กลิ่นคาวโลหิตยังไม่ทันเจือจางหายไปจากสายลมยามวิกาล เสียงฝีเท้านับร้อยคู่ก็ดังสนั่นราวกับคลื่นคลั่งถมทับป่าไผ่เบื้องล่างจนราบเป็นหน้ากลอง ความกดดันจากค่ายกล "ผนึกมารเก้าสวรรค์" แผ่ซ่านกดทับลงมาจนกระดูกทั่วร่างของฉินหลางส่งเสียงลั่นกรอบ
"พวกมันตามมาเร็วเกินไป"
ฉินหลางแค่นเสียงลอดไรฟัน มือขวายังคงกุมด้ามกระบี่เหล็กดำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปーン โลหิตสีแดงฉานไหลรินจากมุมปากของเขาหยดลงบนพื้นดิน สะท้อนแสงจันทร์สีเลือดให้เห็นถึงสภาพอันสะביดสะบอม แต่ทว่าแววตาของจอมยุทธ์หนุ่มกลับมิได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความทะนงองอาจดั่งพยัคฆ์หนุ่มที่จนมุมแต่ยังคงเขี้ยวเล็บอันแหลมคม
เบื้องหลังของเขาคือหน้าผาสูงชันเบื้องล่างคือเหวลึกมืดมิดไร้ก้นบึ้ง ส่วนเบื้องหน้าคือศัตรูจากพรรคอสูรโลหิตที่นำโดย "อี้หลง" ผู้อาวุโสลำดับสามผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเหี้ยมโหดอำมหิต
"ฉินหลาง... เจ้าหนูโง่เขลา เจ้าคิดว่าจะหนีพ้นเงื้อมมือของสำนักเราไปได้เช่นนั้นหรือ?" เสียงหัวเราะเยือกเย็นดังมาจากยอดไผ่ อี้หลงยืนไขว้มือมองลงมาด้วยสายตาราวกับพญาอินทรีมองเหยื่อในกรงขัง "ส่งคัมภีร์กระบี่ไร้ลักษณ์มาเสีย แล้วข้าจะเมตตาตัดหัวเจ้าให้เจ็บปวดน้อยที่สุด!"
ฉินหลางหัวเราะร่วนในลำคอ ดวงตาคมกริบดุจใบมีดกวาดมองกองกำลังนับร้อยที่รายล้อมรอบทิศทาง "หมาหมู่เช่นพวกเจ้า ต่อให้มีอีกสักพันคน ก็มีค่าเพียงแค่ปุ๋ยบำรุงรากไผ่เหล่านี้เท่านั้น หากอยากได้คัมภีร์นัก ก็เข้ามาเอาด้วยชีวิตของพวกเจ้าเอง!"
"สามห่าว!" อี้หลงตűดหน้าเปลี่ยนสี สะบัดแขนเสื้อครั้งหนึ่ง ค่ายกลเบื้องล่างพลันแปรเปลี่ยน ลูกศรโลหิตนับหมื่นดอกพุ่งแหวกอากาศเข้าหาคนทั้งสองดั่งห่าฝน
ทว่า ในวินาทีความเป็นความตายนั้นเอง ร่างระหงในชุดอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะก็พลันพุ่งทะยานลงมาจากยอดผา กระบี่ในมือวาดวงโค้งเป็นม่านน้ำแข็งหนาทึบปกป้องเบื้องหน้า แรงกระแทกของศรโลหิตปะทะเข้ากับม่านพลังจนเกิดเสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหว ละอองน้ำแข็งและไอโลหิตกระจายฟุ้งไปทั่วบริเวณ
