"คุณแม่ขา ดลอยากได้อันนั้น... อันที่มันมีสีฟ้าๆ เหมือนท้องฟ้าตอนฝนตกค่ะ"
เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กชายตัวน้อยวัยสามขวบดังขึ้น พร้อมกับนิ้วป้อมๆ ที่ชี้ไปยังตุ๊กตาปลาวาฬตัวโตบนชั้นวางสินค้าในร้านของเล่น รวินดาก้มลงมองลูกชายหัวแก้วหัวแหวน รอยยิ้มอ่อนโยนผุดขึ้นบนเรียวปากอิ่มที่ไม่ได้แตะเครื่องสำอางราคาแพงมานานนับปี ความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักเพื่อสร้างรากฐานชีวิตใหม่ให้ลูกน้อยพลันมลายหายไปสิ้นเมื่อสบเข้ากับดวงตากลมโตใสแจ๋วคู่นั้น—ดวงตาที่ถอดแบบมาจากใครบางคน... คนที่เธอกัดฟันลบชื่อออกจากหัวใจไปจนหมดสิ้นแล้วตลอดสามปีที่ผ่านมา
"น้องดลคะ สัญญาตกลงกันไว้ว่าอย่างไรเอ่ย วันนี้เรามาซื้อสีไม้สำหรับไปโรงเรียนนะคะ ลูกจะขึ้นอนุบาลแล้วนะ ต้องเป็นเด็กดีและมีวินัยค่ะ" รวินดากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าหนักแน่นพอที่จะสอนให้เด็กชายเข้าใจเหตุผล แม้แววตาจะฉายความตามใจลูกอยู่ไม่น้อยก็ตาม
"แต่... แต่ปลาวาฬมันเหงานะครับคุณแม่ มันไม่มีเพื่อนว่ายน้ำด้วย" ดลทำแก่งอน แก้มป่องลมจนกลmน่าหยิก มือเล็กๆ ไขว้หลังทำท่าทางประกอบคำพูดจนคนเป็นแม่หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
"ถ้างั้น... เอาไว้คุณแม่ได้รับเงินเดือนเดือนนี้ก่อน แล้วเราค่อยมาพาเจ้าปลาวาฬกลับบ้านด้วยกันดีไหมคะ? ตอนนี้ให้มันรอเพื่อนๆ ไปก่อนนะ" รวินดาย่อตัวลงลูบกลุ่มผมนุ่มสลวยของลูกชายอย่างทะนุถนอม ความอบอุ่นแผ่ซ่านอยู่ในอก แม้ว่าชีวิตในปัจจุบันจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ไร้ซึ่งความหรูหราคฤหาสน์หลังใหญ่โต และต้องดิ้นรนหาเช้ากินค่ำด้วยสองมือของตัวเอง แต่ทุกหยาดเหงื่อที่แลกมามันบริสุทธิ์ สะอาด และเต็มไปด้วยอิสรภาพที่เธอโหยหามาตลอดช่วงเวลาที่ตกอยู่ในกรงทองแห่งความเจ็บปวด
สามปี... ระยะเวลาสามปีที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า รวินดาคนเดิมที่เคยอ่อนแอ ยอมให้ใครก็ไม่รู้เหยียบยย่ำศักดิ์ศรี ได้ตายไปพร้อมกับทะเบียนสมรสฉีกขาดในคืนวันนั้น เหลือเพียงแค่ 'รวินดา' แม่ของน้องดล ผู้หญิงที่แข็งแกร่งดั่งหินผาและพร้อมจะปกป้องลูกชายจากโลกอันโหดร้ายด้วยชีวิต
"ก็ได้ครับ! ดลจะเป็นเด็กดีของคุณแม่ จะไม่ดื้อ ไม่ซน จะรีบโตเป็นหนุ่มไวๆ จะได้ช่วยคุณแม่ถือของหนักๆ ด้วย!" เด็กชายรับคำเสียงใส พร้อมกับคว้ามือเรียวของมารดามากำไว้แน่นด้วยความรักความผูกพัน
รวินดายิ้มรับ ก่อนจะจูงมือลูกชายเดินออกจากร้านขายของเล่น มุ่งหน้าไปยังซุปเปอร์มาร์เก็ตเพื่อซื้อวัตถุดิบทำมื้อเย็น บรรยากาศยามเย็นของย่านชุมชนชานเมืองอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความเรียบง่าย ผู้คนเดินสวนกันไปมา ต่างคนต่างมีภาระหน้าที่ต้องรีบเร่งกลับบ้าน แต่สำหรับรวินดานี่คือช่วงเวลาแห่งความสุขที่แท้จริง ความสุขที่หาซื้อไม่ได้ด้วยเงินนับร้อยล้าน
ทว่า... โลกใบเล็กที่เธอพยายามสร้างขึ้นเพื่อหลบซ่อนความเจ็บปวด กลับมีรอยร้าวเกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีที่รถยนต์หรูสีดำสนิทคันหนึ่งแล่นผ่านไปอย่างช้าๆ
กระจกฟิล์มดำสนิทของรถยนต์ซีดานยุโรปคันโตไม่ได้สะท้อนสิ่งใดนอกจากความว่างเปล่า ทว่าสัญชาตญาณบางอย่างกลับทำให้รวินดารู้สึกหนสันหลังวาบอย่างไม่มีสาเหตุ หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบโดยไม่ทราบชนวน เธอนิ่งงันไปชั่วขณะ มือที่กุมมือน้องดลอยู่เผลอบีบแน่นขึ้นจนเด็กน้อยเอียงคอสงสัย
"คุณแม่ขา เจ็บนิดนึงครับ..."
รวินดาสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัวทันที เธอย่อตัวลงมองลูกชายด้วยความตกใจ "อ๊ะ... แม่ขอโทษค่ะลูก เจ็บมากไหมคะคนเก่ง" เธอรีบคลายมือออก ลูบเบาๆ บริเวณหลังมือเล็กๆ นั้น
"ไม่เจ็บมากครับ ดลเข้าใจ... คุณแม่คงตกใจอะไรหรือเปล่าครับ หน้าซีดเลย" เด็กน้อยวัยสามขวบพูดด้วยน้ำเสียงเกินวัย จนคนเป็นแม่ต้องดึงเข้ามากอดแนบอกเพื่อซ่อนความหวั่นไหวในแววตา
*ไม่มีทาง... เขาไม่มีทางมาอยู่ที่นี่* รวินดากล่าวเตือนสติกับตัวเองในใจ *ภาคินเกลียดความวุ่นวาย เกลียดชีวิตติดดินแบบนี้ ผู้ชายที่อยู่บนจุดสูงสุดของหอคอยงาช้างคนนั้น ไม่มีวันลดตัวลงมาเหยียบยريดพื้นที่รกร้างห่างไกลความเจริญเช่นนี้เด็ดขาด*
สามปีที่ผ่านมา เธอตัดขาดทุกช่องทางการติดต่อ ย้ายบ้าน เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ ลบตัวตนในสังคมออนไลน์ทุกอย่าง เพื่อให้มั่นใจว่าโลกของเธอกับเขาจะไม่มีวันโคจรมาบรรจบกันอีก สัญญาลับหย่าร้างและเงินก้อนหนึ่งที่เธอปฏิเสธที่จะรับมันมา (ยกเว้นค่าเลี้ยงดูที่กฎหมายบังคับและเธอใช้มันเป็นทุนการศึกษาให้ลูกทางศาล) เป็นเครื่องยืนยันว่าต่างคนต่างเป็นอิสระต่อกันแล้ว
แต่ทำไม... ทำไมหัวใจถึงยังคงหวาดผวา ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงรถยนต์เร่งเครื่องแรงๆ หรือเห็นเงาร่างสูงโปร่งของใครบางคนจากด้านหลัง
ณ อีกด้านหนึ่ง ห่างออกไปไม่ถึงร้อยเมตร ภายในห้องโดยสารปรับอากาศเย็นฉ่ำของรถยนต์คันหรูที่เพิ่งแล่นผ่านไป
บรรยากาศภายในรถกลับอึมครึมและเยียบเย็นจนน่ากลัว
ร่างสูงใหญ่ของภาคินในชุดสูทสีเข้มสั่งตัดพิเศษ นั่งไขว่ห้างนิ่งสนิท ดวงตาคมกริบสีนิลกาฬทอดมองออกไปนอกกระจกหน้าต่างด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา ไร้ซึ่งรอยยิ้ม ไร้ซึ่งความมีชีวิตชีวา มีเพียงความเหนื่อยล้าและร่องรอยของความสำนึกผิดที่กัดกินหัวใจเขามาตลอดสามปีเต็ม ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยหยิ่งผยองและเต็มไปด้วยความเย็นชา บัดนี้กลับมีไรหนวดเคราขึ้นบางเบาเพิ่มความดิบเถื่อนและระทมทุกข์ให้กับเจ้าตัว
"คุณคินครับ เอกสารโครงการขยายสาขาที่นี่เรียบร้อยแล้วครับ ทางผู้ว่าราชการจังหวัดนัดทานข้าวเย็นวันพรุ่งนี้..." เลขาส่วนตัวเอ่ยรายงานเสียงเบาอย่างระมัดระวัง เพราะรู้ดีว่านายใหญ่ของตนในยามนี้อารมณ์เปราะบางแค่ไหน
"อืม..." ภาคินครางรับในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนพนักแขนเบาๆ อย่างใช้ความคิด สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบตัวเมืองเล็กๆ แห่งนี้ด้วยความรู้สึกแปลกแยก
ทำไมเขาถึงเลือกมาลงพื้นที่ตรวจโครงการด้วยตัวเองที่นี่ ทั้งที่ปกติงานระดับนี้ส่งผู้จัดการภาคมาก็เกินพอ?
