“เปิดประตูเถอะคีรินทร์... ของขวัญที่ฉันเตรียมมาให้ในคืนนี้ มันร้อนแรงกว่ากระสุนนัดไหนๆ ที่เธอเพิ่งเสียไปหรอกนะ”
เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความเย้ยหยันของธันวาดังลอดผ่านบานประตูไม้สักหนาหนักเข้ามา ลินินยืนตัวแข็งทื่ออยู่ภายในห้องทำงานส่วนตัวของคีรินทร์ มือของเธอที่กำปืนสั้นแน่นสั่นระริก ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความเคียดแค้นที่พุ่งพล่านจนแทบจะเผาผลาญสติสัมปชัญญะ
คีรินทร์ไม่ได้ตอบโต้ด้วยวาจา เขาก้าวเดินช้าๆ เข้ามาหาลินิน กลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมผสานกับกลิ่นอายความอันตรายที่เขามักแผ่ออกมาทำให้บรรยากาศในห้องดูบีบคั้นขึ้นเป็นเท่าตัว ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวของเขาจ้องมองลินินนิ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปกุมมือของเธอที่ถือปืนไว้แน่น แล้วออกแรงกดเบาๆ ให้ลดปืนลง
“ไม่ต้องเปื้อนมือเพราะมันตอนนี้ ลินิน” เสียงของเขาแหบพร่า หากแต่หนักแน่น “ถ้าเราฆ่ามันที่นี่ ความโกลาหลจะตามมา และนั่นไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ... เราต้องการให้มันสูญเสียทุกอย่างที่มันรัก เหมือนกับที่มันพรากทุกอย่างไปจากเธอ”
ลินินเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา แววตาของเธอสั่นไหวด้วยความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ “คุณคิดว่าแผนการของคุณจะทำให้มันเจ็บปวดได้จริงๆ เหรอคะคีรินทร์? ธันวามันไม่ใช่คนธรรมดา มันเป็นปีศาจที่ไร้หัวใจ”
คีรินทร์กระตุกยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา แต่มันดูโหดร้ายและงดงามในเวลาเดียวกัน “ปีศาจย่อมมีจุดอ่อนเสมอ และจุดอ่อนของมันก็คือความกระหายที่มากเกินไป ลินิน... คืนนี้ฉันจะให้ของขวัญมันเป็นการตอบแทน แต่ของขวัญชิ้นนั้นจะกลายเป็นกับดักที่ไม่มีวันถอนตัวได้”
เขากดปุ่มเปิดประตูไฟฟ้าด้วยรีโมทที่ซ่อนไว้ใต้โต๊ะ บานประตูเลื่อนออกช้าๆ เผยให้เห็นร่างสูงโปร่งของธันวาที่ยืนพิงกรอบประตูด้วยท่าทางสบายอารมณ์ ในมือของเขามีแก้วไวน์แดงที่แกว่งไปมาอย่างใจเย็น แววตาเจ้าเล่ห์ของธันวากวาดมองคนทั้งคู่ด้วยความพึงพอใจราวกับกำลังชมละครฉากสำคัญ
“ดูเหมือนฉันจะมาขัดจังหวะช่วงเวลาหวานชื่นของพวกเธอหรือเปล่านะ?” ธันวาเอ่ยขึ้น ก้าวเท้าเข้ามาในห้องอย่างถือวิสาสะ ลินินก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ แต่คีรินทร์กลับดึงเอวของเธอเข้าหาตัวแน่นขึ้น เป็นการแสดงความเป็นเจ้าของที่ทำให้ธันวาต้องหรี่ตาลง
“มีอะไรก็ว่ามา อย่าทำตัวเป็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญให้นานนักเลย ธันวา” คีรินทร์กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาจนน่าขนลุก เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ เชิญชวนให้ลินินนั่งลงที่ข้างๆ อย่างเปิดเผย
ธันวาวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะไม้ราคาแพง ก่อนจะหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลขึ้นมาโยนลงตรงหน้าคีรินทร์ “ข้อเสนอที่เธอไม่อาจปฏิเสธได้... หรือถ้าจะให้พูดตรงๆ คือเรื่องของหุ้นบริษัทขนส่งทั้งหมดที่เธอพยายามจะฮุบอยู่ ฉันมีข้อมูลที่เปลี่ยนใจคนในบอร์ดบริหารได้ภายในคืนเดียว”
ลินินลอบมองเอกสารในซองนั้น ความฉลาดเฉลียวของเธอทำให้เธอมองออกทันทีว่านี่คือกับดัก แต่คีรินทร์กลับแสร้งทำเป็นสนใจ เขาเปิดซองเอกสารออกมาดูพลางหัวเราะในลำคอ “ข้อเสนอที่น่าสนใจมาก แต่ทำไมฉันต้องร่วมมือกับคนที่พยายามจะหักหลังฉันอยู่ตลอดเวลา?”
“เพราะเราทั้งคู่ต่างก็ต้องการชัยชนะที่เด็ดขาดไงล่ะ” ธันวาโน้มตัวลงมา ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มกระหายเลือด “ลินิน... เธอเองก็น่าจะรู้ดีว่าคีรินทร์ไม่ได้ไร้ที่ติอย่างที่เธอคิด เขาก็แค่ผู้ชายที่เก่งเรื่องปกปิดความโสโครกของตัวเองเท่านั้น”
ลินินขยับตัวเล็กน้อย แววตาที่เคยสั่นไหวเปลี่ยนเป็นความนิ่งสงบดุจผิวน้ำที่ไร้กระแสลม เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม “การจะร่วมมือกับใครสักคน สิ่งสำคัญที่สุดคือความเชื่อใจค่ะธันวา แต่สำหรับคนอย่างคุณ... ฉันว่าเราควรคุยกันเรื่องผลประโยชน์ที่ชัดเจนกว่าการมานั่งใส่ร้ายกันแบบนี้ดีไหมคะ?”
