หยาดโลหิตสีชาดที่กระเซ็นติดอยู่บนคมกระบี่เหล็กนิลกาฬยังคงส่งกลิ่นคาวคลุ้ง ทว่าบรรยากาศรอบกายกลับเงียบสงัดราวกับป่าช้าไร้ผู้คน
บนยอดผาจันทราทอแสง คืนนี้ดวงจันทร์กลมโตดั่งกระจกสำริดโบราณ มันสาดส่องแสงสีเงินยวงอาบไล้แผ่นดินเบื้องล่างจนขาวโพลนราวกับถูกโรยด้วยเกลือสมุทร ฉินหลางยืนนิ่งสงบดั่งรูปสลักหิน ปล่อยให้สายลมยามวิกาลพัดกระชากชายเสื้อคลุมสีดำสนิทของเขาจนปลิวสะบัด ร่างกายของเขายังคงหลงเหลือกลอไอพลังปราณที่เดือดพล่านจากการห้ำหั่นเมื่อยามพลบค่ำ แต่ภายในจิตใจกลับดิ่งลึกเข้าสู่ความว่างเปล่าอันเป็นแก่นแท้ของวิถีกระบี่
"ท่านยังคงครุ่นคิดถึงเรื่องในอดีตสำนักกระบี่เมฆาคาราวานนั้นอยู่อีกหรือ..."
เสียงใสราวกับกระดิ่งเงินท่ามกลางสายน้ำค้างแข็งดังขึ้นแผ่วเบา มู่หรงเซียนก้าวเดินออกมาจากเงาไม้สนพันปี นางสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ราวกับเซียนสาวผู้หลุดพ้นจากโลกีย์ ทว่าแววตาคู่คมกลับฉายประกายความห่วงใยที่ถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้ความเย็นชาตามวิสัยของผู้สำเร็จวิชาพรหมจรรย์
ฉินหลางไม่หันกลับไปมอง เขายังคงทอดสายตาไปยังความมืดมิดเบื้องล่างที่ปกคลุมด้วยทะเลหมอก "มู่หรง... เจ้าคิดว่าวิถีกระบี่ที่แท้จริงคือการสังหาร หรือการปกป้อง?"
คำถามนี้ไม่ใช่การลองภูมิ แต่มันคือรอยแผลเป็นในจิตวิญญาณที่ยังคงสดใหม่ ฉินหลางสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างในคืนที่เพลิงผลาญสำนัก อาจารย์และศิษย์พี่ต่างยอมสละชีพเพื่อปกป้องคัมภีร์กระบี่เล่มสุดท้ายไว้ในอ้อมอกของเขา ความแค้นที่สุมอกทำให้หมัดของเขาหนักหน่วงดั่งภูผา แต่วิถีกระบี่กลับโดดเดี่ยวอ้างว้างราวดวงดาวบนฟากฟ้า
มู่หรงเซียนสาวเท้าเข้ามาใกล้ทีละน้อย กลิ่นอายความเยือกเย็นจากกายของนางผสมผสานกับกลิ่นอายความดุดันจากตัวเขาได้อย่างน่าประหลาด นางหยุดยืนเคียงข้างเขา เงยหน้าขึ้นมองจันทร์เพ็ญก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่มั่นคง
"วิถีกระบี่ของท่าน... ช่างหนักอึ้งเกินไปแล้ว ฉินหลาง" นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ปรายตามองมือที่กุมด้ามกระบี่จนเส้นเลือดปูดโปน "ท่านแบกความแค้นของคนทั้งสำนักไว้บนบ่า บังคับให้ตนเองต้องแข็งแกร่งดั่งพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมขย้ำเหยื่อทุกเมื่อ แต่นั่นไม่ใช่เต๋าที่แท้จริง... เต๋าแห่งกระบี่ หาใช่การจมปลักอยู่กับซากปรักหักพัง หากแต่คือการปล่อยวางเพื่อก้าวไปสู่ความไร้ขอบเขต"
ฉินหลางแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะเจือด้วยความขื่นขมและเย้ยหยัน "ปล่อยวาง? เจ้าพูดง่ายดายนัก มู่หรง หากคนรอบตัวเจ้าต้องตายตกไปต่อหน้าต่อตาโดยที่เจ้าไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะช่วยเหลือ เจ้าจะยังพูดคำว่าปล่อยวางนี้ออกมารabได้อีกหรือไม่?"
เขากระชากกระบี่ออกจากฝัก เสียง "ชิ้ง" ดังกังวานบาดแก้วหู แสงจันทร์สะท้อนลงบนคมกระบี่กลายเป็นประกายสีเงินวาวโรจน์ พลังปราณกระบี่สายหนึ่งทะลักทะลายออกจากร่างจนกิ่งสนรอบกายหักสะบั้นเป็นจุล
มู่หรงเซียนไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว นางกลับยื่นมือเรียวขาวดั่งหยกไปแตะที่คมกระบี่อันคมกริบนั้นเบาๆ ปลายนี้สามารถตัดเหล็กกล้าได้ราวกับเต้าหู้ แต่นางกลับเลือกที่จะใช้ปลายนิ้วสัมผัสมันโดยไม่ลังเล หยดเลือดสีแดงสดไหลซึมลงมาตามคมกระบี่ หยดลงสู่พื้นดินส่งเสียง "ติ๋ง" ท่ามกลางความเงียบ
ฉินหลางสะดุ้งสุดตัว รีบดึงกระบี่กลับด้วยความตกใจ แววตาที่เคยเย็นชาและดุดันบัดนี้ปรากฏร่องรอยความตระหนก "เจ้า... ทำบ้าอะไรของเจ้า!"
