เสียงกรรไกรตัดกระดาษที่กรีดลงบนกระดาษสาเนื้อดีดัง *แคว่ก* เป็นจังหวะเดียวกับความอดทนของศิรินทร์ที่ขาดผึ่งลงพอดี
“คุณกำลังทำลายหลักฐานของพิพิธภัณฑ์ นิลเนตร”
ศิรินทร์ก้าวเท้าเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานไม้โอ๊กโบราณในห้องจัดเก็บส่วน
เรียวคิ้วย่นเข้าหากันจนแทบจะเป็นปม ดวงตาคู่คมกริบภายใต้กรอบแว่นโลหะจ้องมองคนตัวแสบที่กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนขอบโต๊ะอย่างไม่เกรงกลัว
คนถูกกล่าวหายักไหล่ช้าๆ เส้นผมสีดำสนิทที่รابล้อมกรอบหน้าเรียวไหวตามการเคลื่อนไหว นิลเนตรไม่ได้สะทกสะท้านกับรังสีความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวภัณฑารักษ์สาวแม้แต่น้อย กลับส่งยิ้มยั่วเย้าที่มุมปากมาให้ ชวนให้อยากหยิบไม้บรรทัดเหล็กมาฟาดสักทีสองทีให้หายหมั่นไส้
“หลักฐานอะไรกันคะ คุณภัณฑารักษ์หน้าตาย ฉันแค่กำลังตัดแต่ง ‘งานศิลป์’ ชิ้นเอกที่พวกคุณเกือบจะจัดแสดงผิดยุคต่างหากล่ะ ถ้าตาไม่ถึงพอก็ยอมรับมาเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันจะเปิดคอร์สติวเข้มเรื่องประวัติศาสตร์ศิลป์ให้ฟรีๆ โดยไม่คิดค่าตัวสักบาท”
“ปากดี” ศิรินทร์พ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างเหลืออด มือเรียวยกขึ้นกอดอกแน่นเพื่อรักษาระยะห่าง “คนอย่างคุณ ถ้าไม่มีดีแค่ปากพล่อยๆ กับฝีมือปลอมแปลงงานศิลปะไปวันๆ คงไม่ถูกตามล่าจนต้องมาหลบหัวซุกหัวซุนอยู่ในพิพิธภัณฑ์ไร้เงานี้หรอกนะคะ”
สิ้นคำพูดนั้น รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าของนิลเนตรก็ชะงักไปชั่วพริบตา
บรรยากาศในห้องจัดเก็บที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นอายของการปะทะคารม พลันเปลี่ยนเป็นความเงียบงันที่น่าอึดอัดขึ้นมาทันที แววตาที่เคยพราวระยับด้วยความสนุกสนานของนักปลอมแปลงระดับโลก ไหววูบลงอย่างรวดเร็วจนแทบจับสังเกตไม่ได้ นิลเนตรเม้มริมฝีปากแน่นโดยอัตโนมัติ กรรไกรในมือถูกวางลงบนโต๊ะเสียงดัง *กริ๊ก*
“...นั่นสินะคะ” น้ำเสียงที่เคยติดตลกและกวนประสาทเมื่อครู่ กลับแผ่วเบาลงจนแทบกลืนหายไปกับความเงียบ นิลเนตรหลบสายตา เลี่ยงไปมองกรอบรูปโบราณบนผนังแทน “คนปากร้ายอย่างฉัน มันก็มีดีแค่ปากจริงๆ นั่นแหละค่ะ”
ศิรินทร์ชะงักไป ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นริ้วขึ้นมาในอกเมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงของคนตรงหน้า
ความแข็งกระด้างและมาดมั่นที่เคยมี ราวกับถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดในเสี้ยววินาที ไหล่บางลู่ลงเล็กน้อยอย่างคนแบกรับภาระอันหนักหน่วงไว้ลำพัง ความโดดเดี่ยวที่ถูกซ่อนเร้นไว้ภายใต้รอยยิ้มหยันและวาจาเชือดเฉือน บัดนี้กลับเผยรอยร้าวออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด นิลเนตรในยามนี้ช่างดูเปราะบาง ราวกับแก้วเจียระไนชั้นดีที่หากแตะแรงเพียงนิดเดียวก็พร้อมจะแตกสลายคามือ
หัวใจของภัณฑารักษ์สายเย็นชาพลันกระตุกวูบ ความรู้สึกผิดพวยพุ่งขึ้นมาจุกที่ลำคอ
“ฉัน...ไม่ได้หมายความว่า...” ศิรินทร์อ้าปากจะเอ่ยแก้ตัว คำพูดที่เคยคมกริบและเตรียมไว้ฟาดฟัน กลับติดอยู่ที่ริมฝีปากอย่างไร้ทิศทาง มือที่กอดอกอยู่คลายออกโดยไม่รู้ตัว
“ช่างเถอะค่ะ” นิลเนตรตัดบทด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่ฝืนปั้นขึ้นมาแต่มันกลับดูน่าเวทนาเสียยิ่งกว่าการร้องไห้ ดวงตากลมโตหันกลับมาสบตาช้าๆ แพขนตางอนเปียกชื้นเล็กน้อยราวกับคนกำลังกลั้นความรู้สึกบางอย่างไว้ “คุณก็แค่พูดความจริง... ฉันมันก็เป็นแค่ตัวปัญหาที่เข้ามาทำให้ชีวิตระเบียบจัดของคุณมันปั่นป่วนไม่ใช่เหรอคะ”
“นิลเนตร...”
