสลับบางอย่างออกไปภายนอกโรงพยาบาล!
โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ
(ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาไปด้วยกันนะครับ)
ปริศนาศพโบราณกับนายแพทย์นิติเวชผู้ไม่เชื่อในไสยเวท•ตอนที่ 3
แผนที่นำทางสู่อาณาเขตต้องห้าม
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาศพโบราณกับนายแพทย์นิติเวชผู้ไม่เชื่อในไสยเวท นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!