"หมึกแท่งนี้... ราคาหกสตำลึง เงินหลวงหกสตำลึงแต่กลับซื้อหมึกปลอมที่ผสมกากถ่านเพื่อยักยอกเงินคลังสิบหมื่นตำลึงเข้ากระเป๋าตระกูลจ้าว ช่างเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเสียจริงว่าไหมเพคะ ฝ่าบาท"
ซูเปอร์เซ็นต์ความเงียบงันแผ่ซ่านไปทั่วตำหนักทรงงานราวกับมีคนสาดน้ำแข็งใส่เปลวเพลิง ปลายพู่กันขนหมาป่าในพระหัตถ์ของฮ่องเต้ชะงักกะทันหัน หยดหมึกสีดำสนิทหยดลงบนกระดาษสาเนื้อดีจนแตกกระจายกลายเป็นรอยด่างน่าเกลียด พระเนตรคมกริบราวพญาอินทรีตวัดขึ้นมองสตรีในชุดผ้าไหมปักลายหงส์เพลิงสีแดงสด นางไม่ได้คุกเข่าอ้อนวอนอย่างขุนนางผู้มีความผิด แต่กลับยืนตรงเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่มุมปากประดับไว้ด้วยความเย้ยหยันที่แม้แต่โอรสสวรรค์ยังต้องทรงชะงัก
หลินเยว่ไม่ได้เกรงกลัวต่อสายตานั้นแม้แต่น้อย ปลายนิ้วเรียวสวยบรรจงวางสมุดบัญชีหนังหมูเล่มหนาที่ส่งกลิ่นอับของห้องใต้ดินลงบนโต๊ะทรงพระอักษร เสียงกระดาษกระทบไม้ดังทึบ ทว่าก้องกังวานในความรู้สึกของทุกคน
ฮ่องเต้ไม่ตรัสอันใด ทรงกวาดพระเนตรผ่านตัวเลขการเบิกจ่ายงบประมาณสร้างเขื่อนกั้นน้ำที่ถูกปลอมแปลงอย่างแนบเนียน เอกสารทุกแผ่นมีลายมือชื่อและตราประทับประจำตัวของเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ ซึ่งก็คือบิดาบังเกิดเกล้าของจ้าวหมิง และมีร่องรอยการโยกย้ายเงินสดผ่านเครือข่ายร้านค้าตระกูลหลินที่หลินเฟยเฟยคอยจัดการเบื้องหลัง
"เจ้ากล้าดียังไง ถึงนำเอกสารราชการลับเหล่านี้มาร้องเรียนด้วยตัวเอง หลินเยว่... เจ้าไม่รู้หรือว่าโทษของการใส่ร้ายขุนนางขั้นหนึ่งคืออะไร" สุรเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น แม้จะไร้ความโกรธเกรี้ยว แต่กลับกดดันจนข้ารับใช้ขันทีข้างกายต้องทรุดตัวลงหมอบกับพื้นด้วยความหวาดกลัว
หลินเยว่แย้มยิ้มบางเบา ดวงตาดอกท้อคู่สวยฉายประกายเยือกเย็นราวกับน้ำค้างแข็งกลางฤดูใบไม้ร่วง นางขยับกายเข้าใกล้โต๊ะพระอักษรอีกก้าวหนึ่งโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ไม่มีใครกล้าขัดขวาง
"หม่อมฉันหาได้ใส่ร้ายไม่เพคะ สิ่งที่ฝ่าบาททรงทอดพระเนตรอยู่คือ 'หลักฐานแห่งความภักดี' ที่ตระกูลจ้าวและตระกูลหลินมอบให้หม่อมฉัน... ในรูปแบบของรอยแผลเป็นบนแผ่นหลัง และหยดน้ำตาของราษฎรนับหมื่นที่ต้องอดอยากเพราะงบประมาณสร้างเขื่อนกลายเป็นคฤหาสน์หลังงามของพวกมัน" นางหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ให้ความหมายของคำพูดซึมซับเข้าสู่โสตประสาทของมหาราชผู้ปกครองแผ่นดิน "หากฝ่าบาททรงคิดว่าการนำความจริงมาถวายคือความผิด หม่อมฉันผู้เป็นเพียงสตรีตัวเล็กๆ ยินดีรับโทษทัณฑ์ แต่ขอให้ฝ่าบาททรงใช้สายเนตรอันปรีชาญาณทอดพระเนตรหน้าสุดท้ายของสมุดบัญชีเล่มนั้นเสียก่อน... เถิดเพคะ"
