ปฐมบทวิถีไร้ลักษณ์: ทลายน้ำแข็งนิรันดร์•ตอนที่ 3

วิถีดาบที่ยังไม่แกร่งกล้า

ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
หยดน้ำค้างบนผนังถ้ำศิลาทมิฬร่วงหล่นกระทบพื้น ห้วงเวลาในความมืดมิดราวกับถูกแช่แข็งด้วยพลังปราณอันเยียบเย็น ฉินเฟยหลงยังคงรักษาท่าทางสงบนิ่งดั่งขุนเขา แม้ในห้วงสมองจะตระหนักดีว่า เงาอสูรทมิฬที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องนอกกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ ความตายมิใช่สิ่งที่เขายำเกรง หากแต่หนทางแห่งวิถีกระบี่ที่ยังไม่บรรลุนต่างหาก คือพันธนาการที่รั้งให้ดวงวิญญาณนี้ยังต้องฝืนหายใจอยู่บนโลกหล้า นิ้วเรียวยาวที่ทาบอยู่บนด้ามกระบี่สนิมเขرอะค่อยๆ เพิ่มแรงกดลงทีละน้อย ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ภายในตันเถียนหมุนวนดั่งกระแสน้ำวนแห่งห้วงมหรรณพ มันแผ่ซ่านไอความร้อนระอุตัดกับความหนาเหน็บของถ้ำลี้ลับจนเกิดเสียงดัง "จี่..." แผ่วเบา อากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นริ้วคลื่น *“วิถีดาบที่ยังไม่แกร่งกล้า... มิใช่เพราะขาดซึ่งเคล็ดวิชา แต่เป็นเพราะใจยังไม่หลุดพ้นจากเงาอดีต”* เสียงทุ้มต่ำดังก้องขึ้นในความนึกคิด คล้ายเสียงคำรามของอาจารย์ผู้ล่วงลับที่ยังคงก้องกังวานอยู่ในห้วงสำนึก ฉินเฟยหลงหลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้จิตใจดิ่งลึกลงสู่สมาธิขั้นสูง ภาพความล่มสลายของสำนักกระบี่ไร้ชื่อ ภาพโลหิตที่ย้อมผืนแผ่นดินให้กลายเป็นสีชาด ไหลผ่านเข้ามาในห้วงนิมิตอีกครา ทว่าครานี้... เขากลับมิได้รู้สึกโกรธแค้นหรือเจ็บปวดดังเช่นวันวาน หากแต่หัวใจกลับสงบนิ่งราวกระจกเงาที่ไร้ฝุ่นละอองจับ นี่คือการบำเพ็ญเพียรในยามวิกฤต การดึงเอาความตายมาเป็นครู และใช้ความกดดันจากศัตรูภายนอกเป็นเตาหลอมจิตวิญญาณ *โฮกกกก—!* เสียงคำรามสะท้านปฐพีดังทะลุผนังถ้ำเข้ามา แรงสั่นสะเทือนทำให้เศษหินร่วงหล่นลงมาดั่งห่าฝน เงาร่างมหึมาของ ‘หมาป่าอัคคีทมิฬ’ ระดับนภาขั้นที่เจ็ด ปรากฏขึ้นที่ปากถ้ำ ดวงตาสองข้างดั่งโคมเพลิงสีเลือดจ้องมองเข้ามาด้วยความกระหายเลือด มันคืออสูรบรรพกาลที่หลบซ่อนอยู่ในหุบเขานี้ และกลิ่นอายเลือดจากการต่อสู้เมื่อวานได้ชักนำมันมา ฉินเฟยหลงไม่แม้แต่จะหันไปมอง ร่างกายของเขายังคงนั่งขัดสมาธิอย่างมั่นคง ทว่ารัศมีปราณรอบตัวกลับแปรเปลี่ยนเป็นคมดาบอันไร้รูปร่าง ทว่าเฉียบคมจนสามารถกรีดเฉือนมิติให้เกิดรอยแยกสีดำสนิทได้ ณ อีกด้านหนึ่ง ห่างไกลออกไปหลายพันลี้ บนยอดเขาหิมะนิรันดร์ที่ปกคลุมด้วยความหนาวเหน็บจนแม้แต่วิญญาณยังต้องแข็งค้าง ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งเซียนสวรรค์ยืนสง่างามอยู่ริมหน้าผา มู่หรงเซวี่ยทอดสายตาผ่านม่านหมอกหนาทึบไปยังทิศทางที่ฉินเฟยหลงกำลังเผชิญวิบากกรรม ดวงตาสีฟ้าครามคู่สวยฉายแววกังวลลึกล้ำ นิ้วเรียวบางของนางกำปิ่นปักผมหยกในมือแน่นจนข้อต่อขาวซีด นางสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันรุนแรงที่กำลังพุ่งเป้าไปที่ชายหนุ่มผู้เป็นดั่งดวงใจ แม้ความเย็นชาจะปกคลุมร่างกายนางมานับร้อยปี แต่วันนี้... หัวใจดวงนี้กลับร้อนรุ่มดั่งถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิง “เจ้าคนดื้อรั้น... เหตุใดจึงชอบเอาชีวิตไปแขวนไว้บนเส้นด้ายอยู่ร่ำไป” น้ำเสียงหวานใสแต่เย็นเยียบพึมพำกับสายลม ก่อนที่ร่างระหงจะก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว เตรียมทะยานร่างฝ่ามิติไปช่วยเหลือ ทว่าเบื้องหน้าของนางกลับปรากฏอักขระฟ้าดินสีทองอร่ามขวางกั้นไว้ ทัณฑ์สวรรค์กำลังเตือนนางว่า ห้ามมิให้ก้าวก่ายชะตากรรมของผู้อื่น มิฉะนั้นภัยพิบัติจะย้อนกลับมาทำลายล้างยอดเขาหิมะนิรันดร์ “หากเขาต้องดับสูญ... ข้าจะปล่อยให้โลกหล้าแห่งนี้พินาศตามเขาไปเช่นกัน” มู่หรงเซวี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่มั่นคงดั่งเหล็กกล้า นางสะบัดแขนเสื้อครั้งหนึ่ง คลื่นพลังความเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกไปจนทำให้ยอดเขาทั้งลูกสั่นสะเทือน ตัดกลับมาที่ถ้ำลี้ลับ ฉินเฟยหลงลืมตาด่วนขึ้นในเสี้ยววินาทีที่หมาป่าอัคคีทมิฬพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วเหนือเสียง กรงเล็บอันแหลมคมที่อาบด้วยไฟบรรพกาลพุ่งตรงเข้าใส่ศีรษะของเขา หมายจะบดขยี้ให้แหลกเป็นจุลในคราเดียว ในจังหวะนั้นเอง... เวลา1ชั่วลมหายใจราวกับถูกยืดออกเป็นนิรันดร์ ฉินเฟยหลงไม่หลบหนี และไม่ตั้งรับ ร่างกายของเขาพุ่งทะยานขึ้นจากพื้นสวนทางกับกรงเล็บอัคคี มือขวาที่กุมด้ามกระบี่สนิมเขรอะกระชากออกนอกฝักอย่างรวดเร็ว *ฉวบ!* เสียงชักกระบี่หาได้ดังกังวานดั่งเช่นเหล็กกล้าชั้นดี หากแต่เป็นเสียงแหลมสูงราวกับเสียงกรีดร้องของสายลมที่ถูกตัดขาด ปรากฏประกายแสงสีเงินยวดยวงสว่างวาบขึ้นในความมืดมิดของถ้ำ เป็นประกายแสงที่เรียบง่าย ไร้ซึ่งลวดลายอลังการ ไร้ซึ่งกระบวนท่าที่ซับซ้อน ทว่ามันกลับเต็มไปด้วย “เจตจำนง” อันบริสุทธิ์ที่สามารถทลายทุกสรรพสิ่ง คมกระบี่สนิมเขรอะตวัดผ่านลำคอของหมาป่าอัคคีทมิฬอย่างไร้ร่องรอย ร่างมหึมาของอระดับนภาชะงักค้างกลางอากาศ ดวงตาสีเลือดเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ก่อนที่ลำคอของมันจะปรากฏรอยเส้นบางเฉียบ ร่างกายแยกออกเป็นสองส่วนและร่วงหล่นลงกระแทกพื้นถ้ำเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นย้อมผนังถ้ำศิลาจนกลายเป็นสีทมิฬ ฉินเฟยหลงยืนหยัดนิ่งอยู่เบื้องหลังซากอสูร มือขวาถือกระบี่ชี้ลงพื้น ปลายกระบี่หยดหยาดโลหิตสีแดงฉานลงทีละหยด ทว่าลมหายใจของเขากลับสม่ำเสมอ แววตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทระนงมองตรงไปเบื้องหน้า เขาก้าวเท้าเดินออกจากปากถ้ำช้าๆ เพื่อรับแสงแรกแห่งรุ่งอรุณ ทว่าทันทีที่ก้าวพ้นเงาของผนังถ้ำ ร่างกายของเขาก็ต้องชะงักกุน ทั่วทั้งร่างเย็นเฉียบลงในพริบตา เบื้องหน้าของเขา ห่างออกไปเพียงร้อยเมตร บนลานหินโล่งท่ามกลางทะเลหมอก มีร่างของบุรุษชุดดำผู้หนึ่งยืนไขว่ห้างรออยู่ รัศมีการกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวของมันทรงพลังจนทำให้พื้นดินรอบตัวยุบตัวลงเป็นหลุมลึก และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ... บนหน้าผากของบุรุษผู้นั้น มีสัญลักษณ์ “เนตรอสูรเก้าวิญญาณ” ที่สาบสูญไปนับหมื่นปีปรากฏเด่นชัด บุรุษชุดดำค่อยๆ หันกลับมา แย้มยิ้มเหี้ยมเกรียมให้ฉินเฟยหลง พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทำให้อุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงถึงขีดสุด “ในที่สุด... ข้าก็หากระบี่เล่มที่คู่ควรแก่การสังหารเจ้าจนพบแล้ว... ฉินเฟยหลง” ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟัน และเติบโตไปพร้อมกับคมกระบี่เล่มนี้ด้วยกันเสมอนะครับ
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปฐมบทวิถีไร้ลักษณ์: ทลายน้ำแข็งนิรันดร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%