วิถีกระบี่เดียวดาย ปะทะ มารฟ้าอหังการ•ตอนที่ 2

ปะทะนางเซียนกลางพายุ

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โลหิตสายหนึ่งไหลรินอาบสันกระบี่สีนิล มันมิใช่โลหิตของเขา... แต่เป็นโลหิตของมือสังหารพรรคโลหิตทมิฬคนที่แปดที่เพิ่งสิ้นลมหายใจลง ท่ามกลางสายฝนห่าใหญ่ที่โหมกระหน่ำลงมาดั่งฟ้าถล่ม ปลายกระบี่ของฉินหลางยังคงมั่นคงดั่งขุนเขา ไร้ซึ่งความสั่นเทาแม้แต่น้อย นัยน์ตาคมกริบดั่งพยัคฆ์ซ่อนเล็บกวาดมองไปรอบกาย อาณาบริเวณป่าไผ่รกร้างยามนี้กลายเป็นลานประลองเลือด เสียงสายฝนที่กระทบใบไม้ดังกลบเสียงฝีเท้า แต่ประสาทสัมผัสระดับปรมาจารย์ของเขากลับรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวที่อันตรายยิ่งกว่า พายุโหมกระหน่ำ เมฆดำทะมึนปกคลุมผืนฟ้า ราวกับสวรรค์กำลังพิโรธต่อโชคชะตาอันอยุติธรรมของยุทธภพ "ออกมาเถอะ หลบซ่อนเงาหัวอยู่ใต้อาณัติของสุนัขรับใช้เช่นนั้น ไม่ละอายแก่ใจบ้างหรือไร?" เสียงทุ้มต่ำทรงพลังของฉินหลางเอ่ยขึ้น ทะลุผ่านม่านสายฝนไปอย่างกังวาน แม้ลมหายใจของเขาจะเริ่มติดขัดจากพิษบาดแผลที่หัวไหล่ แต่ความทะนงองอาจในวิถีกระบี่หาได้ลดน้อยลงไม่ ทันใดนั้นเอง... ท่ามกลางสายฝนที่สาดกระเซ็น เงาร่างหนึ่งก็ร่อนลงมาจากยอดไผ่ราวกับภูตผี นางสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ ตัดกับความมืดมิดของราตรีและสีแดงฉานของคราบโลหิต เส้นผมสีดำสนิทเปียกชื้นลู่แนบไปกับกรอบหน้าเรียวสวย ทว่าสิ่งที่สะกดสายตาของฉินหลางมิใช่ความงดงามล่มเมือง หากแต่เป็น "ไอเย็นยะเยือก" ที่แผ่ซ่านออกมาจากร่าง จนหยาดน้ำฝนรอบตัวนางกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งร่วงหล่นสู่พื้นดิน นางคือ มู่หรงเซียน... ธิดาแห่งหุบเขาเมฆา ผู้ถือครองกระบี่เหมันต์สวรรค์ "ฉินหลาง เจ้าช่างกล้าหาญนัก... หรือว่าความแค้นบดบังตาจนแยกแยะไม่ออกแล้วว่า ใครคือศัตรู ใครคือมิตร?" สุ้มเสียงของนางราบเรียบ เย็นชา ดั่งน้ำค้างแข็งบนยอดเขาพันปี แต่มันกลับกังวานชัดเจนในโสตประสาทของชายหนุ่ม ฉินหลางแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว "มิตรหรือ? ในยุทธภพนี้ข้าพยัคฆ์ขาว... ไม่เคยเชื่อถือคำว่ามิตรตั้งแต่สำนักของข้าต้องมอดไหม้เป็นจุลแล้ว! และเจ้า... หญิงสาวจากหุบเขาเมฆา เหตุใดจึงมาปรากฏตัว ณ ที่แห่งนี้ ในเวลาที่ข้ากำลังถูกล่า? หรือว่าเจ้าเองก็เป็นหนึ่งในสุนัขรับใช้ของพวกมัน!" สิ้นคำพูด กระบี่ในมือของฉินหลางก็สั่นระริก ปราณกระบี่สีขาวบริสุทธิ์แผ่พุ่งออกมาต้านทานแรงกดดันจากอีกฝ่ายทันที นี่คือการปะทะกันระหว่างพลังหมัดมวยดุดันที่หลอมรวมเข้ากับวิถีกระบี่อันแข็งกร้าว กับปราณเหมันต์บริสุทธิ์ที่เยือกเย็นจนถึงขั้วกระดูก มู่หรงเซียนมิได้โกรธเกรี้ยว นางเพียงปรายตามองบาดแผลที่หัวไหล่ของเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อยอย่างไม่น่าเชื่อ "หากข้าต้องการชีวิตเจ้า เจ้าคงกลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งไปตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้ามาในเขตป่าไผ่แห่งนี้แล้ว... ฉินหลาง