กลิ่นอายของฝุ่นผงและคราบหยดน้ำตาเก่าๆ ยังคงลอยอวลอยู่ในความเงียบงัน ทันทีที่ปลายนิ้วหนาของภาคินผลักบานประตูไม้สีขาวของบ้านหลังริมสวนออก กาลเวลาเสมือนหยุดหมุนลงตรงนั้น
บ้านหลังนี้... สถานที่ที่เขาเคยเหยียบย่ำความรู้สึกของรินรดาอย่างไร้ความปรานี สถานที่ที่เคยมีเสียงหัวเราะใสกระจ่างของภรรยาผู้แสนอ่อนหวาน ก่อนที่เขาจะทำลายมันด้วยมือของตัวเองจนแหลکสลายไม่เหลือชิ้นดี
"คุณพ่อครับ... ทำไมบ้านหลังนี้มันเงียบจังเลยล่ะฮะ"
เสียงใสแจ๋วของน้องภีมดังขึ้น ทำลายความเงียบงันที่บีบคั้นหัวใจคนเป็นพ่อจนแทบแหลกเหลว เด็กชายวัยสามขวบกะพริบตาปริบๆ มองไปรอบห้องนั่งเล่นที่ไร้ซึ่งเงาของมารดา ร่างเล็กในชุดเอี๊ยมยีนส์ขาสั้นเดินเตาะแตะเข้าไปใกล้โซฟาตัวยาวที่เคยมีรอยยิ้มของรินรดานั่งถักนิตติ้งรอเขาดึกดื่นทุกค่ำคืน
ภาคินกลืนก้อนสะอื้นที่จุกแน่นอยู่ในลำคอลงไปอย่างยากลำบาก ดวงตาคมกริบที่เคยฉายแววเย่อหยิ่งและเย็นชาบัดนี้กลับแดงก่ำ รอร่นด้วยหยดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดที่สายเกินแก้ เขาก้าวเท้าเข้าไปอุ้มลูกชายขึ้นแนบอก สัมผัสอุ่นร้อนจากร่างเล็กของน้องภีมทำให้เขายิ่งตระหนักว่า... สิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต เขานั่นเองที่เป็นคนผลไสไล่ส่งมันออกไป
"ที่นี่... คือบ้านของเราครับคนเก่ง บ้านที่เคยมีคุณแม่ด้วย"
เสียงของภาคินแหบพร่า ดวงตาคมมองสำรวจไปรอบห้องที่ยังคงถูกจัดวางไว้ในตำแหน่งเดิมราวกับกาลเวลาถูกแช่แข็งไว้ แต่สิ่งที่หายไปคือ "เจ้าของบ้าน" และ "หัวใจ" ของเขา
น้องภีมเอียงคอมองอย่างไม่เข้าใจนัก มือเล็กป้อมยกขึ้นเกล้าผมชี้โด่เด่ของตัวเองก่อนจะชี้ไปยังกรอบรูปสีขาวที่ถูกคว่ำหน้าไว้บนชั้นวางของ "อ้าว... ทำไมรูปคุณแม่ถึงคว่ำอยู่ล่ะฮะ คุณพ่อเคยดุคุณแม่อีกแล้วใช่ไหม คุณแม่ถึงต้องงอนหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่อื่น"
ประโยคไร้เดียงสาของเด็กน้อยเปรียบเสมือนคมมีดกรีดลึกลงกลางใจของภาคิน มือหนาสั่นเทาจนแทบประคองลูกไว้ไม่ไหว ภาพเหตุการณ์ในอดีตย้อนกลับมาทับซ้อน ภาพที่เขารังควาน ถ้อยคำเชือดเฉือนที่พ่นใส่รินรดาอย่างไร้เยื่อใย ภาพที่เธอร้องไห้อ้อนวอนขอความเห็นใจ แต่สิ่งที่เขาตอบแทนคือความเย็นชาและความไร้หัวใจ
"คุณพ่อไม่ได้ตั้งใจ..." ภาคินพึมพำกับตัวเอง เสียงสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ เขาเดินเข้าไปหยิบกรอบรูปนั้นขึ้นมา ปัดฝุ่นที่เกาะอยู่ออกอย่างทะนุถนอม ภาพของรินรดาในวันแต่งงาน รอยยิ้มที่งดงามราวกับดอกไม้แรกแย้มแต่แฝงไว้ด้วยความเศร้าสร้อยในแววตา... เป็นแววตาของผู้หญิงที่รู้ดีว่าเธอกำลังแต่งงานกับหลุมพรางแห่งความเจ็บปวด
"คุณพ่อครับ ผมคิดถึงคุณแม่จังเลย" น้องภีมซบหน้าลงกับไหล่กว้างของภาคิน สูดกลิ่นกายที่คุ้นเคยก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้หัวใจของคนเป็นพ่อร้าวรานถึงขีดสุด "เราพาคุณแม่กลับมาอยู่บ้านเราด้วยกันไม่ได้เหรอฮะ... หรือว่าคุณแม่ไม่รักพวกเราแล้ว"
หยดน้ำตาที่ภาคินพยายามอดกลั้นมาตลอดร่วงเผาะลงบนหลังมือของลูกชาย ความเจ็บปวดจากการถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยจากรินรดาในงานสังคมเมื่อสัปดาห์ก่อนยังคงสดใหม่ เธอยืนเคียงข้างกวินทร์ คู่แข่งทางธุรกิจที่จ้องจะฮุบทุกอย่างของเขา รินรดาในวันนี้ไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนแอที่ยอมให้เขาเหยียบย่ำอีกต่อไป เธอสง่างาม เย็นชา และเด็ดเดี่ยวพอที่จะสزบเขาให้คุกเข่าลงแทบเท้าได้โดยไม่ต้องใช้กำลังแม้แต่น้อย
