กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ลอยอบอวลอยู่ในอากาศไม่ได้ทำให้ลินินรู้สึกสดชื่น แต่มันกลับทำให้เธอนึกถึงกลิ่นคาวเลือดที่เคลือบอยู่ใต้ความหรูหราของคฤหาสน์คีรินทร์
"คุณคิดว่าดอกกุหลาบที่สวยที่สุดในสวนนี้... ควรจะอยู่ในแจกันทองคำ หรือควรถูกเด็ดทิ้งเพราะมันมีหนามที่อาจจะทิ่มแทงมือเจ้าของกันล่ะคะ?"
เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งดังขึ้นจากทางด้านหลัง ลินินไม่จำเป็นต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร คีรินทร์ยืนอยู่ที่นั่น ร่างสูงสง่าในชุดสูทสั่งตัดเนี๊ยบกริบ ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นกำลังจับจ้องมาที่เธอราวกับนักล่าที่จดจ้องเหยื่อในกรงทอง
ลินินวางแก้วไวน์ในมือลงบนโต๊ะหินอ่อน เสียงกระทบกันของแก้วคริสตัลดังกังวานในความเงียบ เธอหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับเขา ดวงตากลมโตของเธอวาวโรจน์ด้วยความท้าทาย
"ถ้าเจ้าของสวนโง่เขลาพอที่จะเด็ดกุหลาบทั้งที่มีหนามโดยไม่ระวังตัว... ก็สมควรแล้วค่ะที่จะต้องถูกหนามนั้นทิ่มแทงจนเลือดซิบ"
คีรินทร์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากหยักลึกยกยิ้มที่มองไม่ออกว่ากำลังเย้ยหยันหรือพึงพอใจ เขาขยับกายก้าวเข้าหาจนระยะห่างระหว่างเขากับเธอน้อยลงจนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากร่างกายเขา ลินินไม่ได้ถอยหนี เธอปักหลักมั่นคง แม้หัวใจจะเต้นรัวเหมือนกลองศึกก็ตาม
"งั้นเรามาดูกันดีไหมว่า ใครจะเป็นฝ่ายเลือดออกก่อนกัน"
ทว่าบทสนทนาอันแสนดุเดือดกลับถูกขัดจังหวะด้วยเสียงฝีเท้าที่ดังกระทบพื้นหินอ่อนอย่างจงใจ ลินินและคีรินทร์หันไปมองพร้อมกัน สตรีร่างระหงในชุดเดรสสีแดงเพลิงเดินตรงเข้ามา ราวกับนางพญาที่ประกาศศักดา
"คีรินทร์คะ... นี่คุณยังมัวเสียเวลากับ 'คนนอก' พวกนี้อยู่อีกหรือคะ?"
ดาริน... บุตรสาวเพียงคนเดียวของนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลที่คีรินทร์กำลังทำสัญญาทางธุรกิจด้วย เธอเดินเข้ามาควงแขนคีรินทร์อย่างถือวิสาสะ สายตาที่มองลินินเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม ราวกับมองมดปลวกที่พยายามปีนป่ายขึ้นมาสู่ยอดไม้
ลินินแค่นยิ้มในใจ เธอไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดกับคำว่า 'คนนอก' แต่เธอกำลังคำนวณหมากในหัว นี่คือสิ่งที่ธันวาเคยเตือนไว้ ศัตรูหัวใจไม่ได้มีแค่คนที่ถือมีดในเงามืด แต่คือคนที่เชิดหน้าชูตาอยู่ในที่สว่างด้วยรอยยิ้มอาบยาพิษ
"ผมไม่ได้เสียเวลา ดาริน" คีรินทร์ตอบเสียงเรียบ แต่เขาก็ไม่ได้ดึงแขนออก "ผมแค่กำลังศึกษาวิธีจัดการกับหนามแหลม"
"ถ้ามันลำบากนัก ทำไมไม่ให้ฉันจัดการแทนล่ะคะ?" ดารินหันไปพูดกับคีรินทร์ด้วยน้ำเสียงออดอ้อน ก่อนจะเบนสายตากลับมาที่ลินิน "ฉันไม่ชอบเห็นอะไรที่มันรกตา... โดยเฉพาะพวกที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าแล้วยังทะเยอทะยานเกินตัว"
บรรยากาศรอบข้างเริ่มหนักอึ้งขึ้น ลินินรู้สึกถึงแรงกดดันจากทั้งสองฝั่ง แต่เธอกลับยืดตัวตรง ใบหน้าสวยหวานฉายความนิ่งเฉยที่น่าเกรงขามกว่าทุกครั้ง
"การจะเรียกใครว่าคนนอกน่ะ มันต้องดูด้วยนะคะว่าที่ตรงนั้นเป็นของใครจริงๆ... หรือเป็นแค่ที่ที่คุณพยายามยึดครองด้วยเงินตรา" ลินินเอ่ยพลางยิ้มเย็น "ความรวยอาจจะซื้อที่ยืนให้คุณได้ดาริน แต่เชื่อเถอะค่ะ... มันซื้อใจคนไม่ได้"
ดารินชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาฉายแวววาวด้วยความโกรธจัดที่ถูกต้อนให้จนมุมในคำพูด เธอหันไปหาคีรินทร์ หวังจะให้เขาจัดการ แต่ทว่าชายหนุ่มกลับนิ่งเงียบ ดวงตาคู่นั้นจับจ้องลินินด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก... มันเป็นความสนอกสนใจที่ลึกซึ้งเกินกว่าคนปกติจะมอบให้ใคร
