โซตรักพันธะลวงใจ•ตอนที่ 7

เงาของอดีต

ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟลาเต้ร้อนจัดที่ตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานราคาแพงระยับ ไม่เคยช่วยให้ความหนาวเหน็บในห้องสูทเพนต์เฮาส์ชั้นสูงสุดหรูหรานี้ลดลงได้เลย ภาคิน ในวัยสามสิบห้าปี เขายังคงรักษาความเนี๊ยบเฉียบคมของชุดสูททักซิโดสั่งตัดพิเศษจากอิตาลี เรือนร่างสูงสง่าภายใต้ภาพลักษณ์ประธานกรรมการบริหารบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่แห่งปี กลายเป็นเป้าสายตาของแวดวงสังคมและสื่อธุรกิจที่ต่างยกย่องว่าเขาคือ ‘Midas’ ผู้จับสิ่งใดก็กลายเป็นทองคำ ทว่า… ทองคำเหล่านี้มีความหมายอะไรกันเล่า ในเมื่อทุกค่ำคืนที่เขากลับมาสู่ห้องนอนกว้างขวางอันเงียบงัน มีเพียงความว่างเปล่าและเงาจางๆ ของใครบางคนคอยหลอกหลอน นิ้วเรียวยาวที่สวมนาฬิกาเรือนทองคำขาวราคาแปดหลัก ปลดกระดุมเสื้อเชิร์ตตัวบนออกอย่างไร้เรี่ยวแรง ดวงตาคมกริบสีสนิมเหล็กที่เคยราบเรียบเยือกเย็น บัดนี้ฉายแววเหนื่อยล้าจนแทบซ่อนไม่มิด เขาไม่ได้ยินเสียงหัวเราะใสๆ ของภรรยา ไม่ได้กลิ่นอายละมุนของแป้งเด็กที่เคยลอยวนอยู่ในบ้านหลังเก่า และที่สำคัญที่สุด… ไม่มีรวินดา หญิงสาวผู้เคยนั่งพับเพียบรอคอยเขาอยู่บนโซฟาตัวนั้นด้วยแววตาเปี่ยมรักอีกต่อไปแล้ว *“คุณคินคะ… ดารอทานข้าวพร้อมคุณนะคะ”* เสียงหวานแผ่วเบาที่เขาเคยรำคาญและปัดป้องด้วยคำพูดเชือดเฉือน กลับดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ความเงียบงันก็ยิ่งทำหน้าที่เป็นฆาตกรเงียบ คอยลงทัณฑ์หัวใจของคนที่เคยหยิ่งผยองในอำนาจและทิฐิ “โธ่เว้ย!” ภาคินสบถลอดไรฟัน กำปั้นหนาชกเข้ากับผนังกระจกใสเบื้องหน้าจนเกิดเสียงทึบสะเทือน ความเจ็บปวดที่ฝ่ามือยังน้อยนักเมื่อเทียบกับความร้าวรานในอก เขาจำได้แม่นยำถึงวันที่เธอก้าวเดินออกไปจากชีวิต วันที่แผ่นหลังบอบบางนั้นไม่ได้หันกลับมามองเขาแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว เธอกลืนกินน้ำตาและรอยแผลเป็นที่เขามอบให้ แล้วลุกขึ้นยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเอง ทิ้งให้เขาจมอยู่กับกองเพลิงแห่งความสำนึกผิดที่ไม่มีวันดับมอด เขากลายเป็นผู้ชายที่มีทุกอย่างบนโลกใบนี้ แต่กลับสูญเสียสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดไปเพียงเพราะความโง่เขลาเบาปัญญาของตัวเอง ในขณะเดียวกัน ที่มุมหนึ่งของร้านกาแฟกึ่งอาร์ต갤러리ย่านใจกลางเมือง รวินดากำลังก้มหน้าก้มตาตรวจดูแบบร่างภาพวาดและเครื่องประดับคอลเลกชันใหม่ด้วยความตั้งใจ ดวงหน้าหวานละมุนที่เคยซีดเซียวและเต็มไปด้วยรอยน้ำตา บัดนี้ส่องประกายความมั่นใจและเด็ดเดี่ยว แววตาคู่สวยสะท้อนความเข้มแข็งของผู้หญิงที่ผ่านพ้นมรสุมชีวิตมาได้ด้วยสองมือของตนเอง “คุณดาคะ เอกสารส่งมอบงานสำหรับนิทรรศการสัปดาห์หน้าเรียบร้อยดีแล้วนะคะ ลูกค้าทางฝั่งนักลงทุนต่างชาติประทับใจดีไซน์ของเรามากเลยค่ะ” เสียงผู้ช่วยสาวเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณมากนะคะคุณเกด ดาฝากจัดการเรื่องคิวจัดแสดงต่อได้เลยค่ะ” รวินดาตอบรับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น เธอยกมือขึ้นทัดผมยาวสลวยที่เคลียแก้ม ก่อนจะเหลือบไปเห็นร่างเล็กๆ ของเด็กชายวัยสามขวบกำลังนั่งระบายสีอย่างตั้งอกตั้งใจอยู่ที่มุมเด็กเล่นของร้าน “คุณแม่ครับ! ดลวาดรูปคุณแม่กับดลเสร็จแล้วครับ ดูสิครับ สวยไหมครับ?” เสียงใสแจ๋วของน้องดลดังขึ้น พร้อมกับร่างป้อมๆ ที่วิ่งเตาะแตะเข้ามาหาพร้อมกับกระดาษวาดเขียนในมือ ดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับถอดแบบมาจากผู้เป็นพ่อราวกับพิมพ์เดียวกัน แต่รอยยิ้มและแววตากลับอ่อนโยนอบอุ่นเหมือนรวินดาไม่มีผิดเพี้ยน รวินดาย่อตัวลงโอบกอดลูกชายเข้าสู่อ้อมอก สัมผัสอุ่นๆ ของเจ้าตัวน้อยคือเกราะคุ้ม ภัยที่ดีที่สุดในโลกใบนี้ เธอยิ้มกว้างด้วยความรักล้นปรี่ “ไหนให้แม่ดูหน่อยสครับ… โอ้โห ฝีมือพัฒนาขึ้นเยอะเลยนะคะเด็กดี คนเก่งของแม่เก่งที่สุดเลยค่ะ” “คุณแม่ครับ แล้วคุณพ่อล่ะครับ… เมื่อไหร่คุณพ่อจะมาหาเราเหมือนเด็กคนอื่นเขาสักทีครับ?” คำถามซื่อประสาเด็กทำเอารอยยิ้มบนเรียวปากอิ่มชะงักงัน หัวใจของรวินดากระตุกวูบไปชั่วขณะ เธอกลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก ลูบศีรษะลูกชายเบาๆ ด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งสงสารและเจ็บปวดแทนดวงใจดวงนี้ “คุณพ่อ… ท่านมีภารกิจต้องทำงานใหญ่โตค่ะลูก แต่ไม่เป็นไรนะคะ เพราะตอนนี้เรามีกันและกัน และแม่สัญญาว่าแม่จะดูแลดลให้ดีที่สุดเท่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะทำได้ค่ะ” เธอตอบพลัดพรางความจริงด้วยน้ำเสียงที่พยายามมั่นคงที่สุด แม้ในใจจะรู้ดีว่าเงาอดีตของภาคินยังคงทอดตัวยาวเข้ามาในชีวิตพวกเขาราวกับคำสาปที่ไม่มีวันหลุดพ้น ตัดกลับมาที่คฤหาสน์ตระกูลอัคร The Great Landmark ของภาคิน ในค่ำคืนเดียวกัน ชายหนุ่มนั่งจิบไวน์ราคาแพงอยู่ริมระเบียงห้องนอน สายตาเหม่อมองออกไปในความมืดมิด ทันใดนั้น โทรศัพท์มือถือบนโต๊ะกระจกก็แผดเสียงสั่นเตือนขัดจังหวะความเงียบ มือหนากดรับสายด้วยความรำคาญ “มีอะไร?” (“ท่านประธานครับ… ทางทีมสืบสวนที่เราให้ตามหาคุณรวินดา ส่งรายงานชุดใหม่มาแล้วครับ”) เสียงเลขานุการส่วนตัวดังลอดเข้ามาด้วยความลังเล ภาคินพลันวางแก้วไวน์ในมือลงเสียงดังจนของเหลวสีแดงฉานกระฉอก “ว่ายังไง? เธออยู่ที่ไหน! บอกฉันมาเดี๋ยวนี้!” (“คือ… ทางเราพบเบาะแสล่าสุดแล้วครับ เธอไม่ได้อยู่ที่ต่างจังหวัดอย่างที่เคยคาดการณ์ไว้ แต่ทว่า…”) เลขานุการเว้นจังหวะหายใจ (“เธอเปิดสตูดิโอออกแบบอยู่ที่ย่านใจกลางเมืองนี่เองครับ และที่สำคัญที่สุด… ทางเราได้ภาพถ่ายล่าสุดของเธอมาด้วยครับท่านประธาน... มีเด็กผู้ชายวัยสามขวบอยู่เคียงข้างเธอด้วยครับ หน้าตาของเด็กคนนั้น… ละม้ายคล้ายคลึงกับท่านประธานตอนเด็กราวกับแกะเลยครับ!”) ฉับพลัน! โลกทั้งใบของภาคินราวกับหยุดหมุน แก้วไวน์ในมือร่วงหล่นลงกระทบพื้นแตกกระจายไม่เป็นชิ้นดี สติสัมปชัญญะของประธานหนุ่มผู้เย่อหยิ่งถูกกระชากจนขาดวิ่น หัวใจที่เคยด้านชาเต้นระรัวราวกับกลองศึก สายตาคมกริบเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนไม่อยากเชื่อ เด็กผู้ชาย... สามขวบอย่างนั้นหรือ? เขามีลูกชายกับรวินดาอย่างนั้นหรือวะ?! --- ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอินไปกับความรู้สึกของตัวละครด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ — กระจกเงาสะท้อนใจ
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โซตรักพันธะลวงใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%