เสียงกระดิ่งทองเหลืองเหนือกรอบประตูกระจกใส ดังขึ้นกังวานรับกับรอยยิ้มพิมพ์ใจของหญิงสาวผู้ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้สีอ่อน รวินดายามนี้ไม่ได้มีคราบน้ำตาและแววตาหวาดผวาเหมือนผู้หญิงตัวเล็กๆ คนเดิมที่เคยนั่งกอดเข่าร้องไห้ในห้องนอนมืดมิดเมื่อสามปีก่อนอีกแล้ว เสื้อเชิ้ตผ้าลินินสีครีมพับแขนขึ้นอย่างคล่องแคล่ว ผ้ากันเปื้อนสีเอิร์ธโทนสะอาดตา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง… รอยยิ้มที่แต่งแต้มบนเรียวปากอิ่มนั้นฉายชัดถึงความมั่น and มั่นคงจากภายใน ผู้หญิงคนนี้สร้างโลกใบใหม่ขึ้นมาด้วยสองมือของเธอเอง และมันงดงามจนสามารถสะกดสายตาของใครบางคนให้หยุดนิ่งอยู่กับที่ได้
ห่างออกไปเพียงฟุตบาตฝั่งตรงข้าม ภายใต้เงาร่มคันใหญ่ของต้นประดู่ริมทาง รถยนต์สีดำสนิทรุ่นหายากจอดสนิทนิ่งมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว กระจกทึบแสงถูกลดลงเพียงครึ่งหนึ่ง เปิดทางให้ดวงตาคมกริบที่เต็มไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้าและร้าวราน จ้องมองภาพตรงหน้าไม่วางตา
ภาคินกลืนก้อนความขื่นขมลงคออย่างยากลำบาก มือหนาที่วางอยู่บนพวงมาลัยรถสั่นเทาเล็กน้อยโดยที่เขาไม่อาจควบคุมได้ ภาพของรวินดาในยามนี้ช่างแตกต่างจากอดีตภรรยาที่เคยเอาแต่ก้มหน้ายอมรับความเงียบงันและความเย็นชาของเขาเหลือเกิน ความนุ่มนวลที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยว ท่าทีที่ยืนหยัดด้วยลำแข้งของตนเองทำให้เธอดูเปล่งประกาย… เปล่งประกายเสียจนเขาไม่กล้าแม้แต่จะก้าวเท้าข้ามถนนไปเผชิญหน้า
*“คุณคินคะ มัทว่าเราควรไปดูชุดแต่งงานกันวันนี้เลยดีกว่าค่ะ”*
เสียงแหลมสูงที่เคยพยายามดึงรั้งเขาไว้ในอดีต วิ่งวนกลับเข้ามาในโสตประสาทราวกับเสียงสะท้อนจากนรก ภาคินหลับตาลงช้าๆ เพื่อขับไล่ภาพลวงตาและเศษเสี้ยวความผิดพลาดที่เขาเป็นคนจุดไฟเผาทำลายมันด้วยมือตัวเอง สามปีที่ผ่านมา เขามัวแต่จมอยู่กับทิฐิ ความยโส และความเชื่อมั่นอย่างไร้เหตุผลว่าผู้หญิงที่ยอมแต่งงานเข้ามาในบ้านเพราะ "หน้าที่" จะไม่มีวันลุกขึ้นมาทิ้งเขาไปได้ แต่เขากลับคิดผิดถนัด รวินดาทิ้งเขา… ทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง และเอาดวงใจครึ่งหนึ่งของเขาไปด้วย
ดวงตาคมกริบกลับมาเบิกกว้างขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นร่างโปร่งบางนั้นหันไปรับเด็กชายตัวน้อยวัยสามขวบที่วิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามาในร้าน
“คุณแม่ขา! วันนี้คุณปู่ใจดีให้ขนมปังรสสตรอว์เบอร์รีด้วยครับ!”
เสียงใสแจ๋วของเด็กชายดังแว่วข้ามฝั่งถนนมา แม้จะไม่ได้ยินชัดเจนนัก แต่รูปปากและรอยยิ้มพิมพ์ใจนั้น… ทำเอาหัวใจของประธานหนุ่มผู้ไม่เคยเกรงกลัวใครถึงกับกระตุกวูบราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อต
ภาคินแทบหยุดหายใจ โลกทั้งใบคล้ายหยุดหมุน ร่างกายของเขาแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้เป็นหิน เมื่อเพ่งมองเด็กชายตัวน้อยที่กำลังซุกหน้าออดอ้อนอยู่กับเอวบางของรวินดา… โครงหน้าผุดผ่อง จมูกรั้นได้รูป และโดยเฉพาะดวงตากลมโตคู่นั้น มันถอดแบบมาจากใครบางคนที่เขากระจกเห็นอยู่ทุกเช้าไม่มีผิดเพี้ยน!
