"ข้าว่าเจ้าควรเก็บน้ำตาไว้ร้องในคุกหลวงเสียมากกว่านะ, น้องหญิง"
สุ้มเสียงราบเรียบ ทว่าบาดลึกราวกับคมมีดกรีดลงบนเนื้อสดๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในโถงใหญ่ของจวนตระกูลหลิน หลินเยว่ (林月) นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์แดงสลักลายหงส์ มือเรียวบางจรดถ้วยชาอุ่นขึ้นจิบรสชาติขมฝาดอย่างใจเย็น นัยน์ตาดอกท้อคู่นั้นกวาดมองสภาพอันน่าเวทนาเบื้องหน้าด้วยแววตาไร้ซึ่งความปรานี
บนพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ หลินเฟยเฟย (林เฟยเฟย) ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเชิดหน้าชูตาในฐานะคุณหนูใหญ่ผู้เพียบพร้อม บัดนี้กลับทรุดกายลงกองกับพื้น ชุดผ้าไหมปักดิ้นทองราคาแพงยับยี่ยับย่อยจนไม่เหลือเค้าเดิม สองมือที่เคยใช้ประแป้งแต่งหน้าสั่นเทาราวกับคนเป็นไข้ป่า นางเงยหน้าขึ้นจ้องมองพี่สาวต่างมารดาด้วยความเคียดแค้นชิงชังจนเส้นเลือดปูดโปนขมับ
"หลินเยว่! นังสารเลว... เจ้ามันปีศาจ! เจ้าทำลายตระกูลเรา!" หลินเฟยเฟยกรีดร้องออกมาสุดเสียง ใบหน้าที่เคยงดงามบิดเบี้ยวจนเสียทรง น้ำตาน้ำเหลืองไหลปะปนกับคราบเครื่องสำอางจนดูน่าสมเพช "พวกเราเป็นพี่น้องกันนะ! เหตุใดเจ้าต้องทำกันถึงขนาดนี้ด้วย!"
"พี่น้อง?" หลินเยว่ทวนคำนั้นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ทว่าดวงตากลับเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งพันปี นางค่อยๆ วางถ้วยชาลง เสียงกระเบื้องกระทบโต๊ะดัง 'กริ๊ก' คล้ายเสียงเคาะระฆังแห่งความตาย "ตอนที่พวกเจ้าวางแผนมอมยาข้า ส่งตัวข้าให้ชายแก่ตัณหากลับเพื่อแลกกับสัญญาซื้อขายที่ดิน ตอนที่พวกเจ้าใส่ร้ายป้ายสีให้ข้าต้องรับโทษทัณฑ์โบยยี่สิบไม้จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด... พวกเจ้าเคยจำคำว่า 'พี่น้อง' ได้สักนิดหรือไม่?"
จ้าวหมิง (趙銘) อดีตคู่หมั้นหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาผู้ยืนตัวสั่นอยู่ข้างๆ กัดริมฝีปากจนห่อเลือด ชายหนุ่มผู้เคยทะเยอทะยานและเหยียดยามหลินเยว่ว่าไร้ค่า บัดนี้เข่าแทบทรุดเมื่อตระหนักได้ว่าอนาคตขุนนางอนาคตไกลที่ตนวาดฝันไว้ได้มลายหายสิ้นไปในพริบตา เขารวบรวมความกล้าพยายามคลานเข้าไปหาหลินเยว่ หวังจะใช้ไมตรีเก่ามาต่อรอง
"เยว่เอ๋อร์... เยว่เอ๋อร์ที่รัก ข้า... ข้าถูกพวกนางหลอกใช้! ข้ายังรักเจ้าเสมอนะ เจ้าก็รู้ว่าในใจข้ามีเพียงเจ้าคนเดียว!" จ้าวหมิงละล่ำละลักเอ่ย พยายามเอื้อมมือจะไปแตะชายกระโปรงของนาง
*เพี๊ยะ!*
ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะ chạm ถึงเนื้อผ้า ร่างของจ้าวหมิงก็เซถลาไปตามแรงตบอันหนักหน่วง ร่างสูงโปร่งของเฉินอ๋อง (มู่หรงเฟย) ก้าวออกมาจากเงาเสาไม้ตะเคียนใหญ่ในชุดคลุมสีดำปักดิ้นลายมังกรทมิฬ พระเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองไอ้เศษสวะเบื้องล่างด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ราวกับกำลังมองสิ่งปฏิกูลบนพื้นถนน
"ปากเน่าๆ เช่นนี้ เจ้าเอาไว้ใช้พูดจาเพ้อเจ้อกับสุนัขเถอะ, ใต้เท้าจ้าว" เฉินอ๋องเหยียดยิ้มเย็นชา ขณะใช้ผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดเช็ดพระหัตถ์ที่เพิ่งตบหน้าจ้าวหมิงอย่างรวดเร็วราวกับรังเกียจนักหนา "พระชายาของเปิ่นหวาง เป็นคนที่สุนัขตัวไหนจะมาแตะต้องพร่ำเพรื่อก็ได้งั้นหรือ?"
คำว่า 'พระชายา' ทำให้หลินเฟยเฟยและจ้าวหมิงหน้าซีดเผือกยิ่งกว่าเดิม ความจริงที่ว่าหลินเยว่กุมหัวใจและอำนาจของเฉินอ๋องไว้ในมือ คืออาวุธที่เฉียบคมที่สุดที่ใช้ปลิดชีวะและอนาคตของพวกมันให้ดิ่งลงสู่นรกอเวจีทั้งเป็น
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นพร้อมเกราะเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวจากนอกเรือน ข้าราชบริพารในชุดองครักษ์หลวงนับสิบนายก้าวเท้าย่างสามขุมเข้ามาในโถงอย่างพร้อมเพรียง ผู้นำขบวนคือขันทีเฒ่าหน้าขาวผู้ถือม้วนราชโองการสีทองอร่ามในมือ ใบหน้าของเขาไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ทว่าแผ่รังสีแห่งอำนาจเด็ดขาดออกมาจนทุกคนต้องกลั้นหายใจ
"ราชโองการมา—!"
