“ท่านพี่! ท่านพี่จริงๆ ด้วย!”
เสียงหวานหยดราวกับน้ำผึ้งอาบยาพิษดังแว่วมาก่อนตัว ร่างบอบบางในอาภรณ์สีชมพูอ่อนของ 'หลินเฟยเฟย' พุ่งเข้ามาหาข้าด้วยท่าทางร้อนรน นางโถมตัวเข้ากอดข้าทั้งที่ดวงตายังคงมีน้ำตาคลอเบ้า มือที่สั่นเทานั้นบีบต้นแขนข้าไว้แน่นราวกับกลัวว่าข้าจะมลายหายไปในอากาศ
ข้าเพียงแค่ยืนนิ่งดุจรูปสลักน้ำแข็ง ปล่อยให้นางแสดงละครฉากใหญ่ต่อหน้าบ่าวไพร่ในจวนที่พากันคุกเข่าหมอบกราบข้าด้วยความตื่นตระหนก สายตาของข้ากวาดมองไปรอบโถงต้อนรับที่ดูสะอาดสะอ้านเกินเหตุ ผิดกับความเป็นจริงที่ว่าข้าเพิ่งผ่านความเป็นความตายมาได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม
“ข้าคิดว่า... ข้าคิดว่าท่านตายไปแล้วเสียอีก” หลินเฟยเฟยสะอึกสะอื้น ซุกหน้าลงกับไหล่ของข้า หากเป็นหลินเยว่คนก่อนคงใจอ่อนและน้ำตาไหลพรากไปกับน้องสาวแสนดีผู้นี้แล้ว ทว่าในยามนี้ ข้ากลับรู้สึกเพียงความขยะแขยงที่แล่นพล่านไปทั่วสันหลัง
ข้าค่อยๆ ยกมือขึ้น ลูบศีรษะนางช้าๆ อย่างอ่อนโยน ผิวสัมผัสของเส้นผมที่จัดแต่งมาอย่างงดงามนั้นช่างต่างจากเส้นผมที่พันกันยุ่งเหยิงของข้าตอนที่ถูกทิ้งให้นอนรอความตายในกองเพลิง “เฟยเฟย... เจ้าดูตกใจจนเสียขวัญเชียวนะ”
ข้าผละตัวออกมาเล็กน้อย จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่พยายามฉายแววโศกเศร้า แต่น่าเสียดาย... ความหวาดระแวงในแววตาของนางนั้นปิดไม่มิดเลยแม้แต่น้อย
“ท่านพี่หายไปไหนมาเจ้าคะ? รู้หรือไม่ว่าท่านพ่อกังวลจนล้มป่วย ส่วนจ้าวหมิง... เขาก็แทบกินไม่ได้นอนไม่หลับที่ตามหาท่านไม่พบ”
ชื่อของ 'จ้าวหมิง' ถูกเอ่ยออกมาอย่างตั้งใจ ข้าเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แสร้งทำเป็นถอนหายใจยาว “ข้าเพียงแต่โชคดีที่รอดมาได้จากการช่วยเหลือของคนใจบุญ ส่วนเรื่องที่เจ้าบอกว่าท่านพ่อกังวลจนล้มป่วย... ช่างน่าประหลาดใจนัก ในขณะที่ข้ากำลังดิ้นรนอยู่ในนรกขุมที่สอง จวนสกุลหลินดูจะจัดการเรื่อง ‘พิธีศพ’ ของข้าไว้รวดเร็วเสียจนข้าเกือบจะไปรายงานตัวต่อยมบาลไม่ทัน”
บรรยากาศในโถงเงียบกริบลงทันตาเห็น รอยยิ้มที่มุมปากของหลินเฟยเฟยกระตุกวูบ แต่นางยังคงประคองสติไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม
“ท่านพี่พูดจาประชดประชันเช่นนี้ หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ? พวกเราต่างก็เชื่อว่าท่านสิ้นใจไปแล้วจริงๆ”
“เชื่อ?” ข้าแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ เดินผ่านร่างนางไปช้าๆ กลิ่นกำยานราคาแพงที่นางใช้ มันคือกลิ่นเดียวกับที่ข้าเคยได้กลิ่นในห้องนอนก่อนที่เปลวเพลิงจะโหมกระหน่ำในคืนนั้น “ความเชื่อของคนเราช่างเปราะบางเสียจริงนะเฟยเฟย โดยเฉพาะกับของดูต่างหน้า... หรือควรเรียกว่า 'หลักฐาน' ดีล่ะ?”
ข้าหยุดเดินแล้วหันกลับไปมองน้องสาวผู้แสนดี “เจ้าจำกำไลหยกมังกรคู่ที่จ้าวหมิงเคยมอบให้ข้าได้หรือไม่? ข้าจำได้ว่าคืนที่เกิดเหตุ ข้าสวมมันไว้ที่ข้อมือ แต่ตอนนี้... ข้ากลับมองเห็นมันสวมอยู่ที่ข้อมือขาวผ่องของเจ้าแทน”
หลินเฟยเฟยชะงัก สีหน้าของนางเปลี่ยนเป็นซีดเผือด นางรีบซ่อนข้อมือไว้ข้างหลังทันที “อ้อ... สิ่งนี้หรือเจ้าคะ? จ้าวหมิงมอบให้ข้าหลังจากที่เขาทราบข่าวว่าท่านพี่เสียชีวิต เขาบอกว่ามันเป็นสิ่งของที่ไม่มีเจ้าของแล้ว... เขาจึงไม่อยากทิ้งให้เป็นขยะ”
“ไม่มีเจ้าของ?” ข้าทวนคำด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแฝงไปด้วยแรงกดดันจนบ่าวไพร่รอบข้างต่างพากันก้มหน้าต่ำลงกว่าเดิม “ของที่เขามอบให้ข้าด้วยคำมั่นสัญญาว่าจะดูแลไปจนแก่เฒ่า บัดนี้กลายเป็นเพียง 'ขยะ' ที่เขาเอามาประเคนให้เจ้าเพียงเพราะข้า ‘สิ้นใจ’ ไปแล้วอย่างนั้นหรือ?”
