ปฐมบทวิถีไร้ลักษณ์: ทลายน้ำแข็งนิรันดร์•ตอนที่ 4

คำพยากรณ์ที่ผิดพลาด

ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
รอยแตกร้าวบนกระจกเงาสวรรค์ไม่ได้เกิดจากแรงกระแทกภายนอก แต่มันร้าวขึ้นมาจาก "ความจริง" ที่บิดเบี้ยวในจิตสำนึกของนางเอง มู่หรงเซวี่ยยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางพายุหิมะโหมกระหน่ำบนยอดเขาหิมะนิรันดร์ ปลายชายผ้าสีขาวบริสุทธิ์ของนางสะบัดพลิ้วตามแรงลมปราณที่แปรปรวน ดุจดังภูตผีแห่งความหนาวเหน็บที่หลงลืมหนทางกลับสู่วัฏสงสาร ทว่าสิ่งพายุที่โหมกระหน่ำอยู่ภายนอกกลับเทียบไม่ได้เลยกับความสั่นคลอนในห้วงสมุทรญาณของนาง ในดวงตาคู่สวยที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี บัดนี้กลับสะท้อนภาพเหตุการณ์เมื่อชั่วยามก่อนซ้ำไปซ้ำมา ดั่งรอยจารึกบนศิลาที่ถูกกาลเวลาเซาะกร่อน “ในที่สุด... ข้าก็หากระบี่เล่มที่คู่ควรแก่การสังหารเจ้าจนพบแล้ว... ฉินเฟยหลง” คำพูดนั้น... น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่มั่นคงดุจภูผา และประกายตาดุดันที่เต็มไปด้วยเจตจำนงแห่งการล้างแค้นของฉินเฟยหลง ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของนางไม่รู้จบ มันไม่ใช่เสียงของชายหนุ่มผู้ไร้ค่าหรือผู้อ่อนแอที่เนตรสวรรค์ของนางเคยทำนายไว้ แต่มันคือเสียงของพญาอินทรีที่สะบัดปีกฉีกกระชากฟ้าดิน มู่หรงเซวี่ยยกมือขึ้นแตะที่กลางหน้าผาก จุดที่เนตรหยั่งรู้ชะตาฟ้าดิน (เนตรสวรรค์เก้าภพ) สถิตอยู่ นางรู้สึกถึงความเจ็บปวดแปลบปลาบราวกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงลงบนเส้นประสาทวิญญาณ ตั้งแต่บรรพกาลมา วิชาเนตรของสำนักเซียนหิมะนิรันดร์ไม่เคยทำนายพลาด ผู้ใดที่นางเคยเห็นจุดจบในนิมิต ผู้นั้นล้วนต้องจบชีวิตลงตามวิถีแห่งเงื่อนงำสวรรค์อย่างไม่บิด แต่วันนี้... กฎเหล็กข้อนั้นกลับพังทลายลงด้วยมือของบุรุษผู้นั้น “เหตุใดกัน...” นางพึมพำกับความว่างเปล่า เสียงของนางถูกกลืนหายไปกับเสียงคำรามของพายุหิมะ ในนิมิตที่นางเคยเพ่งมองนับร้อยนับพันครั้ง ฉินเฟยหลงควรจะเป็นเพียงเศษธุลีที่ถูกกระแสลมแห่งยุทธภพพัดพาให้จมดิ่งลงสู่ความตายอย่างไร้ค่า เป็นเพียงวิญญาณเร่ร่อนที่ไร้ซึ่งกระบี่คู่ใจ และต้องจบชีวิตลงภายใต้คมดาบของพรรคมารโลหิตอย่างไร้ทางสู้ แต่นภาพลังที่นางสัมผัสได้จากตัวเขาในยามนี้—ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ที่แฝงไว้ด้วยจิตวิญญาณอันทะนงองอาจ กลับแผ่พุ่งทะลวงผ่านชั้นฟ้าจนกลุ่มเมฆาต้องแยกตัวออกเป็นสองซีก นั่นไม่ใช่ชะตากรรมของผู้ที่ต้องตายอย่างไร้ค่า แต่มันคือชะตากรรมของผู้ที่จะก้าวขึ้นมาท้าทายกฎเกณฑ์ของสวรรค์! “หรือว่า... สวรรค์กำลังหลอกลวงข้า?” นางกล่าวด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นที่เปี่ยมด้วยความสมเพชตัวเอง รอยยิ้มนั้นงดงามจนน่าสะพรึงกลัว หยาดน้ำตาค้างเติ่งอยู่บนแพขนตางอนก่อนจะกลายเป็นผลึกน้ำแข็งร่วงหล่นลงสู่พื้นหิมะ ตลอดชีวิตของการบำเพ็ญเพียร นางยึดถือคำพยากรณ์เป็นสรณะ นางปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสำนักอย่างเคร่งครัด ตัดขาดจากโลกีย์ และปิดกั้นหัวใจไม่ให้มีความรู้สึกใดๆ เจือปน เพื่อทำหน้าที่เป็น "ผู้เฝ้ามอง" ที่ยุติธรรมตามเจตจำนงของฟ้าดิน แต่นางกลับไม่เคยรู้เลยว่า การเฝ้ามองนั้นทำให้ingนางมองข้าม "หัวใจ" ของมนุษย์ผู้หนึ่งไป... หัวใจที่สามารถแผดเผาข้อจำกัดทั้งปวงเพื่อปกป้องสิ่งที่เขารักได้ ภาพความทรงจำเมื่อครั้งที่ฉินเฟยหลงแบกรับร่างอันไร้ลมหายใจของอาจารย์และเหล่าศิญาพี่แห่งสำนักกระบี่ไร้ชื่อ ย้อนกลับมาในห้วงความคิด แววตาของเขาในวันนั้นไม่ได้เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง แต่มันเต็มไปด้วยประกายไฟแห่งการ "เกิดใหม่" *“หากฟ้าดินไม่เมตตา ข้าจะใช้กระบี่ในมือนี้แหละ... แหวกฟ้าคว้าดินด้วยตนเอง!”* คำพูดนั้นสะท้อนก้องอยู่ในใจของนาง ทำให้มู่หรงเซวี่ยตระหนักถึงความจริงอันโหดร้าย—เนตรสวรรค์ไม่ได้มองไม่เห็นอนาคตของเขา แต่เนตรสวรรค์ "หวาดกลัว" อนาคตที่เขากำลังจะสร้างต่างหาก! วิชาเนตรหยั่งรู้ชะตาฟ้าดินเป็นพลังที่ฝืนลิขิตสวรรค์ แต่มันก็มีความหยิ่งยโสในตัวเอง มันเลือกที่จะทำนายเฉพาะสิ่งที่มัน "เข้าใจ" และปฏิเสธที่จะมองเห็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือกรอบความเข้าใจของมัน ฉินเฟยหลงคือตัวแปรที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ เขาคือก้อนหินที่ทำให้น้ำนิ่งต้องกระเพื่อมไหว และเป็นคมกระบี่เดียวในใต้หล้าที่กล้าประกาศกร้าวท้าทายฟ้าดินอย่างเปิดเผย มู่หรงเซวี่ยหลับตาลง ปราณเซียนรอบกายแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างนับร้อยลี้ นางพยายามจะใช้วิชาเนตรสวรรค์เพ่งมองไปที่ร่างของฉินเฟยหลงอีกครั้ง เพื่อค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเงาอดีตของเขา *พรึบ!* ทันทีที่สติของนางสัมผัสถึงตัวตนของฉินเฟยหลง ภาพนิมิตอันรุนแรงก็พวยพุ่งเข้าใส่สมองของนางราวกับกระแสน้ำป่าที่พังทำนบกั้น! ในนิมิตครั้งใหม่นี้... นางไม่ได้เห็นฉินเฟยหลงนอนตายอย่างไร้ค่าอีกต่อไปแล้ว แต่นางกลับเห็นภาพที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า—ภาพของฉินเฟยหลงที่ยืนอยู่บนซากปรักหักพังของสำนักเซียนหิมะนิรันดร์ ทั่วทั้งร่างอาบย้อมไปด้วยโลหิตสีชาด ในมือถือกระบี่ที่หลอมรวมจากปราณฟ้าดิน และเบื้องหน้าของเขา... คือร่างของนางเองที่กำลังร่วงหล่นลงสู่เหวลึกแห่งความตาย โดยมีดวงตาคู่คมกริบที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและเด็ดเดี่ยวคอยมองดูนางเป็นภาพสุดท้าย! “อึก...!” มู่หรงเซวี่ยกระอักโลหิตคำโตออกมา โลหิตสีแดงสดตัดกับผืนหิมะขาวโพลนจนกลายเป็นภาพที่บาดตา นางทรุดกายลงคุกเข่าข้างหนึ่ง มือทั้งสองข้างจิกแน่นลงบนพื้นหิมะจนเกล็ดน้ำแข็งแหลมคมบาดผิวเนื้อจนเลือดซึม