ปริศนาศพโบราณกับนายแพทย์นิติเวชผู้ไม่เชื่อในไสยเวท•ตอนที่ 5

รอยสลักปริศนาบนต้นไม้ใหญ่

ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
เสียงกระแทกของส้นรองเท้าบู้ทหนังแท้ที่กดทับลงบนพื้นดินชื้นแฉะ พร้อมกับแรงสะเทือนที่ส่งตรงผ่านแผ่นไม้สนเต็นท์สนาม ดับความเงียบงันของผืนป่าดิบชื้นลงในเสี้ยววินาที กรธวัชไม่แม้แต่จะเสียเวลาหันไปคว้ากระบี่หรืออาวุธใดๆ ตามสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ทั่วไป นิ้วเรียวยาวที่คุ้นเคยกับการจรดมีดผ่าศพพลิกตัวกลับอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมือขวาที่คว้ากระบอกไฟฉายแรงสูงอลูมิเนียมเกรดกองทัพสาดแสงพุ่งทะลวงความมืดออกไปตรงหน้าทันที ลำแสงสีขาวอมฟ้าตัดผ่านละอองหมอกยามดึก พุ่งตรงไปยังจุดที่รอยเท้าปริศนาควรจะปรากฏอยู่... ทว่าสิ่งที่สะท้อนกลับมาเข้าสู่เรตินาของนายแพทย์หนุ่ม กลับไม่ใช่เงาร่างของมนุษย์หรือสัตว์ป่าดุร้าย หากแต่เป็นความว่างเปล่าของผืนดินสีดำสนิทที่มีเพียงรอยยุบตัวเป็นทางยาว ห่างออกไปไม่ถึงสามเมตร และที่น่าขนลุกยิ่งกว่าคือ รอยเหล่านั้นหยุดลงตรงหน้าโคนต้นไม้ใหญ่โบราณที่แผ่รากแก้วระเกะระกะราวกับกรงเล็บปีศาจ "ไม่มีอะไร... แค่แรงดันน้ำใต้ดินที่ทำให้ดินทรุดตัวเฉียบพลันตามหลักอุทกศาสตร์" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ กรธวัชพยายามควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจที่กระหน่ำซัดด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ แม้เม็ดเหงื่อกาฬจะผุดพรายขึ้นตามไรผม เขากดไฟฉายให้แสงนิ่งสนิท ขณะก้าวเท้าออกจากเต็นท์เพื่อพิสูจน์สมมติฐานของตนเอง "ความกลัวมักแต่งตั้งให้ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติกลายเป็นภูตผีเสมอ... คุณหมอคิดเช่นนั้นจริงๆ หรือครับ?" น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงรอยยิ้มหยันจางๆ ดังขึ้นจากความมืดด้านข้าง ศิลาก้าวออกมาจากเงาของพุ่มไม้ใบหนา มือข้างหนึ่งถือคบเพลิงสมุนไพรที่ส่งกลิ่นฉุนกึกเพื่อไล่แมลงและสัตว์มีพิษ แสงสีส้มแดงจากเปลวไฟวับแวมกระทบเข้ากับใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจางๆ ดวงตาคมกริบของนักมานุษยวิทยาผู้นี้ไม่ได้มองมาที่กรธวัช หากแต่ทอดมองไปยังโคนต้นไม้ใหญ่เบื้องหน้าด้วยประกายตาที่อ่านไม่ออก กรธวัชหันขวับไปมองคู่สนทนา แววตาของนิติเวชหนุ่มฉายความหงุดหงิดระคนไม่สบอารมณ์ "มันคือการยุบตัวของชั้นดินทุติยภูมิ (Secondary Subsidence) เกิดจากการชะล้างของกระแสน้ำใต้ดินในช่วงฤดูมรสุม คุณก็รู้ว่าป่าดึกดำบรรพ์แห่งนี้มีระบบนิเวศน์ซับซ้อนแค่ไหน ทำไมคุณถึงชอบโยนทุกอย่างให้ไสยเวทและคำสาปอยู่เรื่อย ศิลา?" ศิลาไม่ตอบทันที ชายหนุ่มก้าวเดินผ่านร่างของนายแพทย์หนุ่มไปช้าๆ ฝ่ายศิลาย่อตัวลงใช้ปลายนิ้วแตะลงบนรอยดินที่ยุบตัวลงไป แล้วยกขึ้นมาดมเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท "ดินยุบตัวไม่เคยทิ้ง 