ถุงมือผ้าฝ้ายสีขาวถูกดึงออกจากเรียวนิ้วเรียวอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางความเงียบงันของห้องจัดแสดงนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยที่ถูกปิดตาย ศิรินทร์ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าตู้กระจกนิรภัย แววตาหลังกรอบแว่นโลหะบางเฉียบฉายแววคุกกรุ่นจนแทบจะเผาไหม้ทุกสิ่งที่ขวางหน้า
บนพื้นผิวกระจกใสแจ๋ว ปรากฏคราบรอยนิ้วมือชัดเจน... ไม่ใช่รอยเปื้อนสะเพร่าของเจ้าหน้าที่ทำความสะอาด แต่เป็นรอยที่ถูกจงใจทิ้งไว้ราวกับงานศิลปะชิ้นเอก พร้อมกับข้อความสั้นๆ ที่เขียนด้วยลิปสติกเนื้อแมตต์สีแดงก่ำ หวัดๆ แต่ทรงเสน่ห์
*‘ของปลอมชิ้นนี้... ฝีมือตกไปเยอะนะคะ คุณภัณฑารักษ์’*
ศิรินทร์สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่ในอก สันจมูกโด่งรั้นเชิดขึ้นเล็กน้อยด้วยความถือดี หญิงสาวแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน แต่มันเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธที่ถูกท้าทายจนถึงขีดสุด
นิลเนตร... ยัยโจรสาวตัวแสบ กล้าดียังไงถึงย้อนกลับมาเหยียบสถานที่แห่งนี้หลังผ่านเหตุการณ์วุ่นวายไปไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง แถมยังทิ้งหลักฐานกวนประสาทไว้เย้ยหยันความสามารถของเธอ
“คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน...” ศิรินทร์พึมพำกับความว่างเปล่า ปลายนิ้วเรียวภายใต้ถุงมือสำรองเอื้อมไปแตะรอยลิปสติกนั้นแผ่วเบา ราวกับต้องการสัมผัสร่องรอยลมหายใจของคนที่เพิ่งจากไป กลิ่นหอมจางๆ ของดอกการ์ดิเนียผสมวานิลลาที่ยังคงอบอวลอยู่ในอากาศรอบตัว ยิ่งทำให้เธอรู้ว่าอีกฝ่ายเพิ่งผละออกไปได้ไม่นานนี้เอง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูกระจกบานเลื่อนด้านหลังดังขึ้นขัดจังหวะความคิด ศิรินทร์สะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบสนิทอย่างไร้ความรู้สึกราวกับหุ่นยนต์เช่นเดิม เธอกวาดตามองซากหลักฐานชั่วคราวก่อนจะหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับผู้มาเยือน
“คุณศิรินทร์คะ ทางผอ.ให้มาตามค่ะ ประชุมด่วนเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยรอบใหม่ค่ะ” เจ้าหน้าที่สาวแผนกประชาสัมพันธ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเกรงอกเกรงใจ เมื่อเห็นใบหน้าบึ้งตึงและรังสีความเย็นชาแผ่ออกมาจากตัวภัณฑารักษ์สาว
“ฉันทราบแล้ว เดี๋ยวตามไปค่ะ” ศิรินทร์ตอบสั้นๆ น้ำเสียงราบเรียบจนอีกฝ่ายต้องรีบพยักหน้ารับแล้วเดินเลี่ยงออกไปทันที
ทว่า ศิรินทร์ยังไม่ขยับเขยื้อน เธอก้มลงมองมุมล่างสุดของตู้กระจก สายตาคมกริบกวาดหาความผิดปกติอีกจุดที่โจรสาวเจ้าเล่ห์อาจซ่อนไว้ และเธอก็ไม่ผิดหวัง
ที่ฐานกรอบโลหะสีดำ มีการ์ดนามบัตรสีดำสนิทเสียบไว้ แนบมากับกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ ประโยคสั้นๆ ที่ทำเอาหัวใจของคนมาดนิ่งกระตุกวูบ
*‘คืนนี้ สองทุ่มตรง... ถ้าไม่อยากให้ภาพจริงชิ้นสุดท้ายหายไปอย่างไร้ร่องรอย มาเจอฉันที่ห้องทำงานส่วนตัวของคุณสิคะ... คุณภัณฑารักษ์คนสวย’*
รอยยิ้มมุมปากที่แฝงไว้ด้วยความท้าทายผุดขึ้นบนเรียวปากหยักลึกของศิรินทร์ชั่ววินาที ก่อนที่มันจะถูกแทนที่ด้วยความเยือกเย็น เธอหยิบนามบัตรนั้นขึ้นมาพลิกดู ด้านหลังปั๊มฟอยล์สีเงินเป็นรูปกุหลาบไร้หนาม—สัญลักษณ์ประจำตัวของนิลเนตร
ความกล้าหาญหรือความโง่เขลากันแน่ที่ทำให้โจรสาวคนนี้กล้าท้าทายเธอถึงถิ่น?