มู่หรงเซียนยืนหยัดเคียงข้างฉินหลาง ใบหน้ารูปไข่เย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี แต่มือเรียวบางที่ถือกระบี่กลับสั่นเทาเล็กน้อย นางปรายตามองบุรุษข้างกายแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นแต่ก้องกังวาน
"คนโง่... หากเจ้าตายอยู่ที่นี่ ข้าคงต้องแบกชื่อเสียงอันน่ารังเกียจว่าทิ้งสหายร่วมเป็นร่วมตายไว้เบื้องหลัง"
ฉินหลางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะแย้มยิ้มออกมา รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอาจหาญและเสน่ห์ของลูกผู้ชาย "คุณหนูมู่... ที่แท้ท่านก็เป็นห่วงข้า ถึงกับยอมเอาตัวเข้าแลกเช่นนี้"
"หุบปาก!" มู่หรงเซียนกล่าวเสียงเขียว แม้ใบหน้าจะยังคงความเยือกเย็น แต่ใบหูทั้งสองข้างกลับขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด ทว่านางไม่มีเวลาต่อล้อต่อเถียงกับเขาอีก นางกวาดสายตามองสถานการณ์เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว "สถานการณ์เช่นนี้ หากเรายังเอาแต่ทะเลาะกันเอง เกรงว่าคงได้กลายเป็นวิญญาณเฝ้าผาแห่งนี้ด้วยกันทั้งคู่"
"แล้วท่านมีแผนการอันใดเล่า?" ฉินหลางถามกลับ น้ำเสียงจริงจังขึ้นทันตาเห็น สัญชาตญาณนักรบของเขารับรู้ได้ทันทีว่าพลังปราณของหญิงสาวข้างกายกำลังผันผวน นางเองก็ต้านทานแรงกดดันของค่ายกลนี้ได้ไม่เต็มที่เช่นกัน
"ข้ามีเคล็ดวิชา 'ย่างก้าวเมฆาลี้ลับ' ที่สามารถพาคนทะลวงผ่านจุดอ่อนของค่ายกลไปได้ชั่วพริบตา แต่ทว่า..." มู่หรงเซียนหยุดชะงักไปเล็กน้อย เม้มริมฝีปากแน่น "วิชานี้จำเป็นต้องอาศัยพลังปราณหยางแท้จริงในการเปิดทาง ซึ่งพลังของข้าเป็นพลังหยินบริสุทธิ์ หากฝืนใช้คนเดียว ร่างกายจะถูกธาตุไฟเข้าแทรกจนแหลกสลาย"
ฉินหลางได้ยินดังนั้นก็เข้าใจได้ทันที รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนมุมปาก "เช่นนั้น... ก็หมายความว่าเราจำต้องถ่ายทอดพลังปราณประสานกันเพื่อหนีออกไป?"
"ใช่..." มู่หรงเซียนหลบสายตา มองไปยังกลุ่มศัตรูที่กำลังขยับวงล้อมเข้ามาใกล้เรื่อยๆ "แต่การประสานพลังปราณของสำนักเรากับเจ้า จำเป็นต้อง... จำเป็นต้องแนบชิดเนื้อตัวและถ่ายทอดลมหายใจร่วมกัน เป็นเคล็ดวิชาคู่รักเซียนมารที่พวกผู้อาวุโสบัญญัติขึ้นเพื่อ..."
