“ถ้าคุณยังเอาแต่จ้องหน้าฉันด้วยสายตาเหมือนอยากจะจับฉันถอดรหัสพันธุศาสตร์แบบนี้ล่ะก็... ฉันจะคิดว่าคุณแอบหลงเสน่ห์อดีตสายลับคนนี้เข้าแล้วจริงๆ นะคะ, คุณรินรดา”
น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงแววเย้าแหย่ดังขึ้น ท่าوَะที่ปาลินขยับตัวเข้ามาชิดขอบโต๊ะทำงานตัวเล็กในเซฟเฮาส์ ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้มพับแขนขึ้นจนเห็นท่อนแขนเรียวสวยเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อกระชับแบบคน
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดวงตาสีเข้มคู่สวยคู่นั้นไม่ได้มีความหวาดกลัวต่อสายตาคมกริบของนักสืบสาวตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย กลับท้าทายและพราวระยับด้วยประกายบางอย่างที่ทำให้หัวใจคนมองกระตุกวูบ
รินรดาชะงักปลายปากกาในมือ แกล้งทำเป็นเลิกคิ้วสูงเพื่อกลบเกลื่อนจังหวะหัวใจที่เต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ ยัยอดีตสายลับนี่นับวันยิ่งอันตรายต่อสุขภาพจิตของเธอเข้าไปทุกที
ปากบอกว่าระแวดระวังตัว แต่การกระทำแต่ละอย่างมันชวนให้คนเข้าใจผิดไปไกลถึงดาวอังคารอยู่เรื่อย
“หลงเสน่ห์เหรอคะ? พูดอะไรเพ้อเจ้อ น่าเกลียดที่สุด” รินรดาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นอย่างท้าทายตามนิสัยเจ้าแม่นักสืบที่ไม่เคยยอมจำนนให้ใคร
“ฉันก็แค่กำลังวิเคราะห์ว่า... ภายใต้ใบหน้าตึงเปรี๊ยะที่ทำฟอร์มเป็นเก๊กขรึมตลอดเวลาเนี่ย แท้จริงแล้วหัวใจของคุณมันเต้นแรงเพราะกลัวความลับรั่วไหล หรือเพราะกำลังคิดอะไรอกุศลกับฉันอยู่กันแน่คะ, คุณปาลิน”
คำถามยอกย้อนที่พุ่งตรงแบบไม่มีกั๊กทำเอาปาลินถึงกับมุมปากกระตุกเล็กน้อย หญิงสาวร่างสูงหรี่ตามองคนตัวเล็กกว่าที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟา
ท่าทางกวนประสาทแต่แฝงความเซ็กซี่โดยไม่รู้ตัวนั่นมันช่างน่าหมั่นไส้เสียจนอยากจะจับมาตีสักทีสองทีให้หายซ่า
“คนอกุศลน่าจะเป็นคุณมากกว่านะคะที่นั่งจ้องฉันตาไม่กระพริบมาสิบนาทีเต็มแล้ว” ปาลินยื่นมือเรียวลงไปบนโต๊ะ ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะเบาๆ เป็นจังหวะ ราวกับกำลังกดดันกลายๆ
“อีกอย่าง... ในฐานะนักสืบเอกชน ฉันว่าคุณควรเอาเวลาไปแกะรอยเซิร์ฟเวอร์สำรองของกานต์ มากกว่ามานั่งวิเคราะห์อัตราการเต้นของหัวใจฉันนะคะ”
“แหม ใครว่าฉันไม่ได้แกะรอยล่ะคะ” รินรดาหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตแพรวพราวขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์ เธอค่อยๆ เอนหลังพิงพนักโซฟาก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมองอีกฝ่ายตรงๆ