คีรินทร์ชำเลืองมองลินินด้วยความประหลาดใจและชื่นชมในความใจเย็นของเธอ ทั้งคู่เริ่มบรรเลงบทเพลงแห่งการหลอกลวงขึ้นอีกครั้ง โดยมีธันวาเป็นตัวละครที่หลงเชื่อว่าเขากำลังเป็นคนคุมเกม
“งั้นเรามาเริ่มกันที่เรื่องเส้นทางขนส่งสินค้าทางเรือข้ามพรมแดน” คีรินทร์เอ่ยขึ้น พร้อมกับชี้ไปยังแผนที่ที่กางอยู่บนโต๊ะ “ถ้าฉันยกส่วนนี้ให้คุณ คุณต้องรับประกันว่าข่าวเรื่องคดีการฟอกเงินของฉันจะหายไปจากสื่อทั้งหมด”
การเจรจาดำเนินไปอย่างเข้มข้น ลินินทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยที่ดูเหมือนจะโน้มน้าวให้คีรินทร์ยอมจำนน เธอคอยเสนอข้อแลกเปลี่ยนที่ดูเหมือนจะทำให้ธันวาได้เปรียบ แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็แอบส่งสัญญาณลับผ่านแอปพลิเคชันที่ซ่อนอยู่ในนาฬิกาข้อมือไปยังรินรดา ให้เตรียมแผนการ "กวาดล้าง" ขั้นสุดท้ายที่พวกเขาได้วางแผนกันไว้ก่อนหน้านี้
เวลาผ่านไปนานหลายชั่วโมง บรรยากาศภายในห้องเริ่มอบอวลไปด้วยความกดดัน ธันวาเริ่มแสดงอาการประมาทเลินเล่อ เขาดื่มไวน์ไปหลายแก้วและเริ่มพูดจาโอ้อวดถึงความสำเร็จที่กำลังจะมาถึง โดยไม่รู้ตัวเลยว่าสิ่งที่เขาเซ็นรับรองไปในเอกสารฉบับสุดท้ายนั้น คือการยินยอมสารภาพความผิดทั้งหมดของเขาเองที่คีรินทร์แอบบันทึกเสียงและข้อมูลไว้ในรูปแบบของดิจิทัลลายเซ็น
“ตกลงตามนี้นะ” ธันวายิ้มอย่างผู้ชนะ วางปากกาลงบนโต๊ะ “พรุ่งนี้เช้า พวกเราจะเป็นพันธมิตรที่ไม่มีใครโค่นล้มได้”
“นั่นสินะคะ” ลินินยิ้มตอบ เป็นยิ้มที่ลึกลับและเย็นเยียบที่สุดเท่าที่ธันวาเคยเห็น “เพราะคุณจะไม่มีวันได้เห็นตะวันขึ้นในวันพรุ่งนี้หรอกค่ะ”
ทันใดนั้น ไฟในห้องทั้งห้องก็ดับวูบลงเหลือเพียงความมืดมิดที่มองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้ว เสียงกดล็อกประตูนิรภัยดังขึ้นทั่วทั้งห้อง เสียงฝีเท้าของใครบางคนเดินเข้ามาทางประตูหลัง บรรยากาศเงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจที่ถี่กระชั้นของธันวา
“ใคร! ใครอยู่ตรงนั้น!” ธันวาร้องถามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก พยายามควานหาอาวุธข้างกายแต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า
ในวินาทีที่แสงจากจอคอมพิวเตอร์หน้าสุดท้ายสว่างขึ้นเพียงชั่วครู่ เผยให้เห็นชายชุดดำกลุ่มหนึ่งที่รินรดาส่งมา และคีรินทร์ที่ยืนขึ้นพร้อมกับแววตาที่เปลี่ยนไปเป็นความเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง ลินินก้าวออกมาข้างหน้า มือถือเครื่องช็อตไฟฟ้าขนาดเล็กไว้ในมือพร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้ธันวาต้องถอยกรูดไปจนชิดกำแพง
“ของขวัญที่ฉันบอกไงคะธันวา...” ลินินกระซิบเบาๆ ข้างหูเขา “มันไม่ได้อยู่ในซองเอกสาร แต่มันคือจุดจบของคุณที่ฉันกับคีรินทร์ตั้งใจมอบให้เองกับมือ”
ก่อนที่ธันวาจะได้ทันโต้ตอบ ประตูห้องทำงานที่ปิดตายก็ถูกกระชากเปิดออกโดยบุคคลที่ไม่มีใครคาดคิด... คนที่ควรจะตายไปแล้วเมื่อห้าปีก่อน ก้าวเข้ามาพร้อมกับปืนที่เล็งตรงมาที่คีรินทร์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความแค้นอาฆาต!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคืนอันตรายนี้ไปกับลินินและคีรินทร์นะคะ แล้วพบกันในตอนต่อไปค่ะ!
กุหลาบราตรีร้อยเล่ห์: รอยเสน่หาแวมไพร์ทมิฬ•ตอนที่ 37
จุดเปลี่ยนของความสัมพันธ์
ผลงานโดย กุหลาบอาบแสงจันทร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กุหลาบอาบแสงจันทร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุหลาบราตรีร้อยเล่ห์: รอยเสน่หาแวมไพร์ทมิฬ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!