นางไม่กล้ากล่าวต่อ คำว่า 'คู่รักเซียนมาร' สำหรับหญิงสาวผู้ถือครองพรหมจรรย์และบำเพ็ญตบะมาตลอดชีวิตเช่นนาง มันช่างเป็นเรื่องที่น่าอายและขัดต่อวิถีเซียนยิ่งนัก
ฉินหลางมองท่าทีขัดเขินที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชาของนาง หัวใจที่เคยด้านชาจากการสูญเสียสำนักกลับรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด เขาเอื้อมมือไปคว้าจับข้อมือเรียวบางของนางไว้โดยไม่ลังเล ความเย็นเยียบจากกายของนางปะทะเข้ากับความร้อนรุ่มจากฝ่ามือของเขา เกิดเป็นกระแสพลังงานประหลาดไหลเวียนไปทั่วร่าง
"ในเมื่อฟ้าดินบีบคั้นให้เราต้องเดินร่วมทาง..." ฉินหลางกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่มั่นคง ดวงจันทร์สีเลือดสาดส่องลงมาทาบทับร่างของทั้งสอง "เช่นนั้นต่อให้ต้องฝืนลิขิตฟ้าดิน หรือก้าวเดินผ่านกองเพลิงโลหิต ฉินหลางผู้นี้... ก็ยินดีที่จะเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่าน มู่หรงเซียน"
คำพูดนั้นเรียบง่ายแต่น้ำเสียงหนักแน่นราภูผา ทำให้นัยน์ตาคู่สวยของมู่หรงเซียนไหววูบ ความรู้สึกบางอย่างที่นางพยายามกดทับไว้ด้วยกฎเกณฑ์ของสำนักมาตลอด พลังทลายลงในชั่วพริบตา
"เจ้าคนฉวยโอกาส..." นางพึมพำเบาๆ แต่กลับไม่ได้สะบัดมือออก ปล่อยให้ฉินหลางกุมไว้แน่น
"ฆ่าพวกมัน!" เสียงคำรามของอี้หลงดังขึ้นพร้อมกับการพุ่งทะยานเข้ามาของยอดฝีมือพรรคอสูรโลหิตนับสิบคน ประกายกระบี่และเงาหมัดพุ่งเข้าใส่ดั่งพายุคลั่ง
"ลงมือ!" ฉินหลางตวาดลั่น ร่างทั้งสองประสานพลังปราณหยินหยางเข้าหากันอย่างสมบูรณ์ แสงสว่างเจิดจ้าสีทองและสีฟ้าครามระเบิดออกรัศมีร้อยวา กลืนกินร่างของทั้งคู่หายลับไปจากจุดนั้นในชั่วพริบตา
ทว่า เมื่อแสงสว่างจางหายลง สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าอี้หลงกลับไม่ใช่ศากศพของคนทั้งสอง แต่เป็นรอยแยกของมิติที่กำลังปิดตัวลง พร้อมกับกลิ่นอายพลังอันคุ้นเคยที่แผ่มาจากทิศทางของ "หุบเขาอสูรกลืนวิญญาณ" — สถานที่ต้องห้ามที่แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตหลอมรวมวิญญาณยังไม่กล้าก้าวล่วง!
อี้หลงหยุดฝีเท้าลง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว "บังอาจนัก! พวกมันหนีไปทางหุบเขาอสูรกลืนวิญญาณ!"
ผู้อาวุโสพรรคอสูรโลหิตกำหมัดแน่นด้วยความแค้นเคือง แต่ทว่าในขณะที่พวกเขากำลังจะสั่งการไล่ตาม เสียงฝีเท้าหนักหน่วงอีกชุดหนึ่งก็ดังขึ้นจากเบื้องหลัง พร้อมกับธงปักรูป "พยัคฆ์เหินหาว" ของสำนักกระบี่สวรรค์ที่โบกสะบัดท่ามกลางสายลมราตรี
เงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่งก้าวเดินออกมาจากความมืด ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากโลหิต ดวงตาคู่นั้นจับจ้องไปยังรอยแยกมิติที่เพิ่งปิดตัวลงด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น ชวนให้ผู้พบเห็นต้องขนลุกชันถึงขั้วหัวใจ
"ไม่ต้องตาม..." เสียงแหบพร่าราวกับเสียงเสียดสีของโลหิตดังขึ้น "ปล่อยให้พวกมันดิ้นรนไปในหลุมศพนั้นเถอะ... เพราะอีกไม่นาน คนที่ถือครอง 'กระบี่ไร้ลักษณ์' ผู้นั้น ก็จะต้องนำมันมามอบให้ข้าด้วยมือของตนเองอยู่ดี... ท่านอาวุโสอี้หลง"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าพายุโลหิตไปกับตัวละครของเรา แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
วิถีกระบี่เดียวดาย ปะทะ มารฟ้าอหังการ•ตอนที่ 3
เส้นทางที่มิอาจหลีกเลี่ยง
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่เดียวดาย ปะทะ มารฟ้าอหังการ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!