"เจ้าแน่ใจแล้วหรือว่าตราประทับนี้คือของมารดาข้า... กงกง?"
เสียงของหลินเยว่เรียบเรื่อย หากแต่ทว่าทุกลมหายใจที่นางผ่อนออกมากลับสั่นไหวอย่างรุนแรง นิ้วเรียวบางประดุจลำเทียนสั่นระริกขณะสัมผัสรอยประทับขี้ผึ้งสีชาดบนซองจดหมายเก่าคร่ำคร่า สัมผัสของมันเย็นเยียบราวกับส่งตรงมาจากปรโลก
มหาดเล็กเฒ่าก้มศีรษะลงต่ำ สายตาหลุบต่ำไม่กล้าสบกับดวงตาที่กำลังลุกโชนด้วยไฟแค้นของนาง "ฝ่าบาททรงรับสั่งเพียงว่า ให้ท่านหญิงเปิดอ่านเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม... และขอให้ท่านจดจำไว้ว่า ในวังหลวงแห่งนี้ ไม่มีสิ่งใดที่ถูกลืมเลือนไปตลอดกาล"
เขาทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้หลินเยว่ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางสวนหลวงที่เงียบสงัด นางไม่ได้รีบร้อนเปิดจดหมายฉบับนั้นทันที แต่นางซ่อนมันไว้ใต้แขนเสื้อด้วยหัวใจที่บีบรัด มารดาที่เสียชีวิตไปตั้งแต่ตอนนางยังเด็ก... จดหมายฉบับนี้คือเบาะแสสำคัญ หรือเป็นเพียงกับดักที่ถูกวางไว้เพื่อกระชากนางให้ตกลงสู่เหวแห่งความตายกันแน่?
*‘จดหมายฉบับนี้จะเก็บไว้ก่อน... ตอนนี้ สิ่งที่ข้าต้องการไม่ใช่คำตอบจากอดีต แต่เป็นอำนาจที่จะทำลายทุกคนที่บังอาจเหยียบย่ำข้าในปัจจุบัน’*
หลินเยว่สูดลมหายใจลึก ปรับสีหน้าให้กลับมาเย็นชาดุจน้ำแข็ง นางเดินตรงไปยังหอการค้าตระกูลหลินที่นางเพิ่งยึดอำนาจการบริหารคืนมาได้ไม่นาน
"คุณหนูรอง... ท่านจะเปลี่ยนวิธีการกระจายสินค้าจริงหรือเจ้าคะ? หากทำเช่นนั้น พ่อค้าคนกลางที่รับช่วงต่อเรามานานอาจจะไม่พอใจ และนั่นหมายถึงรายได้ที่อาจจะหดหายไปในช่วงแรก" จางหมิง ผู้ช่วยคนสนิทเอ่ยถามด้วยความกังวล
หลินเยว่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น "รายได้หดหายหรือ? ไม่หรอกจางหมิง สิ่งที่ข้ากำลังทำคือการตัดวงจรพวกเหลือบไรที่เกาะกินตระกูลเรามาหลายปี"
นางกางแผนที่เส้นทางการค้าออกมาบนโต๊ะไม้สัก นิ้วเรียวชี้ไปยังจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองหลวงกับหัวเมืองชายแดน "พวกพ่อค้าคนกลางพวกนั้นคือเบี้ยล่างของหลินเฟยเฟย หากเราปล่อยให้พวกมันคุมเส้นทางขนส่ง นางก็จะรู้ทุกความเคลื่อนไหวของเรา ดังนั้นเราจะสร้างเส้นทางใหม่... เส้นทางที่จะไม่มีใครแตะต้องได้นอกจากข้า"
"แต่ท่านจะเอาเงินทุนมาจากไหนมหาศาลขนาดนั้นล่ะเจ้าคะ?"