*ลูก… เด็กคนนั้นคือลูกของเขาอย่างนั้นหรือ*
คำถามโง่ๆ ผุดขึ้นมาในหัว พร้อมกับความรู้สึกเจ็บแปลบที่แล่นริ้วไปทั่วทรวงอกราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง ความจริงที่ถูกซ่อนเร้นไว้ภายใต้รอยยิ้มและความเงียบงันของอดีตภรรยาค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้นทีละน้อย ภาพในอดีตที่รวินดามักจะใช้มือลูบหน้าท้องแบนราบด้วยความทะนุถนอมในยามที่เขาเอ่ยปากไล่ให้เธอไปให้พ้นหน้า หวนกลับมาตบหน้าเขาฉาดใหญ่ในความรู้สึก
“โง่… ฉันมันโง่สิ้นดี” ภาคินพึมพำกับตัวเอง เสียงแหบพร่าและสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์
เขารู้ดีว่าความผิดบาปที่ตนเองได้ก่อไว้มันหนาเตอะเกินกว่าจะใช้คำว่า "ขอโทษ" มาลบล้างได้ง่ายๆ รวินดาในวันนี้ไม่ใช่รวินดาคนเดิมที่ยอมให้เขาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีอีกต่อไปแล้ว แววตาที่เธอมองออกไปนอกร้านเต็มไปด้วยความแข็งแกร่งและอิสรภาพ อิสรภาพที่เธอหาญกล้าแลกมาด้วยความเจ็บปวดเจียนตาย… โดยมีเขาเป็นผู้ยื่นดาบเล่มนั้นให้เธอกรีดแทะหัวใจตัวเอง
หัวใจที่เคยด้านชาของภาคินบีบอัดเข้าหากันจนปวดหนึบ ความรู้สึกคลั่งไคล้และโหยหาตีรวนขึ้นมาจนขอบตาร้อนผ่าว ผู้ชายที่ยืนอยู่จุดสูงสุดของวงการธุรกิจอย่างเขา ยอมคุกเข่าให้แก่ความพ่ายแพ้ในเกมรักที่ตนเองเป็นคนเริ่มเล่นอย่างย่อยยับ
ทว่า ในขณะที่ภาคินกำลังจะตัดสินใจเปิดประตูรถเพื่อวิ่งข้ามไปสารภาพบาปและขอร้องให้เوابริสุทธิ์ทั้งสองอภัยให้ ร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มอีกคนก็ก้าวเข้ามาในรัศมีสายตาเสียก่อน
เฉินอี้… นักธุรกิจหนุ่มลูกครึ่งไทย-ฮ่องกง ทายาทเครือโรงแรมชื่อดังที่กำลังเป็นพันธมิตรทางธุรกิจรายใหญ่ของรวินดา ก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่น มือหนายื่นแก้วกาแฟส่งให้หญิงสาวอย่างสนิทสนม รวินดารับมาพร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ ที่เต็มไปด้วยความผ่อนคลาย ภาพความสนิทสนมและเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยกนั้น ทิ่มแทงดวงตาของภาคินให้แดงก่ำด้วยไฟแห่งความหึงหวงที่แผดเผาจนแทบคลั่ง
*ไม่ใช่แค่เธอยังมีชีวิตอยู่… แต่เธอกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างไร้เงาของเขา*
ภาคินกำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน สันกรามขบเข้าหากันจนนูนเด่น ความรู้สึกตื่นตระหนกเข้าเกาะกุมหัวใจ เขาไม่อินกับคำว่า "สายไปแล้ว" แต่เขาก็ไม่ยอมปล่อยให้ผู้หญิงที่เป็นของเขา และเด็กชายที่เป็นสายเลือดของเขา หลุดมือหายไปในอ้อมกอดของใครหน้าไหนเด็ดขาด
ทว่า ในวินาทีที่เขาปลดล็อกประตูรถและเตรียมจะก้าวขาลงไปเผชิญหน้ากับความจริงที่อาจทำให้เขาต้องแหลกสลายคอสมือ โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทก็แผดเสียงกรีดร้องทำลายความเงียบขึ้นมาเสียก่อน
หน้าจอแสดงชื่อของ "มัทนา" พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนรูปถ่ายใบหนึ่งที่ถูกส่งตรงเข้ามา…
ภาคินขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดตั้งใจจะกดตัดสาย แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นภาพพรีวิวบนหน้าจอเสียก่อน ภาพที่ทำให้เลือดในกายของประธานหนุ่มเย็นเฉียบลงในพริบตา
มันคือภาพถ่ายของ "น้องดล" ที่กำลังถือตุ๊กตาหมีตัวโปรด เดินอยู่ภายในบริเวณโรงเรียนอนุบาลเอกชนชื่อดัง… พร้อมกับข้อความสั้นๆ แต่ทรงพลังพวกร้ายกาจยิ่งกว่ายาพิษ:
*[ถ้าคุณไม่อยากให้เด็กคนนี้รู้ว่าคุณคือพ่อใจร้ายที่ทิ้งแม่เขามาแต่งงานกับฉัน… ก็กลับมาหาฉันที่เพนเฮาส์เดี๋ยวนี้ ภาคิน]*
ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงระคนโกรธเกรี้ยวจนเส้นเลือดขมับเต้นตุบๆ ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อตระหนักได้ว่า… บ่วงพันธะที่เขาพยายามดิ้นรนจะตัดทิ้ง กลับกลายเป็นเชือกเส้นหนาที่ย้อนกลับมามัดคอคนที่เขารักที่สุดไว้ในกำมือของปีศาจร้าย!
— กระจกเงาสะท้อนใจ
โซตรักพันธะลวงใจ•ตอนที่ 12
เงาที่คุ้นเคยหน้าร้านขนม
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โซตรักพันธะลวงใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!