โซตรักพันธะลวงใจ•ตอนที่ 3

ก้าวออกจากกรงขัง

ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
"ถ้าคุณคิดว่าฉันจะเซ็นใบหย่าแล้วก้มหน้าเดินออกจากบ้านหลังนี้ไปพร้อมกับน้ำตาเหมือนนางเอกละครน้ำเน่า... คุณคงประเมินฉันต่ำไปค่ะ คุณภาคิน" เสียงหวานที่เคยสั่นเครือและยอมจำนนต่อเขาเสมอมา บัดนี้กลับราบเรียบ เย็นเยียบ และทรงพลังเสียจนคนที่ยืนอยู่หลังโต๊ะทำงานราคาแพงถึงกับชะงัก รวินดากวาดสายตามองไปรอบห้องทำงานสไตล์โมเดิร์นลักชูรีที่เธอเคยใช้เวลาค่อนขอดความโดดเดี่ยวอยู่หลายปี ผนังกระจกใสบานใหญ่เปิดรับวิวเมืองกรุงเทพฯ ที่แสนวุ่นวาย แต่ไม่มีมุมไหนในคฤหาสน์หลังนี้ที่เคยมี "บ้าน" สำหรับเธอเลยสักตารางนิ้วเดียว กระเป๋าเดินทางทรงแข็งสีเทาอ่อนสองใบตั้งอยู่เคียงข้างร่างเพรียวบางในชุดสูทกระโปรงเข้ารูปสีดำสนิท ไร้ซึ่งเครื่องประดับเพชรพลอยระยิบระยับที่เขาเคยซื้อให้เพื่อประชดประชันความจนในอดีต เธอยอมถอดมันออก คืนให้หมดทุกอย่าง... แม้แต่แหวนแต่งงานเพชรเม็ดโตที่สลักชื่อย่อของเขากับเธอ เธอก็ถอดมันวางทิ้งไว้บนโต๊ะทำงานตัวนั้นอย่างไม่แยแส ดุจดั่งเศษกรวดข้างทาง ภาคินขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นเป็นริ้ว ดวงตาคมกริบดੁจพญาอินทรีจ้องมองอดีตภรรยาด้วยความรู้สึกประสมปนเป ทั้งความหงุดหงิดที่ควบคุมเธอไม่ได้ และความแปลกประหลาดบางอย่างที่เกาะกุมหัวใจ ทว่าทิฐิมานะที่ค้ำคอมาตลอดชีวิตกลับทำให้เขายังคงเลือกใช้ถ้อยคำเชือดเฉือนเพื่อรักษาฟอร์ม "เธอคิดจริงๆ หรือรวินดา ว่าการเดินออกไปตัวเปล่าแบบนี้จะทำให้ฉันรู้สึกผิด?" ภาคินแค่นหัวเราะในลำคอ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายราคาแพงผสมผสานกับความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวเขายังคงคุ้นเคย แต่มันไม่ได้ทำให้หัวใจดวงนี้สั่นไหวเหมือนเก่าอีกแล้ว "เธอไม่มีแม้แต่เงินติดตัว งานก็ไม่มี ลูกก็ยังเล็ก... อีกไม่นานเธอก็คงคลานกลับมาอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากฉันเหมือนหมาข้างถนน" รวินดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคู่สวยที่เคยฉายแววเจ็บช้ำและร้องขอความรัก บัดนี้กลับว่างเปล่า... ว่างเปล่าเสียจนภาคินรู้สึกหนาบแปลບในอกอย่างไม่มีสาเหตุ "คุณคงลืมไปนะคะ... ว่าฉันไม่ได้ชื่อรวินดาคนเดิมที่ยอมให้คุณเหยียบย่ำศักดิ์ศรีได้ตลอดเวลา" รอยยิ้มหยันที่มุมปากของเธอบาดลึกเสียยิ่งกว่าคมมีด "เงินในบัญชีที่ฉันหามาได้เองจากหยาดเหงื่อแรงงาน แม้จะเทียบกับความร่ำรวยของคุณไม่ได้ แต่มันก็มากพอที่จะทำให้ฉันกับลูกไม่ออดอ้อนขอเศษเงินจากผู้ชายใจร้ายอย่างคุณค่ะ" "รวินดา!" "และโปรดจำไว้ด้วยนะคะคุณภาคิน ว่าคำว่า 'สามีภรรยา' ระหว่างเรามันจบลงตั้งแต่คุณพาผู้หญิงคนนั้นเข้ามาเหยียบเรือนหอของเราแล้ว วันนี้ฉันแค่มารับสิทธิ์ในความเป็นแม่ของลูก และมาทวงคืนอิสรภาพที่ฉันควรจะได้มันตั้งนานแล้วต่างหาก" มือเรียวบางควفاءก้านกระเป๋าเดินทางทั้งสองใบไว้แน่น เธอไม่อยากเสียเวลากลืนน้ำลายระคายคอต่อปากต่อคำกับคนใจร้ายคนนี้อีกแม้แต่วินาทีเดียว ความเจ็บปวดที่เคยกัดกินหัวใจตลอดสามปีที่ผ่านมา มันถูกหลอมรวมกลายเป็นเกราะเหล็กที่แข็งแกร่ง วันนี้... เธอยอมก้าวออกจากกรงทองที่จองจำวิญญาณของเธอไว้ แม้เบื้องหน้าจะเป็นทางเดินที่ไร้หลักประกันใดๆ แต่เธอก็เชื่อมั่นว่ามันยังดีกว่าการต้องหายใจอยู่ร่วมกับซากศพความรู้สึกในบ้านหลังนี้ เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนดังเป็นจังหวะมั่นคง ทุกก้าวที่เธอเดินห่างจากโต๊ะทำงานตัวนั้น คือการสะบัดโซ่ตรวนที่พันธนาการขาของเธอให้หลุดออกทีละเปลาะ หัวใจที่เคยแตกสลายจนแหลیکละเอียด ค่อยๆ ถูกประกอบขึ้นใหม่ด้วยความรักและความเด็ดเดี่ยวเพื่อใครอีกคนที่รอเธออยู่ข้างนอก ภาคินยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สายตาคมกริบมองตามร่างบางที่กำลังเดินลับหายออกไปจากห้อง ความเงียบงันภายในห้องทำงานกว้างใหญ่กลับน่ากลัวเสียยิ่งกว่าเสียงกรีดร้อง เขายกมือขึ้นลูบอกข้างซ้ายที่กำลังกระหน่ำเต้นด้วยจังหวะประหลาด ความรู้สึกวูบโหวงราวกับกำลังจะสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไปตลอดกาลพุ่งชนเข้าอย่างจัง มันคืออะไรกัน? ทำไมความรู้สึก 'ชนะ' ที่เขาควรจะได้รับจากการหย่าร้างครั้งนี้ ถึงได้รสชาติขมปร่าในคอราวกับกินยาพิษ? *ปึง!* เสียงประตูห้องทำงานปิดลงเบาๆ แต่กลับดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของประธานหนุ่มผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ให้แก่ใคร รวินดาก้าวพ้นประตูกระจกบานใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลภาคินออกมา สูดอากาศบริสุทธิ์นอกรั้วบ้านเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบใบหน้าหวานที่เชิดขึ้นอย่างสง่างาม แม้ขอบตาจะร้อนผ่าวด้วยมวลอารมณ์ที่อัดแน่น แต่ไม่มีหยดน้ำตาแม้แต่หยดเดียวร่วงหล่นลงมาให้ใครได้เห็น ที่ริมถนนใหญ่ รถแท็กซี่สีชมพูคันหนึ่งจอดเทียบรออยู่ และที่เบาะหลังนั้น... ร่างป้อมกลมของเด็กชายวัยสามขวบกำลังชะเง้อมองหาเธอด้วยดวงตากลมโตใสแป๋ว "หม่าม้าขา!" เสียงใสแจ๋วของน้องดลดังขึ้นทันทีที่ประตูรถเปิดออก ร่างเล็กๆ โผเข้ามากอดเอวเธอไว้แน่นซุกหน้าลงกับซอกคอสูดกลิ่นกายคุ้นเคย รวินดาทิ้งกระเป๋าในมือลง ทรุดตัวลงโอบกอดลูกชายสุดที่รักไว้แนบอก หยาดน้ำตาที่กลั้นมาตลอดทางหลุดรอดออกมาเป็นหยดแรก... แต่มันคือน้ำตาแห่งความโล่งใจและชัยชนะที่แท้จริง "เรากลับบ้านของเรากันนะลูก" รวินดากระซิบเสียงสั่นเครือ พลางกดจูบลงบนหน้าผากเนียนนุ่มของลูกชาย ทว่า... ในขณะที่เธอกำลังจะอุ้มเด็กน้อยขึ้นรถ สายตาคมของเธอกลับเหลือบไปเห็นรถยนต์หรูสีดำคันหนึ่งที่จอดซุ่มอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน กระจกฟิล์มดำสนิทถูกเลื่อนลงครึ่งหนึ่งเผยให้เห็นใบหน้าคุ้นเคยของใครบางคน— มัทนา... หญิงสาวผู้เป็นต้นเหตุของความร้าวฉานทั้งหมดกำลังนั่งส่งยิ้มเยาะเย้ยมาให้เธอจากในรถคันนั้น พร้อมกับท่าทางบางอย่างที่ทำให้หัวใจของรวินดากระตุกวูบ มัทนากำลังถือซองเอกสารสีน้ำตาลสำเนาหนึ่งไว้ในมือ และที่หน้าซองนั้น... มีรูปถ่ายของเด็กชายวัยสามขวบคนเดียวกับที่เธอกำลังกอดอยู่ ปรากฏหราอย่างชัดเจน! รวินดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ขาเรียวชะงักค้าง สัญชาตญาณความเป็นแม่กรีดร้องเตือนภัยขึ้นมาทันทีว่า... เกมการแก้แค้นและแย่งชิงยังไม่จบลงแค่นี้ และความลับที่เธอพยายามปกป้องด้วยชีวิต กำลังจะถูกกระชากออกมาเปิดเผยในไม่ช้า! --- ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดิ่งลึกไปกับความเจ็บปวดและการเริ่มต้นใหม่ของรวินดานะคะ แล้วพบกันใหม่ในบทถัดไปค่ะ — **กระจกเงาสะท้อนใจ**
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โซตรักพันธะลวงใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%