ลมหายใจของนางหอบกระชั้น ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความตกตะลึงและหวาดกลัว นั่นไม่ใช่ความกลัวตาย... แต่เป็นความหวาดกลัวต่อผลลัพธ์ที่ว่า "นาง" จะกลายเป็นอุปสรรคชิ้นสุดท้ายบนเส้นทางวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ของเขา! “นี่คือ... ชะตากรรมที่แท้จริงอย่างนั้นหรือ...” เสียงของนางสั่นเครือ หยาดน้ำตาแห่งความสิ้นหวังไหลรินอาบสองแก้ม น้ำตาของเซียนผู้เย็นชา ที่บัดนี้กลับร้อนระอุราวกับเปลวเพลิงที่แผดเผาหัวใจ หากคำพยากรณ์ครั้งแรกผิดพลาด... แล้วคำพยากรณ์ครั้งนี้เล่า? มันคือความจริงอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือเป็นเพียงภาพลวงตาที่จิตใต้สำนึกของนางสร้างขึ้นมาจากความรู้สึกผิดที่มีต่อเขา? ทว่า ในขณะที่จิตใจของมู่หรงเซวี่ยกำลังแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ อยู่นั้นเอง พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของนางก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พายุหิมะที่โหมกระหน่ำอยู่รอบกายพลันหยุดชะงักลงในพริบตา ราวกับว่ามีพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่บางอย่างกำลังกดทับลงมาจากฟากฟ้าเหนือเก้าชั้นฟ้า *ครืนนน—!* เสียงคำรามต่ำๆ ดังสะท้อนก้องมาจากขอบฟ้าไกลโพ้น ท้องฟ้าที่เคยขาวโพลนด้วยพายุหิมะ บัดนี้กลับถูกย้อมด้วยสีม่วงเข้มอมดำ เมฆหมอกทมิฬม้วนตัวเข้าหากันเป็นรูปเกลียวพายุขนาดยักษ์ ใจกลางของเกลียวพายุนั้น ปรากฏแสงสว่างวาบสีทองคำขาวพวยพุ่งเสียดแทงทะลุชั้นบรรยากาศ มู่หรงเซวี่ยฝืนพยุงกายลุกขึ้นยืน นางกวาดสายตามองไปยังทิศทางของแสงสว่างนั้นด้วยความตกตะลึงระคนสงสัย ปราณวิญญาณทั่วทั้งแคว้นกำลังพวยพุ่งเข้าหาจุดศูนย์กลางจุดนั้นราวกับแม่น้ำร้อยสายไหลหลากลงสู่มหาสมุทร “นั่นมัน... ทัณฑ์สวรรค์... หรือว่า...” นางจำลักษณะของปราณนี้ได้แม่นยำ มันคือปราณวิญญาณแห่งการทะลวงขอบเขตขั้นสูงสุด—ขอบเขตที่แม้แต่ปรมาจารย์แห่งยุคยังต้องสั่นสะทือนเมื่อเผชิญหน้า! และทิศทางที่ปราณนั้นกำลังระเบิดออก... คือทิศทางที่ฉินเฟยหลงกำลังเก็บตัวฝึกตนอยู่! หัวใจของมู่หรงเซวี่ยกระตุกวูบ ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้าใส่จนแทบหายใจไม่ออก นางรู้ดีว่าหากฉินเฟยหลงสามารถทะลวงผ่านขอบเขตนี้ไปได้ เขาก sẽก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ และกลายเป็นตัวตนที่แม้แต่สวรรค์ก็ไม่กล้าควบคุม แต่อีกด้านหนึ่ง... ทัณฑ์สวรรค์ครั้งนี้รุนแรงเกินกว่าที่มนุษย์คนใดจะรับไหว มันคือทัณฑ์ที่จะแหลกสลายทั้งร่างและวิญญาณไม่ให้เหลือแม้แต่เศษธุลี! “ฉินเฟยหลง... เจ้ากำลังคิดจะทำอะไรกันแน่?” นางพึมพำด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวลระคนอาลัย ในวินาทีนั้นเอง ขณะที่นางกำลังจะทะยานร่างออกไปเพื่อดูสถานการณ์ให้แน่ชัด เสียงฝีเท้าอันแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยจิตสังหารอันเยือกเย็น ก็ดังขึ้นจากด้านหลังของนาง ท่ามกลางความเงียบงันของยอดเขาหิมะนิรันดร์ที่ถูกคั่นกลางด้วยเสียงคำรามของฟ้าดิน “เซียนน้อย... ดูท่าทางเจ้ากำลังหลงทางอยู่ในเขาวงกตแห่งโชคชะตาเสียแล้วกระมัง?” น้ำเสียงแหบพร่าแต่น่าสะพรึงกลัวดังขึ้น พร้อมกับกลิ่นอายคาวเลือดที่ลอยคละคลุ้งมาตามสายลม มู่หรงเซวี่ยพลันตื่นตัว ดวงตาคู่สวยหันขวับกลับไปมองด้วยจิตสังหารที่พุ่งพล่าน เบื้องหลังนาง... บนโขดหินน้ำแข็งที่ควรจะว่างเปล่า บัดนี้กลับปรากฏร่างของชายชราในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกปกกปิดด้วยหน้ากากกระดูกอสูร ในมือถือกระบี่โบราณที่สลักลวดลายอักขระมารโลหิต และที่สำคัญที่สุด... ปราณวิญญาณที่แผ่ออกมาจากร่างของเขานั้น อยู่ในระดับที่เหนือกว่าปรมาจารย์ทั่วไปอย่างเทียบไม่ติด! มู่หรงเซวี่ยหรี่ตาลงทันที นางจำกลิ่นอายนี้ได้ มันคือผู้นำอาวุโสแห่งพรรคมารโลหิต ผู้ที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการล่มสลายของสำนักกระบี่ไร้ชื่อเมื่อสิบปีก่อน! “เจ้าเป็นใคร... กล้าดียังไงถึงขึ้นมาเหยียบยอดเขาหิมะนิรันดร์แห่งนี้?” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา ปราณเซียนในร่างเริ่มหมุนวนเตรียมพร้อมระเบิดออก ชายชราหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะของเขาแหบแห้งราวกระดาษทรายเสียดสีกัน “หึๆๆ ข้าเป็นใครไม่สำคัญ... สำคัญอยู่ที่ว่า ตอนนี้ ‘สหาย’ ของเจ้ากำลังจะตายภายใต้ทัณฑ์สวรรค์... และหากเจ้าช้าไปก้าวเดียว ร่างของเขาคงเหลือเพียงเถ้าถ่าน... เจ้ายังอยากจะไปช่วยเขาอยู่หรือไม่... แม่นางเซียน?” คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของมู่หรงเซวี่ย นางสะท้านเฮือก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ ชายชราผู้นี้รู้เรื่องของนางและฉินเฟยหลงได้อย่างไร? และเป้าหมายที่แท้จริงของการปรากฏตัวของมันในตอนนี้คืออะไรกันแน่? ก่อนที่มู่หรงเซวี่ยจะทันได้เอ่ยปากถามสิ่งใด ชายชราก็ยกกระบี่ในมือขึ้นชี้ตรงมาที่นาง แสงสีแดงฉานจากอักขระมารส่องประกายวาววับตัดกับสีขาวของหิมะ พร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่ปรากฏขึ้นใต้หน้ากากกระดูกอสูร “ยินดีต้อนรับสู่บทสุดท้ายของคำพยากรณ์... เพราะวันนี้ ข้าจะส่งพวกเจ้าทั้งสองคน... ไปตายพร้อมกันบนเส้นทางวิถีไร้ลักษณ์นี้!” *เปรี้ยง—!* สายฟ้าสีม่วงเข้มผ่าลงมาจากท้องฟ้า ฟาดตรงเข้าใส่จุดที่ฉินเฟยหลงกำลังเก็บตัวฝึกตน พร้อมกับเงาร่างของบุคคลลึกลับอีกสามคนพุ่งทะยานออกมาจากความมืดปิดล้อมมู่หรงเซวี่ยไว้ทุกด้านในพริบตาเดียว! --- ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้วิถีกระบี่นี้มา ณ ที่นี้นะครับ
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปฐมบทวิถีไร้ลักษณ์: ทลายน้ำแข็งนิรันดร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%