"พอได้แล้ว" คีรินทร์ตัดบท เสียงของเขาเย็นเยียบจนคนฟังต้องสะท้าน "ลินิน คุณไปเตรียมเอกสารที่ผมสั่งไว้ที่ห้องทำงาน... ส่วนคุณ ดาริน เรามีเรื่องต้องคุยกันเรื่องสัญญา"
ลินินก้มหัวให้เล็กน้อยก่อนจะเดินเลี่ยงออกไป แต่ในวินาทีที่เดินผ่านดาริน เธอก็หยุดชะงักแล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน
"ระวังเถอะค่ะ... การควงแขนมาเฟียที่ใจแข็งยิ่งกว่าหิน บางทีอาจจะทำให้คุณกลายเป็นหินไปเสียเอง"
เมื่อร่างบางเดินหายลับไปในความมืดของโถงทางเดิน คีรินทร์ก็แกะมือดารินออกอย่างเย็นชา เขาเดินตามหลังลินินไปทิ้งให้ดารินยืนกัดฟันกรอดด้วยความแค้นใจ แต่เหตุการณ์ยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ เมื่อลินินเปิดประตูห้องทำงานเข้าไป เธอกลับพบกับความผิดปกติบางอย่าง
แฟ้มเอกสารที่เธอวางไว้บนโต๊ะถูกเปิดทิ้งไว้ กระดาษแผ่นหนึ่งร่วงหล่นลงบนพื้น ลินินก้มลงเก็บ แต่มือของเธอกลับสั่นเทาเมื่อเห็นข้อความที่เขียนด้วยลายมือคุ้นตา... ลายมือของคนที่ควรจะตายไปพร้อมกับครอบครัวของเธอเมื่อสิบปีก่อน
'เกมยังไม่จบ ลินิน... และคนที่เธอไว้ใจที่สุด นั่นแหละคือปีศาจที่แท้จริง'
ลมเย็นวาบปะทะเข้าที่ใบหน้าเมื่อหน้าต่างบานใหญ่ของห้องทำงานถูกลมพัดจนเปิดออก ราวกับมีใครบางคนเพิ่งจากไปไม่กี่วินาทีก่อนหน้านี้ เธอรีบวิ่งไปที่หน้าต่างมองลงไปที่สวนเบื้องล่าง เห็นเพียงเงาร่างของชายคนหนึ่งที่ยืนถือร่มสีดำสนิทท่ามกลางความมืดมิด ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นมาสบตาเธอ แม้จะไกลเกินกว่าจะเห็นใบหน้าชัดเจน แต่รอยยิ้มที่มุมปากของเขาทำให้ลินินแทบสิ้นสติ
คีรินทร์ก้าวเข้ามาในห้องพอดี เขามองตามสายตาของเธอไปที่สวนเบื้องล่าง แต่ทว่า... ตรงนั้นกลับว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่ที่นั่นเลย
"คุณเห็นอะไร ลินิน?" เสียงของเขาดูจริงจังและกดดัน
ลินินหันกลับมามองเขา หัวใจเต้นแรงราวกับจะหลุดออกมาจากอก เธอควรรู้สึกอย่างไรในเมื่อคนที่เธอคิดว่าเป็นศัตรูอาจเป็นมิตร และคนที่อยู่ข้างกายเธอกลับมีความลับซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มที่คาดเดาไม่ได้ เธอตัดสินใจก้าวเข้าไปหาเขา พร้อมกับคำถามที่อาจเปลี่ยนทุกอย่างไปตลอดกาล
"คุณคีรินทร์คะ... ช่วยบอกฉันทีว่า ในบ้านหลังนี้ มีใครบ้างที่ 'ไม่' เคยโกหกฉัน?"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานจนน่าอึดอัด คีรินทร์มองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ ก่อนจะก้าวประชิดตัวจนลมหายใจของเขารดที่ข้างใบหูเธอ
"แม้แต่ตัวผมเอง... ก็ยังโกหกคุณไม่ได้หรอกนะ... เพราะหัวใจของผม มันถูกคุณขโมยไปตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นหน้าคุณแล้ว"
เขาคว้าข้อมือเธอไว้แน่น ก่อนจะลากเธอเข้าไปในความมืดที่อยู่หลังประตูบานปิดสนิทของห้องทำงานที่ไม่มีใครอาจล่วงล้ำเข้ามาได้
กุหลาบอาบแสงจันทร์ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมดำดิ่งไปกับความลึกลับและอารมณ์ที่เชือดเฉือนในตอนนี้ แล้วมาลุ้นกันต่อนะคะว่าลินินจะรับมืออย่างไรเมื่อความลับจากอดีตเริ่มพุ่งเข้าหาตัวในตอนถัดไปค่ะ
กุหลาบราตรีร้อยเล่ห์: รอยเสน่หาแวมไพร์ทมิฬ•ตอนที่ 13
คนนอกที่พยายามแทรกตัว
ผลงานโดย กุหลาบอาบแสงจันทร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กุหลาบอาบแสงจันทร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุหลาบราตรีร้อยเล่ห์: รอยเสน่หาแวมไพร์ทมิฬ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!