“ฉันกำลังแกะรอย ‘เป้าหมายที่ใกล้ที่สุด’ อยู่ต่างหากล่ะคะ... เป้าหมายที่ทั้งดื้อ ทั้งปากแข็ง และที่สำคัญที่สุดคือ น่ารักจนฉันเริ่มไม่อยากออกไปทำคดีอื่นแล้วล่ะค่ะ”
บรรยากาศในห้องแคบๆ พลันเงียบลงไปถนัดตา คำหยอดแบบไม่ทันตั้งตัวทำเอาปาลินถึงกับลมหายใจสะดุดไปชั่ววินาที
ดวงตาสีเข้มที่เคยฉายแววเยือกเย็นมาตลอดเสหลบไปมองทางอื่นอย่างรวดเร็ว ใบหูขาวเนียนขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด แม้เจ้าตัวจะพยายามเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อควบคุมสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติก็ตามที
“...ไร้สาระ” ปาลินพึมพำลอดไรฟัน น้ำเสียงติดจะห้วนขึ้นเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนความรัญจวนใจที่จู่ๆ ก็ตีตื้นขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
“คุณนี่มัน... พูดจาไม่รู้เรื่องเอาเสียเลย รินรดา”
“อุ๊ย หน้าแดงด้วยล่ะค่ะ” รินรดาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างเพรียวบางก้าวเข้ามาประชิดตัวอดีตสายลับอย่างรวดเร็วจนปาลินต้องผถอยหลังไปชนกับชั้นวางหนังสือด้านหลังโดยอัตโนมัติ
ช่องว่างระหว่างคนทั้งคู่แคบลงจนแทบไม่มีอากาศหายใจ กลิ่นกายหอมสะอาดอ่อนๆ ของรินรดาโชยเข้าแตะจมูก ปาลินรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกต้อนจนมุมในสมรภูมิที่ไม่มีทางชนะ
“ถะ... ถอยไปห่างๆ เลยนะ” ปาลินเอ่ยเสียงสั่นเล็กน้อย มือเรียวยกขึ้นดันลาดไหล่บางเอาไว้ แต่กลายเป็นว่าท่าทางนั้นยิ่งทำให้เธอดูเหมือนคนกำลังพยายามปกป้องตัวเองจากความหวั่นไหวเสียมากกว่า
“เรากำลังอยู่ในโหมดงานนะคะ อย่ามาเล่นไม่รู้เวลา”
“ใครเล่นล่ะคะ? ฉันจริงจังจะตายไป” รินรดายื่นใบหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ดวงตากลมโตคู่นั้นพราวระยับด้วยประกายความคลั่งรักที่ซ่อนไว้ไม่มิด
น้ำเสียงนุ่มนวลทุบทำลายกำแพงความเย็นชาของปาลินทีละน้อยอย่างเลือดเย็น
“หรือว่า... คุณกลัวคะ? กลัวว่าตัวเองจะเผลอใจไปกับนักสืบปากเสียคนนี้เข้าจริงๆ”
“ฉันไม่เคยกลัวอะไรทั้งนั้น... โดยเฉพาะเรื่องไร้สาระแบบนี้” ปาลินสวนกลับทันควัน ดวงตาสีเข้มตวัดกลับมาจ้องสบตาตรงๆ เพื่อประกาศศักดาความแข็งกร้าว
แต่ทว่า หัวใจข้างในกลับเต้นรัวระรัวราวกับกลองเพล ความใกล้ชิดระดับนี้มันเกินกว่าที่อดีตสายลับผู้ผ่านสมรภูมิมาโชคโชนจะรับมือไหว
โดยเฉพาะเมื่อริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อของรินรดาอยู่ห่างออกไปเพียงแค่คืบเดียวเท่านั้น
“ถ้าไม่กลัว... งั้นพิสูจน์ให้ฉันดูหน่อยสิคะ”