"เงินน่ะหรือ?" หลินเยว่ขยับรอยยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องหนาวสั่น "เฉินอ๋องอาจจะทรงต้องการพันธมิตรที่แข็งแกร่ง และข้า... ก็กำลังจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่า ข้าคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในแผ่นดินนี้"
นางไม่ได้แค่พูด แต่ลงมือจัดการทุกอย่างด้วยความเฉียบขาด ทั้งการปรับเปลี่ยนสัญญาการค้า การไล่เบี้ยพนักงานที่ทุจริต และการดึงตัวพ่อค้าท้องถิ่นที่ถูกกดขี่มาเป็นพวก นางใช้ความรู้ที่ได้รับจากการเกิดใหม่—ความรู้เรื่องทิศทางเศรษฐกิจและจุดอ่อนของผู้มีอิทธิพล—มาเป็นเครื่องมือต่อรอง ภายในเวลาไม่กี่ชั่วยาม หอการค้าตระกูลหลินก็เปลี่ยนโฉมหน้าไปโดยสิ้นเชิง
ขณะที่งานทุกอย่างกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและคุ้นเคยก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องทำงาน
มู่หรงเฟย หรือเฉินอ๋อง ก้าวเข้ามาด้วยท่าทีสง่างาม ดวงตาคมกริบกวาดมองเอกสารบนโต๊ะก่อนจะหยุดอยู่ที่ใบหน้าของหลินเยว่ "ดูเหมือนว่าหงส์ตัวน้อยของข้า จะเริ่มสร้างรังที่แข็งแกร่งขึ้นมาแล้วสินะ"
หลินเยว่ไม่หลบสายตา นางวางพู่กันในมือลงอย่างใจเย็น "การสร้างรังย่อมต้องใช้กิ่งไม้ที่แข็งแรงเพคะท่านอ๋อง และกิ่งไม้เหล่านี้... ก็เพิ่งจะถูกถอนรากถอนโคนมาจากสวนของศัตรูข้าเสียด้วย"
เฉินอ๋องยกยิ้มที่มุมปาก เดินเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวนาง "เจ้าช่างร้ายกาจเสียจริง แต่จงระวังไว้ให้ดี การที่เจ้าตัดช่องทางการค้าของหลินเฟยเฟยและจ้าวหมิงในคราวเดียวแบบนี้ พวกมันไม่ยอมอยู่เฉยแน่... โดยเฉพาะจ้าวหมิง"
"ให้มันมาเถิดเพคะ" หลินเยว่ขยับเข้าไปใกล้ กลิ่นไออำนาจจากคนทั้งสองอบอวลไปทั่วห้อง "ข้าก็อยากรู้นักว่า สุนัขรับใช้ที่เพิ่งถูกตัดแหล่งเงินทุน จะเห่าหอนได้ดังแค่ไหนเมื่อข้าจัดการขุดคุ้ยความลับเรื่อง 'เงินทอน' ที่มันแอบยักยอกไปจ่ายให้หญิงคณิกาในหอโคมเขียว"
เฉินอ๋องเลิกคิ้วขึ้นอย่างสนใจ "เจ้ามีหลักฐาน?"
"ข้ามีมากกว่านั้นอีกเพคะ" หลินเยว่หยิบจดหมายฉบับที่เพิ่งได้รับจากมหาดเล็กออกมา แต่นางยังไม่ทันจะได้เอ่ยอะไร ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรงโดยไม่มีการขออนุญาต
หลินเฟยเฟยเดินเข้ามาพร้อมกับจ้าวหมิงที่ใบหน้าถมึงทึง นางพยายามปั้นหน้ายิ้มหวาน แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความอาฆาต "ท่านพี่... ท่านทำแบบนี้หมายความว่าอย่างไร? ท่านตัดการติดต่อกับคู่ค้าหลักของเราโดยไม่ถามความเห็นใครสักคำ ท่านกำลังจะทำให้ตระกูลหลินล่มจมหรือไง!"
