ความตายไม่เคยส่งเสียงเตือนล่วงหน้า มันมักมาพร้อมกับความเงียบงัน... และประกายสีเงินยวงที่กรีดเฉือนความหนาบึ้งของพายุหิมะให้แยกออกเป็นสองเสี่ยง
"เคร้ง!"
ประกายไฟสีชาดแตกซ่านกลางอากาศดั่งดอกไม้เพลิงมรณะ ฉินเฟยหลงไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวของเขายังคงคีบก้านไม้แห้งสำหรับก่อกองไฟไว้อย่างมั่นคง ขณะที่ร่างของเขาเบี่ยงหลบไปด้านข้างเพียงครึ่งชั่วลมหายใจ คมกระบี่เย็นเยียบราวน้ำแข็งหมื่นปีพุ่งวาบผ่านปลายจมูก ทิ้งละอองไอความเย็นที่แช่แข็งเส้นผมบนบ่าของเขาจนกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนในพริบตา
ผู้ที่ลงมือ... รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ไร้ซึ่งความปรานี และเปี่ยมด้วยจิตสังหารอันบริสุทธิ์
ฉินเฟยหลงผ่อนลมหายใจยาวเหยียด ไอสีขาวพวยพุ่งออกจากริมฝีปากที่ปิดสนิท เขายังคงรักษาท่าทีอันสุขุมเยือกเย็น แม้สถานการณ์เบื้องหน้าจะบีบคั้นถึงชีวิต ภายใต้สำนักกระบี่ไร้ชื่อที่ล่มสลาย เขานั้นผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน จนสัญชาตญาณกระบี่ในกายซึมซับเข้าสู่กระดูกดำ
"วิชากระบี่เหมันต์ผันภพ... เป็นผู้ฝึกตนจากยอดเขาหิมะนิรันดร์สินะครับ" ฉินเฟยหลงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีเหลือบมองร่างระหงที่ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางพายุหิมะเบื้องหน้า
นางคือสตรีผู้หนึ่ง... ไม่สิ นางดั่งเทพเซียนผู้ลงมาจากแดนสรวงอันหนาวเหน็บ เส้นผมสีดำสนิทตัดกับชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ที่พลิ้วไหวตามแรงลม ดั่งดอกเหมันต์ที่เบ่งบานกลางพายุหทัย ทว่าแววตาของนางกลับว่างเปล่า เย็นชา และไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ดั่งผืนน้ำแข็งพันปีที่ไม่มีวันละลาย
มู่หรงเซวี่ยกระชับกระบี่ในมือแน่น ปราณวิญญาณรอบกายของนางแผ่พุ่งออกมาราวกับคลื่นพายุที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่งให้แหลกสลาย เนตรหยั่งรู้ชะตาฟ้าดินของนางสะท้อนภาพเงาของฉินเฟยหลงเป็นกลุ่มก้อนไอสีดำทมิฬ—กลุ่มก้อนแห่งหายนะที่คำทำนายโบราณกล่าวไว้ว่า จะเป็นผู้ทำลายล้างความสงบสุขของยุทธภพ
"มารโลหิต... หรือเจ้าสำนักกระบี่มารผู้ซ่อนเร้นกายา" เสียงของมู่หรงเซวี่ยเย็นเยียบยิ่งกว่าสายลมรอบตัว ราวกับเสียงกระซิบจากยมทูต "กระบี่ในมือของเจ้าแปดเปื้อนกลิ่นอายแห่งการฆ่าฟัน ไอทมิฬพวยพุ่งทะยานสู่ฟ้า ป้ายวิญญาณนับพันกรีดร้องอยู่ในจิตวิญญาณของเจ้า... วันนี้ ข้ามู่หรงเซวี่ย จะใช้กระบี่เหมันต์ชำระล้างบาปหนาในตัวเจ้าเสีย"
สิ้นคำพูด ร่างของนางก็หายวับไปจากจุดเดิม ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งเบื้องหน้าฉินเฟยหลงในระยะประชิด คมกระบี่สีฟ้าครามเปล่งประกายอักขระเวทรuне โบราณนับร้อยตัวหมุนวนรอบตัวดาบ ก่อเกิดเป็น 'เขตแดนเหมันต์นิรันดร์' ที่แช่แข็งแม้กระทั่งการไหลเวียนของห้วงเวลา
