กลิ่นอายจางๆ ของชาเอิร์ลเกรย์ผสมกับความเย็นเยียบจากเครื่องปรับอากาศในห้องทำงานส่วนตัวของภัณฑารักษ์ ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศมาคุรอบตัวผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ลูกกุญแจทองเหลืองถูกวางกระแทกกระทั้นลงบนโต๊ะทำงานไม้สักทองจนเกิดเสียงดังสนั่น ศิรินทร์ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองแขกยามวิกาลที่ถือวิสาสะเข้ามานั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟากำมะหยี่สีน้ำเงินเข้ม ดวงตาคู่คมภายใต้กรอบแว่นสายตากวาดมองเอกสารในมือด้วยท่าทีนิ่งสนิท ราวกับว่าผู้หญิงในชุดสูทเข้ารูปสีดำสนิทที่นั่งไขว่ห้างส่งยิ้มกวนประสาทให้อยู่ตรงนั้นเป็นเพียงฝุ่นละอองในอากาศ
"คุณเข้ามาในห้องนี้ได้ยังไง นิลเนตร"
น้ำเสียงของศิรินทร์ราบเรียบ เย็นชา และเจือกระแสกดดันอย่างชัดเจน แต่นั่นกลับทำให้รอยยิ้มมุมปากของนิลเนตรกว้างขึ้นกว่าเดิม เธอขยับตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ ก้าวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานทีละน้อย ส้นสูงกระทบกับพื้นปาร์เกต์เป็นจังหวะเนิบนาบชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ
"ประตูไม่ได้ล็อก... หรือพูดให้ถูกคือ สำหรับมืออาชีพอย่างฉัน ไม่มีกลไกไหนในพิพิธภัณฑ์ไร้เงาแห่งนี้ที่มีความหมายอะไรหรอกค่ะ คุณภัณฑารักษ์" นิลเนตรโน้มตัวลงเล็กน้อย มือเรียวสวยแตะลงบนขอบโต๊ะทำงาน โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนศิรินทร์ต้องเงยหน้าขึ้นสบตา "อีกอย่าง... ฉันเตือนคุณแล้วนะคะว่ากำลังจะไปขโมยหัวใจของคุณเป็นชิ้นสุดท้าย การมานั่งรอเจ้าของห้องคนสวยในนี้ ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเหมือนกัน"
ศิรินทร์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาสสีเข้มจ้องมองใบหน้าสวยเฉี่ยวที่อยู่ห่างกันเพียงคืบอย่างไร้ความเกรงกลัว เธอไม่ได้ถอยหลังหนี แต่กลับเลือกที่จะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีหยิ่งผยองไม่แพ้กัน
"ความมั่นใจของคุณมันสูงเกินกว่ามาตรฐานของโจรทั่วไปเสียอีกนะ นิลเนตร หรือว่าที่จริงแล้ว คุณแค่ว่างงานจนไม่มีที่ไป ถึงได้มาเดินเล่นในเขตหวงห้ามของพิพิธภัณฑ์กลางดึกแบบนี้" ศิรินทร์ย้อนถาม น้ำเสียงเย้ยหยันแต่แฝงด้วยความคมคายที่พร้อมจะเชือดเฉือน "จำไว้ด้วยว่าที่นี่คือสถานที่ราชการ ไม่ใช่สนามเด็กเล่นสำหรับพวกนักปลอมแปลงงานศิลปะที่ชอบทำตัวไร้สาระไปวันๆ"
"ไร้สาระงั้นเหรอคะ?" นิลเนตรหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาดื้อรั้นสะท้อนประกายบางอย่างที่อ่านยาก "สิ่งที่คุณเรียกว่าความไร้สาระเนี่ยแหละค่ะ ที่กำลังทำให้หัวใจเย็นชาเตลิดเปิดเปิงจนหุ่นยนต์อย่างคุณเริ่มรวนแล้ว... ดูชีพจรตรงข้อมือคุณสิคะ มันเต้นเร็วกว่าปกติกี่ครั้งแล้วล่ะตอนที่ฉันยืนอยู่ตรงนี้?"
ศิรินทร์ชะงักไปชั่ววินาที เธอมองตามสายตาซุกซนของอีกฝ่ายที่ก้มลงมองข้อมือของตนเองโดยสัญชาตญาณ ก่อนจะรีบดึงมือกลับมาประสานไว้บนตักอย่างรวดเร็วเพื่อปกปิดความพิรุธ หญิงสาวกัดริมฝีปากเล็กน้อยด้วยความโมโหที่ตัวเองดันเสียอาการให้อีกฝ่ายเห็นได้ง่ายๆ
"อย่ามาสำอรกคำพูดไร้สาระแถวนี้ นิลเนตร ถ้าคุณไม่มีธุระอะไรอื่นนอกจากมาเล่นลิ้นชวนทะเลาะ เชิญออกไปจากห้องของฉันซะ ไม่อย่างนั้นฉันจะกดเรียก รปภ. มาหิ้วปีกคุณออกไป..."