ฮ่องเต้ขมวดพระขนู่แน่น ทรงพลิกสมุดบัญชีไปยังหน้าสุดท้ายตามคำท้าทาย
ที่นั่น... ปรากฏลายมือด้วยโลหิตสีแดงฉาน พร้อมตราประทับลับของกองกำลังองครักษ์เสื้อแพร และชื่อของบุคคลที่กุมอำนาจทหารครึ่งหนึ่งของเมืองหลวง
สีพระพักตร์ของฮ่องเต้เปลี่ยนสีทันทีจากความเรียบเฉยกลายเป็นความมืดมนดั่งเมฆฝนก่อนพายุคะนอง
ในขณะเดียวกัน ที่ตำหนักรับรองด้านนอก เฉินอ๋อง (มู่หรงเฟย) กำลังจิบชาช้าๆ พลางทอดพระเนตรออกไปทางสวนดอกไม้ ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทว่าแววตาคู่นั้นกลับพราวระยับด้วยความถูกใจในความกล้าหาญอันไร้ขีดจำกัดของสตรีที่เขาเลือก
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ สายรายงานมาว่า ทางด้านคุณหนูรองหลินเฟยเฟยกำลังนำคนบุกมาที่นี่เพื่อหวังจะขัดขวาง และ... ทางคุณชายจ้าวหมิงก็แอบนำกำลังทหารนอกราชสำนักล้อมรอบตำหนักไว้แล้ว" องครักษ์เงากระซิบรายงานด้วยน้ำเสียงร้อนรน
เฉินอ๋องเพียงแค่ยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างไม่รีบร้อน รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมพระโอษฐ์
"ปล่อยให้พวกมันดิ้นรนไป ยิ่งพวกมันกระโดดโลดเต้นสูงเท่าไหร่ เวลาตกลงมาก็จะยิ่งเจ็บปวดมากเท่านั้น" เขาวางถ้วยลงเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ชายผ้าคลุมสีนิลสะบัดตามการเคลื่อนไหว "ไป... เราจะไปดูสุนัขจนตรอกมันเห่าหอนสักหน่อย"
ตัดกลับมาภายในตำหนักทรงงาน บรรยากาศตึงเครียดจนแทบจะใช้มีดกรีดให้ขาดได้ ฮ่องเต้ทรงตบโต๊ะเสียงดังสนั่นจนเครื่องเขียนกระเด็น
"บังani! บังอาจยิ่งนัก! กล้าทุจริตเงินแผ่นดินในช่วงเวลาที่ชายแดนกำลังต้องการเสบียง!"
ประตูด้านนอกถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยฝีเท้าที่ร้อนรน หลินเฟยเฟยในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับเทพเซียน นางก้าวเข้ามาพร้อมคราบน้ำตาที่เปื้อนแก้มเนียน ท่าทางอ่อนแอและน่าสงสารราวกับลูกนกตกน้ำ นางรีบทรุดตัวลงคุกเข่าทันทีโดยไม่รอให้ขันทีประกาศ
"ฝ่าบาททรงโปรดเมตตาด้วยเพคะ! พี่ใหญ่... พี่ใหญ่สติฟั่นเฟือนไปแล้ว นางถูกความแค้นครอบงำจนกุเรื่องโกหกเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อทำลายชื่อเสียงของตระกูลเรา เพลิงแค้นทำให้นางไม่สนใจแม้กระทั่งความมั่นคงของราชสำนักแล้วเพคะ!"