"คุณแม่รักภีมครับ... แต่เป็นคุณพ่อเองที่ทำร้ายคุณแม่จนท่านเจ็บปวดมากเกินกว่าจะให้อภัย" ภาคินเสียงสั่น เขาพาภีมเดินสำรวจไปทีละห้อง ห้องครัวที่รินรดาก작อาหารให้เขาทุกมื้อทั้งที่เขาไม่เคยแตะต้องมัน ห้องนอนที่เขาปล่อยให้เธอนอนหนาวเหน็บอยู่คนเดียวในคืนที่เขาออกไปดื่มสังสรรค์กับผู้หญิงอื่น
ทุกมุมห้องล้วนมีคราบน้ำตาและร่องรอยของการไถ่บาปที่ไม่มีวันหมดสิ้น
ในขณะที่ภาคินกำลังจมดิ่งอยู่กับความมืดมนในอดีต เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้นจากบริเวณระเบียงด้านนอก... เป็นเสียงรองเท้าส้นสูงที่ก้าวเข้ามาอย่างมั่นคง กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกมะลิที่คุ้นเคยลอยมาแตะจมูก
ภาคินชะงักกึก หัวใจกระตุกวูบ เขาค่อยๆ วางน้องภีมลงกับพื้นช้าๆ ก่อนจะหันขวับไปมองที่ประตูทางเข้า
ร่างบางของหญิงสาวในชุดเดรสยาวสีขาวสะอาดตา ปลายผมยาวสลวยถูกปล่อยเคลียไหล่บาง แววตากลมโตคู่สวยที่เคยฉายแววอ้นวอน บัดนี้กลับเรียบนิ่ง เย็นชา และทรงพลังจนน่าเกรงขาม เธอยืนกอดอกพิงกรอบประตู มองดูอดีตสามีที่กำลังยืนหน้าซีดเผือดอยู่กลางบ้านของเธอ
"พาเด็กคนนี้มาเหยียบซากปรักหักพังที่คุณเป็นคนสร้างขึ้น เพื่อเรียกร้องความสงสารจากเด็กน้อยอย่างนั้นเหรอคะ... คุณภาคิน"
น้ำเสียงหวานใสแต่เฉียบคมราวน้ำแข็งบาดลึกเข้าถึงขั้วหัวใจ รินรดายกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยมองตรงมาที่เขาด้วยความสมเพชเวทนา
ภาคินแทบหยุดหายใจ เขาก้าวขาไม่ออก ราวกับมีโซ่ตรวนแห่งความผิดบาปรัดตรึงข้อเท้าของเขาไว้ แน่นอนว่าเขาอยากโผเข้าหา อยากเอ่ยคำขอโทษนับล้านคำ แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่นั้น... เขากลับรู้ซึ้งทันทีว่า กำแพงที่รินรดาสร้างขึ้นเพื่อกั้นระหว่างเธอกับเขามันสูงชันเกินกว่าที่ผู้ชายบาปหนาอย่างเขาจะปีนป่ายข้ามไปได้
"ริน..." เสียงของเขาแหบแห้งจนแทบไม่เป็นภาษา
แต่ก่อนที่ภาคินจะได้เอ่ยอะไรออกไปมากกว่านั้น ประตูรั้วด้านนอกก็มีเสียงรถสปอร์ตหรูคันเก่งแล่นเข้ามาจอดเทียบท่า พร้อมกับร่างสูงสมส่วนของ "กวินทร์" ที่ก้าวลงมาจากรถอย่างใจเย็น ก่อนจะเดินตรงเข้ามาโอบไหล่บางของรินรดาอย่างสนิทสนมต่อหน้าต่อตาเขา!
"รินครับ ผมบอกแล้วว่าให้รอที่รถ ทำไมถึงรีบเดินเข้ามาคนเดี่ยวล่ะครับ... เดี๋ยวก็เจอพวกสุนัขจรจัดแถวนี้เห่าใส่หรอก" กวินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันพลันส่งสายตาท้าทายมาให้ภาคิน
ดวงตาของภาคินวาวโรจน์ขึ้นด้วยความหึงหวงและโกรธเกรี้ยว เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน มือหนากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้า
ทว่า... สิ่งที่ทำให้ภาคินต้องช็อกจนแทบสิ้นสติและหัวใจหยุดเต้น คือตอนที่รินรดาหันไปยิ้มรับสัมผัสของกวินทร์อย่างอ่อนโยน ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำลายความหวังเฮือกสุดท้ายของเขาลงอย่างราบคาบ
"ขอบคุณนะคะพี่กวินทร์ที่มาส่ง... พอดีฉันแค่แวะมาเก็บ "เอกสารหย่า" และ "ใบฟ้องร้องสิทธิ์เลี้ยงดูบุตรเด็ดขาด" ที่ลืมไว้ในบ้านของ "คนแปลกหน้า" ก็เท่านั้นเองค่ะ"
จากใจ "เมฆหมอกสีชมพู" ค่ะ
พันธะรักพยศรักขีดเส้นตายคุณพ่อจอมบงการ•ตอนที่ 30
ความทรงจำในบ้านเก่า
ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะรักพยศรักขีดเส้นตายคุณพ่อจอมบงการ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!