ฉินเฟยหลงหรี่ตาลงเล็กน้อย หัวใจเต้นช้าลงตามจังหวะวิถีกระบี่ ในยุทธภพนี้ มีเพียงคนตาบอดเท่านั้นที่จะมองว่าเขาคือมารร้าย แต่เขาก็เข้าใจดีว่า สำหรับเซียนผู้ยึดมั่นในกฏเกณฑ์สวรรค์อย่างมู่หรงเซวี่ย ร่องรอยปราณกระบี่ที่หลงเหลือจากการล้างแค้นสำนักของเขา ย่อมถูกตีความว่าเป็น 'ภัยพิบัติ' ที่ต้องกำจัดให้สิ้นซาก
"คุณหนูมู่หรง ท่านเข้าใจผิดแล้ว..." ฉินเฟยหลงเอ่ยเบาๆ ขณะที่ร่างของเขาก้าวถอยหลังครึ่งก้าว
"ไม่ต้องอธิบาย! ดาบพิสูจน์ความจริง วาจาเป็นเพียงสิ่งลวงตา!"
มู่หรงเซวี่ยไม่เปิดโอกาสให้เขาได้เอื้อonอะไรอีก กระบวนท่ากระบี่ชุดที่สอง 'เหมันต์โปรยปราย พันกระบี่ไร้เงา' ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มกำลัง ไอเย็นยะเยือกแปรเปลี่ยนเป็นคมดาบน้ำแข็งนับพันเล่ม พุ่งเข้าใส่ฉินเฟยหลงจากทุกทิศทุกทาง ปิดตายทุกเส้นทางหนีราวกับกรงขังมรณะ
ความกดดันมหาศาลแผ่ซ่านกดทับลงบนบ่าของชายหนุ่ม พื้นดินใต้ฝ่าเท้าปริแตกเป็นเสี่ยงๆ จากแรงกดดันของปราณวิญญาณระดับสูง ทว่าฉินเฟยหลงกลับไม่มีทีท่าว่าจะชักกระบี่ของตนเองออกมาแม้แต่น้อย เขายืนนิ่งสงบดั่งขุนเขาไท่ซาน ท่ามกลางพายุคมดาบที่กำลังจะฉีกร่างของเขาเป็นชิ้นๆ
*รวดเร็ว เด็ดเดี่ยว และงดงามดั่งภาพวาด... แต่น่าเสียดาย ที่ดวงตาทั้งคู่ยังคงถูกบดบังด้วยหมอกควันแห่งอคติ* ฉินเฟยหลงคิดในใจ
ในเสี้ยววินาทีเป็นตายเท่ากันนั้นเอง ฉินเฟยหลงหลับตาลง ปราณกระบี่ไร้ชื่อใน단전 (ตันเถียน - จุดรวมพลังงาน) พลุ่งพล่านระเบิดเสียงคำรามก้องกังวานในหู ร่างกายของเขาแปรสภาพเป็นสายลมไร้ลักษณ์ หลบเลี่ยงคมดาบน้ำแข็งนับพันเล่มได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทุกย่างก้าวสอดคล้องกับธรรมชาติ สอดรับกับจังหวะการตกของเกล็ดหิมะ ราวกับเขาไม่ได้หลบหนี แต่กำลังร่ายรำไปพร้อมกับพายุ
มู่หรงเซวี่ยเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง นางไม่เคยพบผู้ใดที่สามารถหลบหลีกกระบวนท่าสูงสุดของนางได้โดยไม่ต้องชักอาวุธ มิหนำซ้ำ ความรู้สึกประหลาดบางอย่างยังผุดขึ้นในใจของนาง—ความคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ราวกับดวงวิญญาณทั้งสองดวงเคยผูกพันกันข้ามภพชาติ
ก่อนที่นางจะทันได้คิดทบทวน ฉินเฟยหลงได้เคลื่อนกายมาปรากฏตัวอยู่เบื้องหลังของนางอย่างแนบเนียน ปลายนิ้วมือที่อบอุ่นดั่งเตาไฟแตะเบาๆ ที่ข้อศอกขวาของนาง ซึ่งเป็นจุดชีพจรที่ใช้ควบคุมพลังเหมันต์ เพื่อเป็นการเตือนสติ
ไออุ่นจากปลายนิ้วของเขาซึมซ่านผ่านเนื้อผ้า เข้าสู่ผิวหนังและไหลลึกลงสู่กระแสเลือด มู่หรงเซวี่ยสะท้านเฮือก ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ นางหันกลับมาหวังจะตวัดกระบี่สวนกลับด้วยความตกใจ แต่ทว่า...
