กาแฟแก้วที่สามของวันถูกวางลงบนโต๊ะไม้โอ๊กสีเข้มด้วยแรงที่หนักกว่าปกติเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความประมาท แต่เพราะความหงุดหงิดที่สะสมมาตั้งแต่ช่วงบ่าย
ธันวานั่งมองแบบแปลนสามมิติบนหน้าจอคอมพิวเตอร์พกพาด้วยสายตาเรียบนิ่ง เส้นสายทุกเส้นถูกคำนวณมาอย่างแม่นยำตามหลักเรขาคณิต มุมองศาของแสงและเงาถูกจัดวางให้สอดรับกับการใช้งานจริงอย่างไร้ที่ติ มันคือผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่จ้างเขามาด้วยงบประมาณมหาศาล และเขาก็มั่นใจว่ามันสมบูรณ์แบบจนแทบไม่มีที่ติ
"นายทำตึกหรือทำเมรุเผาศพวะธันวา ทำไมมันดูสงบเงียบจนน่ากลัวแบบนี้"
เสียงทุ้มติดกวนประสาทดังขึ้นพร้อมกับการทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาหนังฝั่งตรงข้าม พีทเพื่อนสนิทและหุ้นส่วนบริษัทสถาปัตยกรรมของเขาถือวิสาสะหยิบเอกสารพรีเซนตงานขึ้นมาพลิกดูด้วยท่าทางสบายๆ
"มันคือความเรียบง่ายร่วมสมัย มินิมอลที่เน้นฟังก์ชันการใช้งาน นายไม่มีทางเข้าใจสุนทรียศาสตร์แบบนี้หรอกพีท" ธันวาตอบเสียงเรียบ สายตายังไม่ละไปจากหน้าจอ
"สุนทรียศาสตร์อะไรของนาย หน้าตาเหมือนตึกสำนักงานเกรดเอที่พร้อมจะไล่คนออกได้ทุกวินาทีมากกว่า คนที่จะมาซื้อบ้านหรูราคาสิบล้านเขาไม่ได้อยากได้ความรู้สึกเหมือนเดินเข้าห้องไอซียูหรอกนะเพื่อน" พีทหัวเราะในลำคอ ก่อนจะโยนเอกสารกลับลงบนโต๊ะ "ว่าแต่... เจ้าของโปรเจกต์เขาจะเข้ามาดูแบบร่างตัวจริงวันนี้ไม่ใช่เหรอวะ เห็นว่ายัยนี่เป็นศิลปินแนวใหม่ที่เรื่องเยอะใช้ได้เลยนะ ระวังตัวไว้เถอะ"
คำเตือนของพีทยังไม่ทันจะจางหายจากอากาศ เสียงเคาะประตูก็กระแทกเข้ามาสามครั้งรัวๆ แบบไม่มีความเกรงใจสถานที่แม้แต่น้อย
ก่อนที่ธันวาจะได้อนุญาต ประตูกระจกฝ้าก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้พิธีรีตอง ร่างบางในชุดเอี๊ยดยีนเซอร์ไพรส์ด้วยรอยเปื้อนสีอะคริลิกสีเหลืองสดและสีน้ำเงินโคบอลต์เดินดุ่มเข้ามาเหมือนเจ้าของบริษัทเสียเอง เรือนผมสีน้ำตาลอ่อนถูกรวบวกไว้ลวกๆ ด้วยดินสอไม้ แต่วันนี้ดวงตากลมโตคู่นั้นไม่ได้มองตรงมาที่เขา มันกลับกวาดมองไปรอบห้องด้วยสายตาที่เหมือนกำลังประเมินว่าควรจะรื้อผนังตรงไหนทิ้งก่อนดี
"สวัสดีค่ะ ทีมงานสถาปนิกผู้... เอ่อ เคร่งขรึมเกินวัย"
เสียงใสเอ่ยทักทายขึ้นทันทีโดยไม่ต้องรอให้ใครเชิญ มินตราก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานของธันวา เธอยื่นแก้วกาแฟกระดาษยับยู่ยี่ในมือวางแปะลงบนเอกสารแบบแปลนราคาแพงของเขาหน้าตาเฉย โดยไม่สนใจเลยว่ากระดาษแผ่นนั้นจะมีคราบกาแฟซึมลงไปหรือไม่
ธันวาขมวดคิ้วมุ่น เขารีบหยิบแก้วกาแฟนั้นออกทันทีด้วยความรวดเร็ว ดวงตาคมกริบตวัดมองผู้หญิงตรงหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ "คุณมินตรา... ที่นี่คือสำนักงานออกแบบ ไม่ใช่สนามเด็กเล่น และโต๊ะนี่ก็ไม่ได้มีไว้สำหรับวางแก้วน้ำเรี่ยราด"