หลินเยว่ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลัก นางค่อยๆ จิบชาอย่างไม่สะทกสะท้าน "การที่เจ้าเรียกว่าการกระทำของข้าว่า 'ทำให้ล่มจม' หมายความว่าเงินทองที่หายไปจากคลังของตระกูลทุกเดือน มันไหลเข้ากระเป๋าของพวกเจ้าจนเป็นเรื่องปกติสินะ?"
จ้าวหมิงขยับก้าวเข้ามาข้างหน้าด้วยความโกรธ "เจ้าพูดจาเหลวไหล! เจ้าเป็นแค่ผู้หญิง อย่าได้บังอาจมาทำตัวเป็นใหญ่ในตระกูลหลิน!"
หลินเยว่ลุกขึ้นยืนช้าๆ รัศมีอำนาจแผ่ออกมาจนคนในห้องต้องชะงัก นางเดินตรงไปหาจ้าวหมิงก่อนจะโยนปึกกระดาษแผ่นหนึ่งลงบนอกเขา "นี่คือบัญชีลับที่ข้าให้คนไปสืบมา... ของที่เจ้าแอบขนส่งออกไปขายให้พวกโจรชายแดนเพื่อแลกกับทองคำแท่ง หากฝ่าบาททรงทราบเรื่องนี้... เจ้าคิดว่าหัวบนบ่าของเจ้าจะยังอยู่ดีหรือไม่ จ้าวหมิง?"
ใบหน้าของจ้าวหมิงถอดสีทันที มือที่ถือบัญชีลับสั่นเทาจนแทบจะถือไว้ไม่อยู่ หลินเฟยเฟยเองก็หน้าซีดเผือด นางมองหน้าจ้าวหมิงสลับกับหลินเยว่ด้วยความตื่นตระหนก
"เจ้า... เจ้ามันปีศาจชัดๆ!" หลินเฟยเฟยกรีดร้อง
"ปีศาจหรือ?" หลินเยว่แค่นยิ้ม ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความแค้นที่ซ่อนอยู่ใต้ความสงบ "ข้าก็แค่ผู้หญิงที่กำลังทวงสิ่งที่ควรเป็นของข้าคืน... และพวกเจ้า! จะต้องชดใช้ทุกอย่างด้วยชีวิต!"
ทันใดนั้น จดหมายลับที่หลินเยว่ถือไว้ในมืออีกข้างก็ร่วงหล่นลงพื้น รอยประทับตราสีชาดที่หลินเฟยเฟยเห็นเข้าพอดี นางเบิกตากว้างจนแทบถลนออกมา "นั่นมัน... ตราประจำตัวของท่านแม่ข้า! เจ้าไปเอามาจากไหน! บอกมาว่าจดหมายนั่นเขียนว่าอะไร!"
หลินเยว่ชะงักไป ทันใดนั้นประตูห้องก็ถูกเปิดออกอีกครั้งพร้อมกับทหารองครักษ์ในชุดเกราะสีดำทมิฬที่พุ่งเข้าล้อมห้องเอาไว้ บุรุษผู้หนึ่งก้าวตามเข้ามา เขาคือคนจากวังหลวงที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมาปรากฏตัวที่นี่!
"หลินเยว่... ฝ่าบาทมีรับสั่งให้นำตัวเจ้าเข้าเฝ้าเป็นการด่วนที่สุด พร้อมกับจดหมายฉบับนั้น"
ทุกอย่างรอบตัวดูเหมือนจะหยุดนิ่ง หลินเยว่หันไปสบตากับเฉินอ๋องที่แววตาเปลี่ยนไปเป็นความเคร่งขรึมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน... บางทีความลับในจดหมายฉบับนี้ อาจจะใหญ่โตเกินกว่าที่นางจะจินตนาการได้
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามเส้นทางแห่งการล้างแค้นของหงส์เพลิงตัวนี้เสมอนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
หงส์เพลิงหวนคืน: บัญชีแค้นต้องชำระ•ตอนที่ 11
กลยุทธ์การค้า
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เพลิงหวนคืน: บัญชีแค้นต้องชำระ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!