คำตอบเดียวที่ก้องอยู่ในใจ... ความรู้สึกบางอย่างที่คอยดลใจ บอกให้เขารู้สึกว่า *ผู้หญิงคนนั้น* อาจจะซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งในเมืองเงียบสงบแห่งนี้
สามปีที่ผ่านมา ภาคินในเวอร์ชัน "หมาโบ้คลั่งรัก" ที่เพิ่งตื่นจากความเย่อหยิ่งโง่เขลา ได้ออกตามหารวินดาทุกหนแห่ง พลิกแผ่นดินหาทั่วประเทศ ทว่าเธอกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับอากาศธาตุ ความผิดพลาดในอดีต—ความเย็นชา การหมางเมิน และการปล่อยให้มัทนาเข้ามาปั่นหัวจนทำร้ายจิตใจภรรยาที่รักเขาหมดใจ—กลายเป็นคมมีดกรีดแทะหัวใจเขาทุกค่ำคืน รสชาติของความโดดเดี่ยวและสำนึกผิด มันทรมานยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็น
เขาเคยมีทุกอย่าง... อำนาจ เงินตรา และผู้หญิงที่รักเขาด้วยความจริงใจ แต่เขากลับเป็นคนผลไสไล่ส่งเธอออกไปจากชีวิตด้วยมือของตัวเอง
"จอดรถตรงนี้..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยสั่งกะทันหัน จนคนขับรถต้องเหยียบเบรกแทบไม่ทัน
"นายครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ?" เลขาถามด้วยความตกใจ
ภาคินไม่ได้ตอบคำถาม ดวงตาคมกริบจับจ้องไปที่หน้าร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งริมถนน
ภาพของหญิงสาวร่างระหงในชุดเดรสเรียบง่ายสีครีม กำลังก้มลงผูกเชือกรองเท้าให้เด็กชายตัวเล็กคนหนึ่ง ภาพนั้นสะท้อนเข้ามาในคลองสายตา ร่างกายของภาคินแข็งค้างราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน ลมหายใจสะดุดกึก หัวใจที่ด้านชามานานนับพันวันกลับเต้นรัวระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก
เส้นผมยาวสลวยที่คุ้นเคย แผ่นหลังที่บอบบางแต่เปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยว และ... รอยยิ้มอ่อนโยนที่เขาเคยได้รับมัน แต่มองข้ามมาตลอด
*รวินดา...*
ชื่อนั้นหลุดออกมาจากริมฝีปากที่สั่นเทาของประธานหนุ่มผู้ทรงอิทธิพล ภาคินผลุนผลันเปิดประตูรถลงไปทันทีโดยไม่สนใจเสียงเรียกของเลขา ขายาวรีบสาวเท้าก้าวเดินข้ามถนนท่ามกลางสายตางุนงงของผู้คนรอบข้าง เป้าหมายเดียวคือร่างของอดีตภรรยาที่อยู่เบื้องหน้า
ทว่า... ในจังหวะที่เขากำลังจะเอื้อมมือไปแตะไหล่บางนั้น เด็กชายตัวน้อยที่ยืนอยู่ข้างกายเธอก็หันขวับกลับมาสบตาเข้ากับเขาพอดี
ดวงตากลมโตใสแจ๋วคู่นั้น... จมูกโด่งรั้น... และเค้าโครงใบหน้าที่ถอดแบบมาจากกระจกเงาของเขาเองอย่างไม่ผิดเพี้ยน
ภาคินชะงักกึก ร่างสูงใหญ่หยุดยืนแข็งทื่ออยู่ห่างจากสองแม่ลูกเพียงแค่ก้าวเดียว ลมหายใจขาดห้วง สมองขาวโพลนราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกลางวันแสกๆ
เด็กชายวัยสามขวบเอียงคอเล็กน้อย มองหน้าชายแปลกหน้าด้วยความสงสัย ก่อนจะเอ่ยปากถามเสียงใสซื่อที่ทำเอาภาคินแทบทรุดลงไปกองกับพื้น
"คุณลุงขา... ทำไมหน้าตาเหมือนคุณดลจังเลยล่ะครับ?"
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอินไปกับความรู้สึกของตัวละครด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ — กระจกเงาสะท้อนใจ
โซตรักพันธะลวงใจ•ตอนที่ 6
สามปีผ่านไป
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โซตรักพันธะลวงใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!