ข้าก้าวเข้าไปหานางอีกก้าว จ้องลึกเข้าไปในแววตาที่สั่นระริกของนาง “เฟยเฟย น้องรัก... เจ้าจงจำไว้ให้ดีนะ สิ่งของที่ชิงมาด้วยความตายของพี่สาว ต่อให้สวมใส่จนคุ้นชินเพียงใด กลิ่นสาบของความเน่าเฟะก็จะติดตรึงอยู่บนผิวหนังของเจ้าไปชั่วชีวิต”
ในขณะที่หลินเฟยเฟยกำลังอ้าปากจะโต้ตอบ เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากทางเข้าจวน จ้าวหมิงในชุดขุนนางเต็มยศเดินเข้ามาด้วยท่าทางโอ่อ่า แต่เมื่อสายตาของเขาปะทะเข้ากับร่างของข้าที่ยืนตระหง่านอยู่กลางโถง รอยยิ้มจอมปลอมบนใบหน้าของเขาก็แข็งค้างไปทันที
“หลิน... หลินเยว่? เจ้ายังไม่ตาย!”
“ผิดหวังหรือเจ้าคะ... จ้าวหมิง?” ข้าเหยียดยิ้มเย็นชา ผายมือไปทางน้องสาวของข้าที่ตอนนี้ตัวสั่นเทา “ดูเหมือนท่านจะไม่ได้เสียใจกับการตายของข้าเท่ากับที่เฟยเฟยกล่าวอ้างหรอกนะ เพราะเพียงแค่ข้ากลับมา ท่านก็ดูเหมือนจะเตรียม ‘คำแก้ตัว’ ไว้ในใจเสียมากมายเชียวล่ะ”
จ้าวหมิงก้าวเข้ามาใกล้ข้าด้วยท่าทีข่มขู่ แต่ทว่าในชั่วพริบตานั้น เงาดำสายหนึ่งกลับพุ่งเข้ามาคั่นกลางระหว่างข้ากับเขา ร่างสูงโปร่งในชุดสีดำสนิทที่แผ่กลิ่นอายเย็นเยียบและอำนาจมืดมิดที่ไม่อาจต่อต้านได้ปรากฏกายขึ้น
มู่หรงเฟย... เฉินอ๋อง ผู้ที่ไม่มีใครกล้าสบตาด้วยในราชสำนัก เขาคว้าข้อมือข้าไว้เบาๆ ก่อนจะปรายตามองจ้าวหมิงราวกับมองเศษดินเศษโคลน
“นางเป็นแขกของเปิ่นหวาง” เสียงทุ้มต่ำของเขากังวานก้องไปทั่วโถง “และใครก็ตามที่คิดจะแตะต้องนาง... ก็เตรียมตัวรับโทษฐานกบฏต่อราชสำนักได้เลย เพราะนางคือพยานปากเอกเพียงหนึ่งเดียว... ในคดีลอบสังหารที่กำลังจะถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ในวันพรุ่งนี้”
สิ้นคำพูดของเฉินอ๋อง ใบหน้าของจ้าวหมิงและหลินเฟยเฟยเปลี่ยนเป็นสีขาวเผือดไร้สีเลือด ข้าเหลือบมองใบหน้าที่ซีดเซียวของคนทั้งสองพลางยิ้มหยันในใจ นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการชำระแค้นที่ยาวนานและทรมานยิ่งกว่าความตายที่ข้าเคยได้รับ...
และในวินาทีนั้นเอง เสียงกระซิบที่แผ่วเบาดุจเสียงมรณะจากมู่หรงเฟยก็ดังข้างหูข้าเพียงลำพัง “เจ้าจัดการตามแผนของเจ้าเถอะ... ส่วนเรื่องที่พวกมันพยายามสังหารเจ้าในคืนนั้น ข้าได้นำ 'หลักฐาน' ชิ้นสำคัญมาให้เจ้าแล้วในรถม้าด้านนอก... หลักฐานที่จะทำให้ตระกูลหลินไม่เหลือแม้แต่เศษซากให้ฝังดิน”
ข้าหันไปมองเขา แววตาของเฉินอ๋องไม่ได้มีเพียงความสนุกสนาน แต่มันมีความกระหายเลือดที่สะท้อนเงาของข้าอยู่ภายใน... เราสองคนต่างก็เป็นนักล่าที่กำลังจ้องตะครุบเหยื่อตัวเดียวกัน
“คืนนี้... จวนสกุลหลินคงจะร้อนแรงเสียยิ่งกว่าคืนที่เจ้าถูกเผาทั้งเป็นนะ หลินเยว่”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเป็นสักขีพยานในการฟื้นคืนของหงส์เพลิงตัวนี้ไปพร้อมกับหงส์เพลิงหวนคืนนะคะ
หงส์เพลิงหวนคืน: บัญชีแค้นต้องชำระ•ตอนที่ 3
หน้ากากที่พังทลาย
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เพลิงหวนคืน: บัญชีแค้นต้องชำระ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!