สมองของเจ้าถูกความแค้นครอบงำจนมืดบอดไปหมดแล้วหรือ?" บรรยากาศรอบตัวพลันตึงเครียดขึ้นถึงขีดสุด หยาดฝนที่ตกลงมาหยุดชะงักราวกับถูกพลังปราณอันมหาศาลของทั้งสองกดทับไว้กลางอากาศ แรงกดดันระดับขอบเขตผสานลมปราณแผ่ขยายเป็นวงกว้าง หญ้าใต้ฝ่าเท้าแหลกละเอียดเป็นผุยผง ฉินหลางหรี่ตาลง ประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว เขารู้ดีว่านางเซียนผู้นี้มีวรยุทธ์ล้ำลึกเกินกว่าจะหยั่งถึง และหากต้องเปิดฉากสู้กันในยามที่เขากำลังบาดเจ็บ โอกาสรอดมีเพียงน้อยนิด แต่ศักดิ์ศรีของยอดฝีมือไม่ยอมให้เขาต้องก้มหัวให้ผู้ใด "ถ้าเช่นนั้น เจ้ามาที่นี่ทำไม? อย่าบอกนะว่าบังเอิญผ่านมาเดินชมฝนในแดนมิคสัญนี่" ฉินหลางถามย้อน น้ำเสียงยังคงระแวดระวัง มู่หรงเซียนทอดถอนหายใจเบาๆ เป็นครั้งแรกที่ความรู้สึกเหนื่อยหน่ายปรากฏขึ้นบนใบหน้างามล้ำ นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้ท่ามกลางสายฝน โดยไม่เกรงกลัวคมกระบี่ที่จ่ออยู่ตรงหน้าแม้แต่น้อย "ข้ามาเพื่อเตือนเจ้า..." นางหยุดยืนห่างจากปลายกระบี่เพียงคืบเดียว กลิ่นอายหอมเย็นประหลาดลอยมาแตะจมูก "คนที่เจ้าตามล่า... ผู้นำที่แท้จริงของพรรคโลหิตทมิฬ มิได้อยู่ที่นี่ แต่มันกำลังรอต้อนรับเจ้าอยู่ที่ 'หุบผาอสูรโลกันตร์' และที่สำคัญ... เบื้องหลังของมัน มีเงาของสำนักคุณธรรมที่เจ้าเคารพรักชักใยอยู่" ฉินหลางชะงักกึก นัยน์ตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความจริงอันโหดร้ายดั่งสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจ "เจ้าว่าอย่างไรนะ? สำนักคุณธรรม..." ก่อนที่มู่หรงเซียนจะทันได้กล่าวอันใดต่อ ทันใดนั้นเอง... ผืนดินใต้ฝ่าเท้าของทั้งคู่ก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เสียงระเบิดดังกึกก้องราวกับภูเขาไฟระเบิด พลังปราณสีดำทมิฬสายหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นจากพื้นดิน เบื้องหน้าของพวกเขา ปรากฏร่างของนักพรตเฒ่าผู้หนึ่งสวมชุดคลุมขาดวิ่น ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกปกก by หน้ากากโลหิต ดวงตาสดใสเปี่ยมด้วยจิตสังหารคู่หนึ่งจ้องมองตรงมาที่ฉินหลาง "ฮ่าๆๆๆ ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง คู่รักท่องยุทธภพท่ามกลางสายฝน... น่าเสียดายที่พวกเจ้าจะต้องตายพร้อมกัน ณ ที่แห่งนี้!" ฉินหลางและมู่หรงเซียนหันขวับไปมองผู้มาใหม่พร้อมกัน ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ฉินหลางพลันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยอย่างประหลาดจากกระบวนท่าที่นักพรตเฒ่าผู้นี้เตรียมจะใช้... มันคือเคล็ดวิชาต้องห้ามของสำนักที่ถูกทำลายไปเมื่อสิบปีก่อน! ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าพายุโลหิตไปกับตัวละครของเรา แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่เดียวดาย ปะทะ มารฟ้าอหังการ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%