ฉินเฟยหลงกลับไม่ได้โจมตี เขากลับก้าวถอยหลังเว้นระยะห่างออกไปสามก้าว สีหน้ายังคงสุขุม นัยน์ตาสีดำสนิทมองตรงมาที่นางด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก ทั้งลึกซึ้ง อ่อนโยน และแฝงความระMัดระวัง
"หากข้าต้องการเอาชีวิตท่าน..." ฉินเฟยหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ละมุนดั่งสายลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านยอดเขาหิมะ "เกล็ดหิมะบนบ่าของท่าน คงไม่หลงเหลือให้ละลายลงเช่นนี้หรอกครับ"
มู่หรงเซวี่ยชะงักงัน นางก้มลงมองบ่าของตนเอง พบว่าละอองน้ำแข็งที่เกาะอยู่ถูกพลังปราณอันอบอุ่นและละเอียดอ่อนละลายจนหมดสิ้นโดยที่นางไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ความตื่นตระหนกแล่นริ้วขึ้นในดวงตาคู่สวยที่เคยเย็นชาดั่งน้ำแข็ง
แต่ก่อนที่ความเงียบงันระหว่างคนทั้งสองจะถูกทำลายด้วยคำพูดใด เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวก็ดังขึ้นจากหุบเขาเบื้องล่าง พื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินแยก และสิ่งที่ไม่คาดฝันก็ปรากฏขึ้น—
เงาร่างมหึมาของสัตว์อสูรบรรพกาลโบราณ ที่ปกคลุมด้วยเกล็ดสีดำทมิฬและมีดวงตาสีแดงฉานดั่งโลหิต กำลังพุ่งทะยานขึ้นมาจากขุมนรกเบื้องล่าง พร้อมกับเสียงคำรามที่สั่นสะเทือนฟ้าดิน และเป้าหมายของมัน... ไม่ใช่ใครอื่น แต่มันพุ่งตรงมายังจุดที่พวกเขาทั้งสองยืนอยู่!
มู่หรงเซวี่ยหน้าเปลี่ยนสีทันที "อสูรโลหิตหมื่นปี! มันหลุดจากการผนึกได้อย่างไร?"
ฉินเฟยหลงหรี่ตาลงคมกริบ ความรู้สึกอันตรายระดับวิกฤตแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ทว่าริมฝีปากของเขากลับแย้มยิ้มบางเบาอย่างทระนง ขณะที่มือขวาค่อยๆ เอื้อมไปแตะที่ด้ามกระบี่สนิมเขรอะข้างเอว
ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านพายุหิมะนี้ไปด้วยกันนะครับ - หมื่นกระบี่คืนรัง
ปฐมบทวิถีไร้ลักษณ์: ทลายน้ำแข็งนิรันดร์•ตอนที่ 2
พบพานท่ามกลางหิมะ
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปฐมบทวิถีไร้ลักษณ์: ทลายน้ำแข็งนิรันดร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!