กลิ่นอายความสุขที่เพิ่งก่อตัวขึ้นราวกับปราสาททรายเปราะบาง ถูกลมพายุลูกใหญ่พัดกระหน่ำจนแทบไม่เหลือชิ้นดี รอยยิ้มสดใสของน้องภีมที่หัวเราะร่าเริงขณะรับไอศกรีมจากมือรินรดา ยังไม่ทันจางหายไปจากความทรงจำ บรรยากาศรอบกายก็พลันหนาแน่นไปด้วยความอึดอัดและคุกกามจนน่าขนลุก
รินรดาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติตั้งแต่เงาร่างสูงใหญ่ของใครบางคนทาบทับลงมาบนโต๊ะอาหารในคาเฟ่กึ่งสวนดอกไม้แห่งนี้ ร่างบางชะงักมือที่กำลังใช้ทิชชูเช็ดปากให้ลูกชาย หัวใจเต้นกระหน่ำด้วยสัญชาตญาณดิบที่เตือนภัย ก่อนที่ดวงตากลมโตจะเงาขึ้นด้วยความตื่นตระหนก เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้ชายที่เธอไม่อยากพบเจอมากที่สุดในวินาทีนี้
“มีความสุขกันเสียจริงนะ... รินรดา”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เคยเคลือบไว้ด้วยความสุภาพ แต่วันนี้กลับแฝงไว้ด้วยความบิดเบี้ยวและดุร้ายดังขึ้น กวินทร์ยืนค้ำหัวโต๊ะของพวกเธออยู่ รอยยิ้มที่ปรากฏบนริมฝีปากของเขาช่างน่าสะพรึงกลัว ดวงตาคมปลาบกวาดมองภาพความอบอุ่นปลอมๆ ระหว่างเธอกับเด็กชายตัวน้อยด้วยความริษยาที่แผดเผาจนแทบคลั่ง
รินรดารีบดึงน้องภีมเข้าสู่อ้อมอก มือเรียวสั่นเทาเล็กน้อยแต่พยายามฝืนบังคับไม่ให้ความอ่อนแอแสดงออกมาต่อหน้าศัตรู เธอกัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ขยับตัวลุกขึ้นยืนบังร่างเล็กของลูกชายไว้มิดชิด
“คุณกวินทร์... ต้องการอะไรคะ ที่นี่ที่สาธารณะ อย่ามาทำอะไรบ้าๆ นะคะ” เธอเอ่ยเสียงแข็ง พยายามควบคุมน้ำสั่นพร่าให้มั่นคงที่สุด
กวินทร์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเย็นยะเยือกจนน่ากลัว เขาก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะมากขึ้นจนรินรดาต้องถอยหลังกรูด แผ่นหลังชนเข้ากับกระจกใสของร้านโดยไม่รู้ตัว สายตาดุดันของกวินทร์ไม่ได้มองแค่รินรดา แต่มันกวาดมองไปที่น้องภีมด้วยความรู้สึกเกลียดชังที่ปิดไม่มิด
“สาธารณะงั้นเหรอ? แล้วไงล่ะ... ในเมื่อเธอทำให้ฉันกลายเป็นตัวตลกในวงสังคม วิ่งวุ่นตามหาเธอแทบพลิกแผ่นดิน แต่เธอกลับมานั่งระรื่นกินไอศกรีมกับเด็กนี่... เด็กที่ควรจะเป็นเครื่องมือของฉัน!”
ประโยคหลังกวินทร์ตวาดลอดไรฟันด้วยความโมโหจัด มือหนาเอื้อมพรวดมาคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนเรียวของรินรดาอย่างแรงจนเธออุทานออกมาด้วยความเจ็บปวด
“โอ๊ย! ปล่อยนะกวินทร์! คุณบ้าไปแล้วหรือไง!” รินรดาพยายามบิดข้อมือหนີสุดกำลัง แรงบีบมหาศาลทำให้กระดูกแทบแหลกสลาย ความเจ็บแปลบวิ่งริ้วขึ้นมาถึงหัวไหล่ แต่นั่นยังไม่น่ากลัวเท่ากับความตื่นตระหนกที่เห็นลูกชายเริ่มปล่อยโฮออกมาด้วยความตกใจกลัว
“ฮือออ... คุณลảngับ! อย่าทำคุณแม่! ฮือออ...” น้องภีมร้องไห้งอแง กอดขาแม่แน่น ใบหน้าเล็กๆ แดงก่ำด้วยความหวาดกลัว
ภาพความหวาดกลัวของเด็กน้อยยิ่งทำให้กวินทร์สติหลุด เขาไม่ได้รู้สึกผิดเลยสักนิด กลับยิ่งหงุดหงิดหนักขึ้นไปอีก มืออีกข้างที่ว่างอยู่ปัดแก้วน้ำบนโต๊ะจนแตกกระจายเสียงดังสนั่น เรียกความสนใจจากแขกคนอื่นๆ ในร้านให้หันมามองด้วยความตกใจ แต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาสอดมือยุ่งเนื่องจากรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวของกวินทร์
“เงียบนะไอ้เด็กเวร!” กวินทร์ตวาดลั่น พลางใช้มือผลักหัวน้องภีมจนเซถลาเกือบกระแทกพื้น
“อย่านะ!” รินรดาแผดเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยวจนสติขาดผึง ความกลัวที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความเดือดดาลสายเลือดความเป็นแม่พุ่งพล่าน เธอยกมือขึ้นตบหน้ากวินทร์สุดแรงเกิด!
*เพี๊ยะ!*
เสียงตบดังสนั่นหวั่นไหว ใบหน้าของกวินทร์หันไปตามแรงเหวี่ยง ความเงียบกริบเข้าปกคลุมชั่วขณะ กวินทร์ค่อยๆ หันกลับมามองเธอ ชายหนุ่มใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้ม รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมผุดขึ้นที่มุมปาก ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธที่ถูกหยามเกียรติ
“กล้ามากนะ... รินรดา กล้าตบฉันเหรอ?” กวินทร์พูดเสียงลอดไรฟัน ก่อนจะงื้อมือหนาขึ้นหมายจะตบสั่งสอนเธอกลับคืนอย่างไม่ไว้หน้า
รินรดากลั้นใจหลับตาปี๋ เตรียมรับความเจ็บปวดที่จะเกิดขึ้น แต่วินาทีที่ความรุนแรงกำลังจะมาถึงตัว แรงกระชากมหาศาลจากด้านหลังก็กระชากตัวกวินทร์ให้ออกห่างจากเธออย่างรุนแรง จนร่างสูงใหญ่เซถลาไปชนกับชั้นวางของตกแตกเสียหาย
“แกทำบ้าอะไรวะ!”
เสียงคำรามต่ำอย่างเกรี้ยวกราดดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงสง่าในชุดสูทสีเข้ม ภาคินยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ดวงตาคมกริบราวกับใบมีดกวาดมองรินรดาและลูกชายที่ตัวสั่นเทา ก่อนจะตวัดกลับมาจ้องหน้ากวินทร์ด้วยความอาฆาตมาดร้ายที่น่ากลัวยิ่งกว่า
จากใจ "เมฆหมอกสีชมพู" ค่ะ
พันธะรักพยศรักขีดเส้นตายคุณพ่อจอมบงการ•ตอนที่ 31
กวินทร์เผยธาตุแท้
ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะรักพยศรักขีดเส้นตายคุณพ่อจอมบงการ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!