รินรดากระซิบแผ่วเบา ริมฝีปากหยักสวยคลี่ยิ้มร้ายกาจ ปลายนิ้วเรียวอุ่นจัดเอื้อมไปแตะที่ปลายคางมนของปาลินแผ่วเบา บังคับให้อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นรับสัมผัส
ปาลินหายใจติดขัด สมองขาวโพลนไปหมด แรงต่อต้านที่มีอยู่มลายหายไปสิ้นเมื่อปลายนิ้วนั้นลูบไล้กรอบหน้าเธออย่างทะนุถนอม
นี่มันไม่ใช่การหยอกเล่นแล้ว... รินรดากำลังเล่นเกมรุกที่เธอไม่มีทางหลบหนีพ้น
“ริน...” ปาลินครางชื่ออีกฝ่ายแผ่วเบา ริมฝีปากเผยอออกเล็กน้อยอย่างลืมตัว ดวงตาสีเข้มฉายแวววาวโรจน์ด้วยแรงปรารถนาที่ถูกปลุกเร้าจนยากจะควบคุม
บรรยากาศรอบตัวอัดแน่นไปด้วยความร้อนรุ่มและเคมีที่ดึงดูดเข้าหากันราวกับแม่เหล็กต่างขั้ว
ทว่า ในวินาทีที่ใบหน้าของทั้งคู่กำลังเคลื่อนเข้าหากันอย่างช้าๆ แรงดึงดูดมหาศาลกำลังจะหลอมรวมริมฝีปากของคนทั้งสองเข้าด้วยกัน—
*กริ๊งงงงงงง!*
เสียงสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินจากระบบเซฟเฮาส์ดังสนั่นหวั่นไหว ไฟสีแดงฉานสาดส่องวาบไปทั่วห้องมืดทึบ ขัดจังหวะทุกสิ่งทุกอย่างราวกับจงใจกลั่นแกล้ง
ปาลินสะดุ้งสุดตัว สติสัมปชัญญะทั้งหมดพุ่งกลับมากระแทกหน้าอย่างแรง หญิงสาวรีบผลักรินรดาออกห่างทันที ใบหน้าสวยคมแดงก่ำด้วยความเขินอายและตกใจ
ขณะที่รินรดากัดริมฝีปากด้วยความขัดใจ นัยน์ตาคู่สวยฉายแววหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัดที่มารผจญดันโผล่มาผิดจังหวะเวลาเสียจริง
“เวรเอ๊ย...” รินรดาพึมพำสบถเบาๆ ก่อนจะหันไปมองหน้าจอควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยที่กะพริบถี่รัว
บนหน้าจอมอนิเตอร์ ปรากฏภาพของกลุ่มชายฉกรรจ์ไม่ต่ำกว่าห้าคนในชุดสูทสีดำ กำลังใช้ระเบิดความร้อนเจาะประตูเหล็กชั้นล่างเข้ามาอย่างอุกอาจ และผู้นำกลุ่มนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน...
มันคือลูกน้องคนสนิทของกานต์ที่ตามรอยกลิ่นอายของพวกเธอมาจนเจอ!
ปาลินดึงหน้ากากความเย็นชากลับมาสวมไว้อย่างรวดเร็ว มือเรียวคว้าปืนพกคู่ใจขึ้นมาปลดเซฟอย่างคล่องแคล่ว แววตาดุดันทรงพลังกลับมาเต็มเปี่ยมอีกครั้ง
แต่ก่อนที่เธอจะทันได้ก้าวเท้าออกจากห้อง รินรดาคว้าข้อมือเธอเอาไว้แน่น ดวงตากลมโตมองตรงมาด้วยรอยยิ้มมุมปากที่ยังคงความกวนประสาทไว้ไม่เสื่อมคลาย แม้สถานการณ์ตรงหน้าจะหน้าสิ่วหน้าขวานแค่ไหนก็ตาม
“เคลียร์งานตรงนี้เสร็จ... เรามาต่อเรื่องเมื่อกี้กันให้จบนะคะ, คุณอดีตสายลับ”
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและคลั่งรักไปด้วยกันในตอนนี้นะคะ
เซฟเฮาส์ลับฉบับคนคลั่งรัก•ตอนที่ 20
คนคลั่งรักที่ไม่ยอมรับ
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับฉบับคนคลั่งรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!