"อุ๊ย ขอโทษทีค่ะ พอดีมือมันว่างเกินไปหน่อยหลังจากเห็นแบบแปลนของคุณ" มินตราลากเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามมานั่งลงเองโดยไม่ได้รับอนุญาต เธอยกมือขึ้นกอดอกแล้วเอนหลังพิงพนักพิงอย่างสบายอารมณ์ "ฉันอุตส่าห์คาดหวังว่าสถาปนิกมือรางวัลที่ใครๆ ก็พูดถึง จะสร้างสรรค์อะไรที่มันทำให้หัวใจฉันเต้นแรงได้มากกว่าการเอาไม้บรรทัดมาขีดเส้นตรงไปมาซะอีก"
ธันวาพ่นลมหายใจทางจมูกเบาๆ เขาประสานมือวางไว้บนโต๊ะแล้วมองตรงไปยังหญิงสาวด้วยแววตาที่พยายามเก็บความระ2เบิดในใจเอาไว้ให้อยู่ในกรอบของความเป็นมืออาชีพ
"สถาปัตยกรรมไม่ใช่เรื่องของหัวใจเต้นแรงครับคุณมินตรา แต่มันคือเรื่องของโครงสร้าง ความปลอดภัย ความคุ้มค่า และการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สิ่งที่คุณเรียกว่าการขีดเส้นตรงด้วยไม้บรรทัด มันคือความแม่นยำที่ผ่านการคำนวณมาแล้วว่าตึกหลังนี้จะไม่พังถล่มลงมาทับหัวผู้อยู่อาศัย"
"แต่บ้านหลังนั้นฉันเป็นคนอยู่! ไม่ใช่ไม้บรรทัดของคุณ!" มินตราโต้กลับทันควัน ดวงตากลมโตวาวโรจน์ขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เธอโน้มตัวไปข้างหน้า มือเรียวบางตบลงบนโต๊ะเบาๆ เพื่อเน้นย้ำคำพูด "คุณกำลังสร้างกรงขังติดแอร์ให้ฉัน ธันวา! ทุกมุมในแบบแปลนนี้มันตะโกนออกมาว่า 'ห้ามขยับ ห้ามทำเลอะ ห้ามหายใจแรงเกินไป' ฉันเป็นศิลปินนะ ฉันต้องการแสงธรรมชาติที่บิดเบี้ยว ต้องการพื้นที่ที่มุมห้องมันเอียงได้ถ้าใจฉันอยากจะมองโลกกลับหัว!"
"โลกจะกลับหัวยังไงก็เรื่องของคุณครับ แต่วิศวกรรมศาสตร์และกฎหมายควบคุมอาคารไม่ได้อนุญาตให้ผนังเอียงสามสิบองศาตามอารมณ์ติสต์แตกของคุณ" ธันวาตอบกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท แต่แฝงไปด้วยความคมคายที่พร้อมจะเชือดเฉือนทุกคำพูดของเธอ "ถ้าคุณอยากได้บ้านที่ผนังเอียงและไม่มีทิศทาง คุณคงต้องไปจ้างคนงานก่อสร้างที่เมาค้างมาสร้างให้แล้วล่ะครับ ไม่ใช่ผม"
บรรยากาศในห้องเงียบลงไปถนัดตา พีที่นั่งมองสถานการณ์อยู่มุมห้องถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขาไม่เคยเห็นใครกล้าพูดจายียวนกวนประสาทใส่เพื่อนสนิทผู้แสนจะเนี๊ยบของเขาได้นานขนาดนี้มาก่อน แถมแม่คุณยังไม่มีทีท่าว่าจะกลัวเกรงเลยแม้แต่น้อย
มินตราแค่นหัวเราะในลำคอ เธอจ้องหน้าธันวานิ่งอยู่หลายวินาที ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบแท็บเล็ตบนโต๊ะของเขาขึ้นมาเปิดโหมดวาดภาพ ปากกาเพนซิลถูกตวัดลงบนหน้าจออย่างรวดเร็วด้วยลายเส้นที่ฉับไวและดุดัน เพียงไม่ถึงนาที เธอก็พลิกหน้าจอให้เขาดู
ภาพร่างสามมิติที่ถูกดัดแปลงจากแบบแปลนเดิม ปรากฏอยู่ตรงหน้า เส้นตรงที่ธันวาเคยภูมิใจถูกหักมุมด้วยส่วนโค้งเว้าที่คาดไม่ถึง ผนังกระจกใสถูกปรับให้เปิดรับแสงในมุมองที่แปลกประหลาด แต่มันกลับทำให้พื้นที่ทึบตันเหล่านั้นดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตาเห็น ราวกับบ้านหลังนั้นกำลังหายใจได้จริงๆ