เสียงหวานใสที่เจือสะื้นนั้นช่างน่าเวทนา หากเป็นบุรุษอื่นคงใจอ่อนยวบยาบไปแล้ว หลินเฟยเฟยแอบชำเลืองมองพี่สาวด้วยหางตาที่ซ่อนแววอาฆาตมาดร้ายไว้มิดชิด *'นังสารเลว คิดจะลากพวกเราลงนรกเหรอ ฝันไปเถอะ!'* นางคิดในใจอย่างลำพอง
หลินเยว่เพียงแต่ปรายตามองน้องสาวต่างมารดาผู้แสดงละครเก่งกาจ นางไม่แม้แต่จะชายตามองคราบน้ำตาปลอมๆ นั้นด้วยซ้ำ มุมปากยกยิ้มเยาะเย้ยอย่างเปิดเผย
"เฟยเฟย... เจ้ายังกล้าเรียกข้าว่าพี่ใหญ่อีกหรือ" หลินเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังจนหลินเฟยเฟยสะดุ้ง "หลักฐานการยักยอกเงินสามล้านตำลึงที่ร้านผ้าสกุลหลินของเจ้าเป็นคนฟอกเงิน ลายมือในบัญชีลับนั่น... เป็นลายมือของท่านพ่อที่เจ้าเป็นคนช่วยเก็บรักษาไว้ในห้องลับใต้ดินไม่ใช่หรือ หรือจะให้ข้าตามตัวพ่อบ้านหลี่มาให้การต่อหน้าพระพักตร์ตอนนี้เลยดีล่ะ"
หน้าของหลินเฟยเฟยซีดเผือดลงทันที สีเลือดหายไปจากใบหน้าจนขาวโพลนราวกับกระดาษ นางอ้าปากพะงาบๆ พูดไม่ออก มือที่ประสานกันอยู่สั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
"เจ้า... เจ้าโกหก! เจ้าใส่ร้ายข้า!" หลินเฟยเฟยกรีดร้องออกมาลืมตัว ลืมสิ้นซึ่งกิริยามარยาทของกุลสตรีผู้สูงศักดิ์
"พอได้แล้ว!" สุรเสียงทรงอำนาจตวาดลั่นจนทุกคนต้องเงียบกริบ ฮ่องเต้ทรงหยิบป้ายอาญาประจำตัวขึ้นมา ชูขึ้นสูง "หลินเยว่มีหลักฐานมัดตัวแน่นหนาไร้ข้อกังขา... ส่วนพวกเจ้า... ทหาร! นำตัวคนตระกูลหลินและตระกูลจ้าวทั้งหมดมาปลดจากตำแหน่ง และคุมขังรอการไต่สวนขั้นเด็ดขาด!"
ทหารองครักษ์นับสิบคนก้าวเข้ามาในตำหนักพร้อมอาวุธครบมือ หลินเฟยเฟยกรีดร้องเสียงหลงเมื่อถูกทหารจับกุมตัว นางพยายามดิ้นรนและมองหน้าหลินเยว่ด้วยความแค้นเคืองสุดขีด
"หลินเยว่! แกมันนังปีศาจ! แกจะต้องตายอย่างทรมานที่สุด—!"
เสียงกรีดร้องของหลินเฟยเฟยค่อยๆ เงียบหายไปตามระยะทางที่ถูกลากตัวออกไป หลินเยว่ยังคงยืนนิ่งสงบ นางหันกลับมาโค้งคำนับฮ่องเต้ด้วยท่าทีงดงามไร้ที่ติ ภารกิจแรกสำเร็จลุล่วงด้วยดี รากเหง้าของตระกูลจ้าวและหนอนในตระกูลหลินถูกถอนออกจนหมดสิ้นแล้วในวันนี้
ทว่า ในขณะที่หลินเยว่กำลังจะหมุนตัวเดินออกจากตำหนัก ขันทีหน้าซีดคนเดิมก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามาด้วยความตื่นตระหนกยิ่งกว่าเดิมจนสะดุดชายผ้าตัวเองล้มกลิ้ง
"ฝ่าบาท... ฝ่าบาทไม่ดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ! ด้านนอก... ด้านนอก..." ขันทีละล่ำละลักพูดจนลิ้นพันกัน "คุณชายจ้าวหมิงนำกองกำลังทหารนอกกฎหมายบุกเข้ามาถึงหน้าประตูวังหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ! แถม... แถมเขายังจับตัวองค์ชายสามไว้เป็นตัวประกัน เพื่อบังคับให้ฝ่าบาททรงปล่อยตัวตระกูลจ้าวและยกเลิกราชโองการทั้งหมด!"
ดวงตาของหลินเยว่หรี่แคบลงทันที รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง
*'จ้าวหมิง... เจ้าคิดจะเล่นไม้ตายสุดท้ายที่โง่เง่าที่สุดสินะ'*
ฮ่องเต้ทรงผุดลุกขึ้นด้วยความกริ้วโกรธสุดขีด ขณะที่ม่านประตูตำหนักด้านนอกถูกกระชากเปิดออกด้วยแรงมหาศาล พร้อมกับร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่ก้าวเข้ามาด้วยแววตาบ้าคลั่งและดาบเปื้อนเลือดในมือ!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "หงส์เพลิงหวนคืน: บัญชีแค้นต้องชำระ" มา ณ ที่นี้นะคะ
หงส์เพลิงหวนคืน: บัญชีแค้นต้องชำระ•ตอนที่ 48
ถอนรากถอนโคน
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เพลิงหวนคืน: บัญชีแค้นต้องชำระ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!