"เชิญเลยค่ะ" นิลเนตรสวนกลับทันควันโดยไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย เธอก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานมากขึ้นอีกนิด จนศิรินทร์ได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่คุ้นเคยลอยมาแตะจมูก "ลองกดดูสิคะ แล้วฉันจะบอกเจ้าหน้าที่ทุกคนตรงนั้นเลยว่า... ภัณฑารักษ์คนเก่งแอบซ่อนของกลางชิ้นสำคัญไว้ในห้องส่วนตัว แถมของชิ้นนั้นยังเป็นตัวฉันเองซะด้วย"
"คุณนี่มัน... หน้าไม่อายเอาเสียเลย!" ศิรินทร์ผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ความเยือกเย็นที่เคยมีพังทลายลงในพริบตาเมื่อเจอความหน้าด้านหน้าทนระดับปรมาจารย์ของคนตรงหน้า ร่างเพรียวระหงก้าวเข้าไปประชิดตัวเพื่อกดดันกลับบ้าง "คิดว่าฉันกลัวคุณเหรอ? คิดว่าคำขู่เด็กๆ ของคุณจะทำให้ฉันสั่นสะท้านได้หรือไง?"
"เปล่าเลยค่ะ... ฉันไม่ได้อยากทำให้คุณกลัว" นิลเนตรเงยหน้าขึ้นสบตา ประกายในแววตาคู่สวยเปลี่ยนเป็นความจริงจังวูบหนึ่งจนศิรินทร์เผลอกลั้นหายใจ "แต่ฉันอยากทำให้คุณ 'รู้สึก' ต่างหาก... เพราะตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา คุณเอาแต่ขังตัวเองไว้ในกรอบความสมบูรณ์แบบ จนลืมไปแล้วว่าหัวใจมนุษย์มันเต้นยังไง... เหมือนกับภาพวาดปลอมๆ ที่ไร้ชีวิตชีวา ถึงจะสวยงามแค่ไหน แต่มันก็ไม่มีจิตวิญญาณ"
คำพูดนั้นสะท้อนลึกเข้าไปในความทรงจำสีเทาของศิรินทร์ ปมในอดีตที่เธอพยายามหนีมาตลอดถูกสะกิดขึ้นมาอย่างแม่นยำจนหน้าชา บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบงันลงทันที เสียงเครื่องปรับอากาศกลายเป็นเสียงเดียวที่ดังอยู่ในโสตประสาท ดวงตาคู่สวยของภัณฑารักษ์ไหววูบไปชั่วขณะ ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยกำแพงความเย็นชาที่ถูกสร้างขึ้นมาหนาเตอะกว่าเดิม
"คุณรู้อะไรเกี่ยวกับฉัน... นิลเนตร อย่ามาทำเป็นรู้ดีในเรื่องที่คุณไม่มีวันเข้าใจ!" ศิรินทร์เค้นเสียงลอดไรฟัน มือเรียวสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความโกรธปนความเจ็บปวดที่ถูกขุดคุ้ย
"ถ้าฉันไม่เข้าใจ แล้วทำไมฉันถึงมองเห็นความโดดเดี่ยวที่ซ่อนอยู่หลังแว่นตานั่นล่ะคะ?" นิลเนตรเอื้อมมือออกไปช้าๆ ปลายนิ้วเรียวแตะเบาๆ ที่กรอบแว่นสายตาของศิรินทร์โดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว ความใกล้ชิดที่กะทันหันทำให้ลมหายใจของทั้งคู่แทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน "ศิรินทร์... เปิดใจให้ฉันเข้ามาสำรวจดูบ้างสิคะ ต่อให้มันจะเป็นพื้นที่อันตรายที่สุดในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ฉันก็ยอมเสี่ยง"
หัวใจของศิรินทร์กระตุกวูบ เธอค้างนิ่งอยู่ในท่าทางนั้น สายตาประสานกับดวงตากลมโตที่เปี่ยมไปด้วยความท้าทายและความหมายลึกซึ้งที่เธอไม่อาจปฏิเสธได้ เคมีที่พุ่งพล่านระหว่างความเย็นชาและเปลวไฟแห่งความดื้อรั้นเผาผลาญระยะห่างระหว่างกันจนแทบไม่เหลือช่องว่าง
ริมฝีปากอิบอิ่มของนิลเนตรขยับเข้าใกล้ริมฝีปากของเธอช้าๆ ท่วงท่าที่เย้ายวนและจังหวะที่จงใจทิ้งช่วงทำให้สติของภัณฑารักษ์สาวเริ่มหลุดลอย ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสะกดจิต ปลายนิ้วของนิลเนตรเลื่อนจากกรอบแว่นลงมาสัมผัสที่ข้างแก้มเนียนแผ่วเบา สัมผัสอุ่นร้อนนั้นส่งผ่านความรู้สึกประหลาดเข้ามาในหัวใจที่ด้านชามานาน
ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่ห่างกันเพียงไม่กี่มิลลิเมตร เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะทันที!
"คุณศิรินทร์ครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ ระบบรักษาความปลอดภัยโซน C แจ้งเตือนความผิดปกติ มีคนพยายามงัดแงะตู้จัด
แสดงความคิดเห็นและพูดคุยกับบลัดดี้แมรี่ได้ที่ท้ายตอนนี้นะคะ
ภัณฑารักษ์เย็นชากับคดีโจรกรรมหัวใจในพิพิธภัณฑ์ไร้เงา•ตอนที่ 3
ทฤษฎีคนคุยกับหัวขโมย
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์เย็นชากับคดีโจรกรรมหัวใจในพิพิธภัณฑ์ไร้เงา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!