"เห็นไหมคะ..." น้ำเสียงของมินตราอ่อนลงเล็กน้อย แต่นัยน์ตายังคงมีความท้าทายเปี่ยมล้น "ตึกของคุณมีสมอง มีกระดูก มีกล้ามเนื้อ... แต่มันไม่มีวิญญาณ ธันวา คุณเก่งมากในการทำให้ทุกอย่าง 'ถูกต้อง' แต่คุณโคตรจะสอบตกเลยในการทำให้คนเรา 'มีความสุข' เวลาที่ได้เดินเข้าไปอยู่ข้างในนั้น"
คำพูดประโยคสุดท้ายเหมือนมีเข็มเล่มเล็กๆ พุ่งเข้าปักตรงกลางใจของสถาปนิกหนุ่มอย่างแม่นยำ ธันวานิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบมองภาพบนหน้าจอแท็บเล็ตสลับกับใบดวงหน้าเรียวเล็กที่เชิดขึ้นอย่างถือดี ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างตีรวนขึ้นมาในอก มันไม่ใช่แค่ความโกรธที่ผลงานถูกวิจารณ์ แต่มันคือความจริงบางอย่างที่เขาพยายามซ่อนไว้หลังความสมบูรณ์แบบมาตลอดชีวิต
เขากำมือแน่นใต้โต๊ะ กำลังจะอ้าปากเอ่ยคำพูดที่เจ็บแสบที่สุดเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง
แต่ก่อนที่เสียงทุ้มจะได้หลุดออกจากริมฝีปาก ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเปิดออกอีกครั้งอย่างแรง พร้อมกับเสียงหอบหายใจของเลขาหน้าห้องที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
"คุณธันวาคะ! แย่แล้วค่ะ... เกิดเรื่องใหญ่ที่ไซต์งานก่อสร้างโซน A แล้วค่ะ!"
ธันวาผุดลุกขึ้นยืนทันทีโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณความเป็นมืออาชีพเข้าควบคุมร่างกายนิ่งสนิท เขาลืมเรื่องการปะทะคารมกับศิลปินสาวตรงหน้าไปชั่วขณะ "เกิดอะไรขึ้นที่นั่น?"
"เสาเข็มหลักของโซ... โซนหลักเกิดการทรุดตัวกะทันหันค่ะ! วิศวกรหน้างานบอกว่า... โครงสร้างทั้งหมดกำลังจะพังลงมาถ้าเราไม่รีบตัดสินใจตอนนี้ค่ะ!"
หัวใจของธันวากระตุกวูบ ทฤษฎีความสมบูรณ์แบบที่เขาเชื่อมั่นมาตลอดพังทลายลงในเสี้ยววินาที เขารีบคว้าเสื้อสูทที่พาดอยู่กับพนักเก้าอี้ขึ้นมาสวมด้วยความร้อนรน ก้าวยาวๆ ไปที่ประตูโดยไม่ทันได้ร่ำลาใคร
ทว่า... ก่อนที่มือหนาจะเอื้อมไปเปิดลูกบิดประตู ร่างบางของมินตราก็ก้าวเข้ามาขวางหน้าไว้อย่างรวดเร็ว ดวงตากลมโตคู่นั้นไม่ได้มีแววตื่นตระหนกเหมือนคนอื่นๆ แต่มันกลับฉายประกายความเด็ดเดี่ยวบางอย่างที่ทำให้ธันวาต้องชะงัก
"ฉันจะไปด้วย..." มินตราพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด "เพราะถ้าตึกของคุณกำลังจะพังลงมาจริงๆ ฉันนี่แหละที่จะเป็นคนบอกคุณเองว่า... ระหว่างซากปรักหักพังกับความจริงที่คุณไม่กล้าเผชิญหน้า อะไรมันน่ากลัวกว่ากัน"
*(ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับความหัวรั้นและหัวใจที่กำลังละลายของพ่อหนุ่มสถาปนิกกับยัยสาวคิวบิสต์นี้นะครับ)*
สถาปนิกมาดนิ่งกับคิวบิสต์สาวผู้มองโลกกลับหัว•ตอนที่ 2
ทัศนคติที่พังพินาศในนัดแรก
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกมาดนิ่งกับคิวบิสต์สาวผู้มองโลกกลับหัว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