'กลิ่นอาย' ของความตายเอาไว้หรอกครับหมอ... ลองก้มลงมองที่เปลือกไม้ตรงนั้นสิครับ แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมผมถึงไม่เชื่อในสมมติฐานทางวิทยาศาสตร์ของคุณในเวลานี้" กรธวัชขมวดคัดเข้าหากันอย่างไม่สบอารมณ์ แต่สัญชาตญาณนักสืบและผู้ยึดมั่นในหลักฐานก็สั่งให้เขาขยับเข้าไปใกล้ ลำแสงไฟฉายถูกปรับให้แคบลงและสาดตรงไปยังจุดที่ศิลานิ้วชี้ ณ เบื้องหน้าของพวกเขา คือต้นตะเคียนทองขนาดมหึมาที่ต้องใช้คนโอบถึงห้าคน ลำต้นสูงตระหง่านเสียดฟ้าจนยอดกลืนหายไปกับความมืดมิดของราตรี ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาและทำให้ลมหายใจของนายแพทย์หนุ่มสะดุดกຶกลงทันที คือรอยสลักลึกลงไปในเนื้อไม้โบราณ มันไม่ใช่รอยมีดฟันหรือรอยขูดขีดจากธรรมชาติ... ลวดลายนั้นถูกกรีดสลักอย่างประณีตบรรจงด้วยของมีคมที่แหลมคมอย่างยิ่ง เส้นสายมีความโค้งเว้าสมมาตรอย่างน่าประหลาด เป็นรูปวงกลมซ้อนทับกันสามชั้น ตรงกลางมีสัญลักษณ์รูปดวงตาที่ไม่มีเปลือกตา และรายล้อมด้วยอักขระโบราณที่กรธวัชไม่เคยเห็นมาก่อนในตำรามานุษยวิทยาเล่มใดในโลก แม้เวลาจะผ่านพ้นมานานจนเนื้อไม้เริ่มปริแตกและมีคราบยางไม้สีเข้มไหลซึมออกมาเคลือบผิว แต่วันเวลาไม่สามารถลบเลือนความคมชัดและความน่าสะพรึงกลัวที่แฝงอยู่ภายใต้ลวดลายนั้นได้เลย "นี่มัน..." กรธวัชพึมพำด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาลงอย่างเห็นได้ชัด ความมั่นใจในหลักการทางวิทยาศาสตร์เมื่อครู่เริ่มสั่นคลอน "รอยสลักนี่... สภาพเนื้อไม้ถูกออกซิไดซ์กับอากาศจนเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท การันตีอายุได้ว่ามันต้องถูกสลักขึ้นมาไม่ต่ำกว่าสองร้อยปี... แต่ทำไมรอยตัดถึงยังดูสดขนาดนี้?" "เพราะมันไม่ได้ถูกสลักด้วยเหล็กธรรมดาครับ" ศิลาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง น้ำเสียงของเขาจริงจังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "ตามตำนานพื้นบ้านของชนเผ่าโบราณในเขตป่าลึกนี้ สัญลักษณ์นี้ถูกเรียกว่า 'เนตรมรณะ' มันคือการผนึกดวงวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับไม่ให้ไปผุดไปเกิด แต่ถูกกักขังเอาไว้เพื่อเฝ้าดูแลสมบัติ... หรือบางที อาจจะเพื่อรอคอยใครบางคนให้เดินทางมาถึงจุดจบเช่นเดียวกับพวกเขา" กรธวัชหันขวับมามองหน้าศิลา แววตาของนิติเวชหนุ่มฉายแววท้าทายเช่นเคย แม้ในใจจะเริ่มรู้สึกถึงความหนาวยะเยือกที่ไต่ขึ้นมาตามสันหลัง "อย่ามาพูดจาให้ขวัญผูกันน่าศิลา ผมเป็นแพทย์ ผมเชื่อในสิ่งที่เราพิสูจน์ได้ รอยสลักนี้อาจจะเป็นเพียงสัญลักษณ์บอกอาณาเขตของพรานป่าโบราณ หรือไม่ก็หมอผีท้องถิ่นที่ใช้จิตวิทยาในการสร้างความกลัวให้ผู้บุกรุก" "ถ้าเช่นนั้น... เชิญท่านแพทย์ผู้ปราดเปรื่องพิสูจน์สมมติฐานของตนเองตามสบายเลยครับ" ศิลาผายมือออกกว้าง เปิดทางให้กรธวัชเข้าไปประชิดต้นไม้ใหญ่ พร้อมกับกระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย "เก็บตัวอย่างทางชีวภาพ ขูดเนื้อไม้ เอาไปตรวจหาดีเอ็นเอ หรือทำปฏิกิริยาเคมีอะไรก็ได้ที่คุณศรัทธา... เผื่อว่าผลลัพธ์ในห้องแล็บ จะบอกความจริงที่คุณไม่อยากรับรู้" กรธวัชไม่ลังเลที่จะตอบสนองความท้าทายนั้น เขาวางกระเป๋าอุปกรณ์นิติเวชสนามลงบนพื้นดินอย่างคล่องแคล่ว มือเรียวเปิดล็อกกระเป๋าแล้วหยิบชุดเครื่องมือเก็บตัวอย่างชีวภาพออกมา มีดผ่าศพขนาดเล็กที่ทำจากสแตนเลสสตีลเกรดทางการแพทย์ถูกหยิบขึ้นมาถือไว้ในมือ แสงไฟฉายจากหน้าผากส่องตรงไปยังรอยสลักรูปดวงตานั้นอย่างแม่นยำ นิติเวชหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ เขาย่อตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้นดินชื้นแฉะ ปลายมีดสแตนเลสคมกริบถูกจรดลงบนขอบร่องของอักขระโบราณเพื่อเตรียมจะขูดเอาเศษเนื้อไม้และยางไม้แห้งใส่ลงในหลอดทดลองพลาสติกขนาดเล็ก ทว่า... ทันทีที่คมมีดสัมผัสเข้ากับผิวไม้ของรอยสลักนั้น *กริ๊ก...* เสียงบางอย่างดังขึ้นแผ่วเบา คล้ายกับเสียงกลไกเฟืองโลหะขนาดเล็กที่ขัดกันอยู่ใต้พื้นดินลึก กรธวัชชะงักมือทันที ดวงตาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ ขณะที่สัญชาตญาณเตือนภัยกรีดร้องลั่นในหัว ไม่ใช่เสียงของธรรมชาติ... และไม่ใช่เสียงจากการขยายตัวของเนื้อไม้แน่นอน! "ศิลา..." กรธวัชเอ่ยเรียกชื่อคู่หูด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปจากเดิม แต่ยังไม่ทันที่ศิลาจะได้ก้าวเข้ามาตรวจสอบ ความผิดปกติครั้งใหม่ก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ติด คราบยางไม้สีดำเข้มที่เคยไหลซึมอยู่ตามร่องรอยสลัก จู่ๆ ก็เกิดปฏิกิริยาฟองฟอดเดือดพล่านขึ้นมา ราวกับมันกำลังผสมเข้ากับกรดเข้มข้น กลิ่นฉุนรุนแรงราวกับซากศพเน่าเปื่อยพุ่งทะลักเข้าใส่จมูกจนกรธวัชต้องผงะถอยหลัง และก่อนที่สติของนายแพทย์หนุ่มจะประมวลผลทันว่าเกิดอะไรขึ้น เสียงกระซิบแหบพร่าและเย็นยะเยือก ก็ดังขึ้นมาจากความมืดหลังต้นไม้ใหญ่... เป็นเสียงที่ไม่มีมนุษย์คนไหนในโลกควรจะมี น้ำเสียงนั้นแหบแห้ง ก้องกังวาน และสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของเขาทั้งสองคนอย่างชัดเจน *"พวก... มึง... ล่วงล้ำ... เขต... หวง... ห้าม..."* ศิลาชักมีดหมอโบราณออกจากฝักข้างเอวในเสี้ยววินาที ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบตัวด้วยความระแวดระวังถึงขีดสุด ผิดกับกรธวัชที่ทรุดตัวลงนั่งพับเพียบกับพื้น มือข้างหนึ่งยังคงถือมีดสแตนเลสค้างไว้ ขณะที่ดวงตาจ้องมองไปยังรอยสลักบนต้นไม้ด้วยความรู้สึกเย็นวาบไปถึงขั้วหัวใจ เพราะในวินาทีนั้นเอง... ดวงตาดวงกลางที่อยู่บนรอยสลักไม้โบราณ ก็ค่อยๆ 'ลืม' ขึ้นช้าๆ พร้อมกับหยาดเลือดสีแดงสดที่ไหลรินออกมาจากเบ้าตาไม้แห้งๆ นั้น! โปรดติดตามตอนต่อไป... ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยกันนะครับ — เพชรตาเสือโบราณ
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาศพโบราณกับนายแพทย์นิติเวชผู้ไม่เชื่อในไสยเวท นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%