มู่หรงเซียนยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มราวดอกเหมยแรกแย้มท่ามกลางหิมะโปรยปราย แต่นัยน์ตากลับฉายแววเด็ดเดี่ยวลึกซึ้ง "ข้าแค่อยากให้ท่านรู้ว่า... คมกระบี่ของท่านมิได้มีไว้เพื่อกรีดแทงหัวใจตนเองให้เจ็บปวด แต่มันมีไว้เพื่อปกป้องคนที่ท่านรัก หากท่านยังคงใช้ความแค้นนำทาง ปลายทางของท่านย่อมจบลงด้วยความโดดเดี่ยวไร้ผู้เคียงข้าง แม้จะไร้เทียมทานในใต้หล้า แล้วอย่างไร? สุดท้ายก็เป็นเพียงผีเฝ้าสุสานผู้หนึ่งเท่านั้น"
คำพูดของนางราสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจของฉินหลาง ร่างกายของเขาสั่นเทิ้ม ความรู้สึกผิด ความโกรธแค้น และความอาลัยอาวรณ์ตีรวนขึ้นมาในอกจนแทบกระอักโลหิต ภาพเหตุการณ์ในอดีตซ้อนทับขึ้นมาในห้วงนึก ทว่าในขณะเดียวกัน แววตาอันเด็ดเดี่ยวและอบอุ่นของสตรีตรงหน้ากลับเป็นดั่งแสงสว่างที่สาดส่องเข้ามาในถ้ำอันมืดมิด
เขาเงยหน้าขึ้นมองนาง ลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอ แววตาดุดันแปรเปลี่ยนเป็นความลึกลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทร "มู่หรง... เจ้าทำให้ข้าเข้าใจแล้ว"
"เข้าใจแล้วก็ดี..." มู่หรงเซียนถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง รอยยิ้มบนใบหน้าของนางก็แข็งค้าง ร่างกายเซถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างไม่ทันตั้งตัว
ฉินหลางขมวดคิ้วแน่น สัญชาตญาณนักสู้เตือนภัยพุ่งพล่านถึงขีดสุด เขาพุ่งตัวเข้าไปคว้าเอวบางของนางไว้ในอ้อมแขนอย่างรวดเร็ว กวาดสายตาดุจเหยี่ยวหันขวับไปยังความมืดเบื้องล่างหน้าผา
"ใครกัน!" ฉินหลางคำรามลั่น พลังปราณระเบิดออกรอบทิศทางจนพื้นดินสั่นสะเทือน
ท่ามกลางหมอกหนาทึบที่ลอยวนเวียน เสียงปรบมือดังขึ้นสามครั้ง "แปะ แปะ แปะ" ตามมาด้วยเสียงหัวเราะแหบแห้งเย็นยะเยือกที่ชวนให้กระดูกสันหลังเยือกเย็น
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นภาพความรักที่น่าประทับใจเสียจริง จอมยุทธ์ฉินผู้เกรียงไกร กับธิดาแห่งหุบเขาเมฆาผู้สูงส่ง น่าเสียดายนัก... ที่พวกเจ้าจะไม่มีโอกาสได้ดื่มน้ำสังข์ร่วมกันในชาตินี้"
เงาร่างสีเทาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นบนยอดสนอย่างเงียบเชียบ ราวกับภูตผีที่ไร้น้ำหนัก ใบหน้าของมันถูกสวมทับด้วยหน้ากากกระดูกอสูรน่าเกลียดน่ากลัว ในมือถือกระบองหนามเคลือบพิษสีม่วงเข้มที่ส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
ฉินหลางหรี่ตาลง จิตสังหารพุ่งทะยานจนถึงขีดสุด เขาสัมผัสได้ทันทีว่าพลังของคนผู้นี้เหนือล้ำกว่าศัตรูทุกผู้ที่เขาเคยประมือด้วยในรอบปีนี้ และที่สำคัญ... พิษร้ายกำลังลุกลามเข้าสู่เส้นชีพจรของมู่หรงเซียนในอ้อมแขนของเขาอย่างรวดเร็ว!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ติดตามอ่าน และร่วมเดินทางฝ่าฟันอุปสรรคอันตรายไปกับตัวละครของเรา แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
วิถีกระบี่เดียวดาย ปะทะ มารฟ้าอหังการ•ตอนที่ 4
สัจธรรมใต้แสงจันทร์
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่เดียวดาย ปะทะ มารฟ้าอหังการ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!