ตลอดทั้งวัน ศิรินทร์ใช้เวลาหมดไปกับการประชุมเครียดและการตรวจสอบกล้องวงจรปิดทุกมุมของพิพิธภัณฑ์ แต่ก็น่าแปลก... กล้องทุกตัวในช่วงเวลาตีสามของคืนนี้ กลับปรากฏภาพความว่างเปล่า ไม่มีเงาของมนุษย์เดินผ่าน ไม่มีร่องรอยการงัดแงะ มีเพียงภาพหน้าจอที่ถูกวนลูปอย่างไร้ที่ติ ราวกับนิลเนตรล่วงรู้ระบบความปลอดภัยของที่นี่ดีกว่าตัวเธอที่เป็นภัณฑารักษ์เสียอีก
ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด ความพ่ายแพ้ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิตการทำงานกำลังกัดกินความมั่นใจของศิรินทร์ทีละน้อย และผู้หญิงคนเดียวที่เป็นต้นเหตุของความปั่นป่วนนี้ ก็คือนิลเนตร—จอมโจรหน้าหวานที่ชอบทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเธอรวนเรทุกครั้งที่ได้ปะทะคารม
เข็มนาฬิกาบนผนังห้องทำงานส่วนตัวเคลื่อนตัวเข้าใกล้เลขแปดค่ำ
บรรยากาศภายในห้องมืดสลัว มีเพียงแสงไฟนีออนจากตึกสูงนอกหน้าต่างที่สาดส่องเข้ามา ศิรินทร์นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำสนิท แววตาภายใต้กรอบแว่นจดจ้องไปที่ประตูระเบียงที่เปิดแง้มไว้รับลมยามค่ำคืนผ้าม่านสีเข้มปลิวไสวตามแรงลมที่พัดผ่านเข้ามา
แอ๊ด...
เสียงบานประตูห้องทำงานเปิดออกแผ่วเบา พร้อมกับเงาร่างโปร่งบางที่ก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบราวกับแมวป่า กลิ่นหอมหวานของดอกการ์ดิเนียที่คุ้นเคยลอยมาแตะจมูกก่อนที่เสียงทุ้มหวานกวนประสาทจะดังขึ้นในความมืด
“ไม่ต้องห่วงค่ะ ฉันไม่ได้มาขโมยอะไรเพิ่มในคืนนี้... แค่แวะมาดูว่าคุณภัณฑารักษ์คนเก่ง จะรักษาคำพูดมาเจอฉันตามนัดหรือเปล่า”
ศิรินทร์ไม่ขยับเขยื้อน เธอกดสวิทซ์โคมไฟตั้งโต๊ะให้สว่างขึ้น แสงสีส้มอบอุ่นสาดส่องกระทบใบหน้าคมคายของแขกยามวิกาล นิลเนตรยืนกอดอกพิงกรอบประตู รอยยิ้มยั่วเย้าปรากฏอยู่บนริมฝีปากอิ่มสวย ดวงตากลมโตเป็นประกายพราวระยับด้วยความสนุกสนาน ราวกับเด็กสาวที่เพิ่งแกล้งเพื่อนสำเร็จ
“คุณกล้ามากนะ นิลเนตร ที่เข้ามาเหยียบที่นี่อีกรอบ คิดว่าฉันไม่กล้าแจ้งตำรวจหรือไง?” ศิรินทร์เปิดฉากด้วยน้ำเสียงเย็นชา ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น มีเพียงความดุดันของนักบริหารพิพิธภัณฑ์ที่พร้อมจะขยี้อีกฝ่ายให้แหลกคาย
นิลเนตรหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เธอเดินน่องเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานทีละก้าวอย่างไม่เกรงกลัว เรียวขาภายใต้กางเกงสแลคเข้ารูปก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงาน โน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้ใบหน้าอยู่ในระดับเดียวกับศิรินทร์ที่นั่งอยู่
“ตำรวจเหรอคะ? ถ้าคุณแจ้ง... ภาพเขียนชิ้นเอกในห้องใต้ดินคงอันตรธานหายไปก่อนที่ตำรวจจะก้าวเข้ามาเหยียบชั้นนี้เสียอีกค่ะ” นิลเนตรกระซิบเสียงพร่า แววตาคู่สวยฉายแววดื้อรั้นและท้าทายในเวลาเดียวกัน “อีกอย่าง... ฉันรู้ว่าคุณไม่ทำหรอกค่ะ”
“มั่นใจมาจากไหน?” ศิรินทร์สวนกลับทันควัน ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตานิลเนตรอย่างไร้ความเกรงกลัว ขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเพื่อลดช่องว่างระหว่างกัน จนใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันเพียงแค่คืบ ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนสัมผัสได้
นิลเนตรชะงักไปชั่วขณะเมื่อถูกจู่โจมระยะประชิด รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าเจื่อนลงเล็กน้อยเมื่อเห็นประกายความเอาจริงเอาจังในดวงตาคู่สวยหลังกรอบแว่นนั้น แต่มีหรือคนอย่างนิลเนตรจะยอมแพ้ เธอยืดตัวขึ้นสบตากลับอย่างไม่ลดละ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นอีกครั้ง
“ก็เพราะว่า...” นิลเนตรเว้นจังหวะ โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ซอกคอขาวผ่องของศิรินทร์อีกนิด จนปลายจมูกโด่งรั้นเกือบแตะโดนผิวเนียน “...คุณอยากรู้ใช่ไหมล่ะคะ ว่าทำไมฉันถึงเลือกขโมยแค่หัวใจ... เอ๊ย! หมายถึงเลือกขโมยแค่ภาพพวกนั้นโดยไม่ทิ้งร่องรอยอื่น นอกจากรอยนิ้วมือที่ตั้งใจทิ้งไว้ให้ *คุณ* คนเดียวได้เชยชม”
ศิรินทร์หัวใจกระตุกวูบ เลือดในกายสูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้าจนร้อนผ่าว แต่ด้วยความหยิ่งทะนง เธอจึงบล็อกความรู้สึกนั้นไว้ด้วยการจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตานิ่งสนิท มือเรียวยกขึ้นผลักไหล่บางของนิลเนตรให้ออกห่างอย่างไม่ไยดี
“ถอยไป ถือสิทธิ์อะไรมาพูดจาลามปามแบบนี้!” ศิรินทร์เสียงแข็ง แม้หัวใจจะเต้นรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก
นิลเนตรเซถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ทว่าดวงตายังคงพราวระยับด้วยความสนุกสนาน เธอยกมือขึ้นยอมจำนนเบาๆ ก่อนจะสาวเท้าเข้ามาประชิดตัวอีกครั้งด้วยความรวดเร็ว จนศิรินทร์ไม่ทันตั้งตัว แผ่นหลังบางแนบชิดติดกับชั้นหนังสือด้านหลัง โดยมีแขนเรียวของนิลเนตรยกขึ้นกั้นขวางทางหนีไว้ทั้งสองข้าง กลายเป็นท่านักล่าที่ต้อนเหยื่อจนมุมโดยสมบูรณ์
กลิ่นหอมหวานของดอกการ์ดิเนียโอบล้อมรอบตัวศิรินทร์จนแทบหายใจไม่ออก ใบหน้าของนิลเนตรอยู่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่เซนติเมตร ดวงตาคู่สวยคู่นั้นมองสำรวจริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่นด้วยความประหม่า ก่อนจะเลื่อนขึ้นสบตากับเธอตรงๆ
“สิทธิ์ของคนที่จะมาขโมย... หัวใจของภัณฑารักษ์จอมเยชาไงคะ” นิลเนตรกระซิบแผ่วเบาริมใบหู น้ำเสียงหวานหยาดเยิ้มที่จงใจทิ้งจังหวะทุ้มต่ำจนสั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ “ลองเดาดูสิคะ ว่าคืนนี้... ฉันจะขโมยอะไรไปจากคุณอีก?”
แสดงความคิดเห็นและพูดคุยกับบลัดดี้แมรี่ได้ที่ท้ายตอนนี้นะคะ
ภัณฑารักษ์เย็นชากับคดีโจรกรรมหัวใจในพิพิธภัณฑ์ไร้เงา•ตอนที่ 5
รอยนิ้วมือที่ทิ้งไว้
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์เย็นชากับคดีโจรกรรมหัวใจในพิพิธภัณฑ์ไร้เงา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!