เสียงแหลมสูงกังวานบาดแก้วหู ทำให้ทุกคนในตระกูลหลินที่เหลือรอดต่างต้องรีบหมอบกราบลงกับพื้นโดยพลัน แม้แต่บิดาบังเกิดเกล้าของหลินเยว่ อย่างใต้เท้าหลิน ที่เพิ่งถูกหามตัวออกมาจากห้องพักด้วยอาการป่วยกระ้นกระแอด ก็ยังต้องรีบกลิ้งลงจากเตียงมาหมอบสั่นงกๆ อยู่บนพื้น
หลินเยว่ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม มีเพียงเฉินอ๋องที่ยืนอยู่เคียงข้างนาง ขันทีเฒ่ากราดตามองผู้คนรอบห้อง ก่อนจะคลี่ม้วนกระดาษสีทองออกแล้วประกาศด้วยน้ำเสียงกังวานชัดเจน
"ด้วยพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์ฮ่องเต้! ตระกูลหลินและตระกูลจ้าว สมคบคิดกันทุจริตเงินคลังหลวง ลักลอบค้าอาวุธเถื่อนกับต่างแคว้น และกระทำการเป็นกบฏซ่อนเร้นหลักฐานความผิด! ถือเป็นความผิดมหันต์ ริบทรัพย์สินทั้งหมดเข้าท้องพระคลัง!"
ขันทีเฒ่าหยุดหายใจอึดใจหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยประโยคพิพากษาที่ทำให้คนฟังหัวใจวายตายคาที่
"ให้เนรเทศสมาชิกชายตระกูลหลินและจ้าวทั้งหมดไปใช้แรงงาน ณ เหมืองเกลือแดนประจิมชั่วชีวิต หญิงสาวในตระกูลทั้งหมดถูกส่งตัวเป็นนางโลมชั้นต่ำในค่ายทหารชายแดน ห้ามผู้ใดอภัยโทษเด็ดขาด! จบราชโองการ!"
สิ้นเสียงประกาศ ราวกับฟ้าผ่าลงกลางใจกระบาล หลินเฟยเฟยกรีดร้องโหยหวนออกมาก่อนจะเป็นลมล้มพับไปทันที ขณะที่ใต้เท้าหลินกระอักเลือดออกมาคำโตด้วยความช็อกสุดขีด จ้าวหมิงเข่าทรุด ร่างกายไร้เรี่ยวแรงจนล้มฟุบลงไปนอนร้องไห้คร่ำครวญราวกับคนเสียสติ ความทะเยอทะยาน อำนาจ และเกียรติยศที่เคยไขว่คว้า พังทลายลงมาต่อหน้าต่อตาในเวลาไม่ถึงเค่อ
หลินเยว่ลุกขึ้นยืนช้าๆ นางก้าวเดินเข้าไปใกล้ร่างที่กำลังสั่นเทาของหลินเฟยเฟย ก้มตัวลงกระซิบข้างใบหูของน้องสาวต่างมารดาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าชัดเจนแจ่มแจ้งในความเงียบ
"นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความยุติธรรมที่พวกเจ้าสมควรได้รับ... จำเอาไว้ ว่าความเจ็บปวดที่พวกเจ้ามอบให้ข้าในอดีต ข้าจะทยอยทวงคืนจากพวกเจ้า... ทีละคน จนกว่าจะหมดลมหายใจ"
ดวงตาคู่งามของหลินเยว่ทอประกายวับวับวาวราวกับเปลวเพลิงสีชาดที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งให้เป็นจุล ทว่าในขณะที่นางกำลังจะหันหลังเดินเคียงคู่ไปกับเฉินอ๋องนั้น เสียงฝีเท้าฝีม้ารวดเร็วดังขึ้นจากนอกจวน พร้อมกับเงาร่างขององครักษ์เงาผู้หนึ่งที่พุ่งทะยานเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าเฉินอ๋องด้วยท่าทีตื่นตระหนก ใบหน้าของเขามีเหงื่อกาฬไหลท่วม
"ทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ... ที่ชายแดนทิศเหนือ กองกำลังทหารทมิฬของแคว้นเป่ยโหย่วถูกทำลายราบคาบโดยบุคคลปริศนา แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ... แม่ทัพใหญ่ผู้บัญชาการทัพหน้าของฝ่ายนั้น ที่แท้ก็คือโอรสองค์โตของอดีตไทเฮาผู้ล่วงลับ... ผู้ที่ควรจะสิ้นพระชนม์ไปเมื่อสิบปีก่อน!"
เฉินอ๋องชะงักฝีเท้า พระเนตรคมกริบหรี่แคบลงทันที บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกขึ้นอย่างฉับพลัน
ขณะที่หลินเยว่พลันรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเงาทะมึนนี้... บุคคลผู้ตายไปแล้วเหตุใดจึงฟื้นคืนชีพขึ้นมาที่ชายแดน? และเป้าหมายที่แท้จริงของเขา... คือแคว้น หรือคือพวกนางกันแน่?
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "หงส์เพลิงหวนคืน: บัญชีแค้นต้องชำระ" มา ณ ที่นี้นะคะ
หงส์เพลิงหวนคืน: บัญชีแค้นต้องชำระ•ตอนที่ 49
ราชโองการสายฟ้าแลบ
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เพลิงหวนคืน: บัญชีแค้นต้องชำระ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!