“ไม่ต้องมาทำเป็นสงสารฉันหรอกค่ะ ศิรินทร์” นิลเนตรลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวราวกับต้องการสร้างกำแพงกั้นระหว่างกันอีกครั้ง “คนอย่างฉัน อยู่ตัวคนเดียวมาทั้งชีวิต ชินกับการถูกมองว่าเป็นตัวอันตรายแล้วล่ะค่ะ... แค่คำดูถูกแค่นี้ ฉันไม่ตายหรอกนะ”
ทว่า ในจังหวะที่นิลเนตรหมุนตัวเตรียมจะเดินหนีออกไปจากห้อง มือเรียวของศิรินทร์ก็พุ่งออกไปคว้าข้อมือเล็กนั้นไว้โดยสัญชาตญาณ
แรงดึงทำให้ร่างบางเซถลาเข้ามาปะทะกับแผ่นอกของภัณฑารักษ์สาวอย่างจัง กลิ่นหอมจางๆ ประจำตัวของนิลเนตรลอยแตะจมูก ปะปนกับความอบอุ่นจากร่างกายที่แนบชิดกันจนสัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวเร็วของอีกฝ่าย
นิลเนตรเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เงยหน้าขึ้นสบตากับศิรินทร์ที่โน้มใบหน้าลงมามองพอดิบพอดี ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่เหลือเพียงแค่ลมหายใจกั้น
ในดวงตาสีเข้มของศิรินทร์ ไม่มีแววตาเย็นชาหรือความถือดีหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความไหวระริกและความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบายเป็นคำพูด
“ฉันไม่ได้สงสารคุณ” ศิรินทร์กระซิบแผ่วเบา ชิดริมฝีปากของอีกฝ่ายจนรู้สึกถึงไออุ่น “...แต่ฉันเกลียดเวลาที่คุณทำหน้าแบบนี้ต่างหากล่ะ”
นิลเนตรชะงักค้าง ริมฝีปากอิบอิ่มเผยอขึ้นเล็กน้อยด้วยความคาดไม่ถึง หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน ความโกรธเคืองและการป้องกันตัวเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงแรงดึงดูดประหลาดที่ดึงให้พวกเธอเข้าหากันทีละนิด
นิ้วเรียวของศิรินทร์ที่จับข้อมืออยู่ ค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาสัมผัสเบาๆ ที่ข้างแก้มเนียนอย่างลืมตัว ปลายนิ้วเกลี่ยปอยผมที่ระกรอบหน้าออกให้อย่างอ่อนโยน ท่าทีที่อ่อนหวานและไม่เคยแสดงออกกับใครมาก่อน ทำให้คนปากเก่งถึงกับพูดไม่ออก สมองขาวโพลนราวกับถูกสะกดด้วยแววตารุ่มร้อนคู่นั้น
“คุณนี่มัน... ปากแข็งเป็นบ้าเลยนะคะ นิลเนตร” ศิรินทร์เอ่ยเสียงกระซิบพร่า ริมฝีปากหยักสวยเคลื่อนเข้าไปใกล้จนเกือบจะแตะชิดกับริมฝีปากของคนในอ้อมแขน “บอกให้ฉันเกลียดคุณให้ลงสิ... ถ้าคุณทำได้”
ดวงตาของนิลเนตรสั่นระริก ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลที่อีกฝ่ายมอบให้เป็นครั้งแรก ความกำหนัดและเคมีที่พุ่งพล่านระหว่างพวกเธอรุนแรงเสียจนต้านทานไม่ไหว นิลเนตรหลับตาลงช้าๆ เตรียมจะปล่อยตัวปล่อยใจไปกับสัมผัสอันตรายนี้...
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหวทำลายบรรยากาศสีชมพูละมุนลงในพริบตา พร้อมกับเสียงตะโกนโวยวายจากด้านนอกที่ทำให้ทั้งคู่ต้องผละออกจากกันอย่างตกใจ
“คุณศิรินทร์ครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ! ภาพวาดในห้องโถงใหญ่... มันถูกสลับตัวจริงออกไปแล้วครับ!”
แสดงความคิดเห็น พูดคุย หรือกรี๊ดไปพร้อมกับบลัดดี้แมรี่ได้ที่ท้ายตอนนี้เลยนะคะ
ภัณฑารักษ์เย็นชากับคดีโจรกรรมหัวใจในพิพิธภัณฑ์ไร้เงา•ตอนที่ 10
ความเปราะบางของคนปากร้าย
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์เย็นชากับคดีโจรกรรมหัวใจในพิพิธภัณฑ์ไร้เงา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!