เซฟเฮาส์ลับฉบับคนคลั่งรัก•ตอนที่ 7

จังหวะหัวใจที่ไม่รักดี

ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
ปลายกระบอกปืนเย็นเฉียบสีดำสนิทจ่อตรงเข้าที่ขมับของปาลินราวกับต้องการทักทายด้วยความตาย แต่เจ้าของนัยน์ตาสีรัตติกาลกลับไม่มีทีท่าหวาดกลัวแม้แต่น้อย ร่างเพรียวระหงภายใต้เสื้อแจ็คเก็ตหนังยังคงยืนนิ่งสงบ ดั่งพายุร้ายที่สงบนิ่งอยู่ใจกลางความโกลาหล รินรดาแทบหยุดหายใจ หัวใจเจ้ากรรมกระหน่ำรัวจนแทบกระกระสนทะลุกรอบกระดูกซี่โครง สมองที่เคยประมวลผลคดีได้อย่างเฉียบคมในยามนี้กลับขาวโพลนไปหมด ร่างกายขยับเร็วกว่าความคิด สัญชาตญาณนักสืบพุ่งทะยานเข้าขวางกั้นระหว่างปากกระบอกปืนมรณะกับร่างของอดีตสายลับสาวทันที โดยไม่ทันได้เอ่ยทวนคำถามใดๆ จากผู้มาเยือนหน้าเลือดที่กล้าบุกรุกเซฟเฮาส์ลับแห่งนี้ “ถ้าอยากยิงเขา… ต้องผ่านศพฉันไปก่อนค่ะ!” เสียงหวานเอ่ยออกไปอย่างเด็ดเดี่ยว แม้เรียวขาจะสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความตื่นตระหนก แต่แววตากลับแข็งกร้าวไม่ยอมแพ้ รินรดากัดริมฝีปากแน่นเมื่อรู้ตัวว่าคำพูดเมื่อครู่นี้มันช่างน้ำเน่าสิ้นดี แถมยังดูเหมือนละครหลังข่าวที่ไม่เข้ากับสถานการณ์เป็นตายเท่ากันแบบนี้เอาเสียเลย แต่จะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อเสี้ยววินาทีที่เห็นความตายอยู่ตรงหน้า หัวใจเจ้ากรรมกลับสั่งให้เธอเอาตัวเข้าไปปกป้องผู้หญิงปากแข็งคนนี้โดยไม่ต้องไตร่ตรอง แขกไม่ได้รับเชิญหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน เป็นลูกน้องมือขวาของกานต์ที่ตามกลิ่นมาจนเจอ ปืนในมือขยับวนเตรียมลั่นไก “โอ้... นักสืบสาวผู้ผดุงความยุติธรรม น่าประทับใจเสียจริงนะคะ แต่คิดหรือคะว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างคุณจะปกป้องคนทรยศคนนี้ได้” “คนทรยศงั้นเหรอคะ?” รินรดาแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ทั้งที่เหงื่อกาฬไหลซึมเต็มแผ่นหลัง “คนที่หักหลังและขายชาติจริงๆ คือเจ้านายโรคจิตของคุณต่างหากล่ะคะ!” ปาลินที่ยืนอยู่ด้านหลังเอื้อมมือมาแตะเบาๆ ที่ลาดไหล่บาง แรงกดเพียงน้อยนิดนั้นกลับส่งกระแสความอุ่นวาบแล่นพล่านไปทั่วแผ่นหลังของนักสืบสาว รินรดารู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นที่เป่ารดต้นคอแผ่วเบา ก่อนที่น้ำเสียงนุ่มทุ้มแต่นิ่งสนิทจะดังขึ้นเหนือศีรษะ “ถอยไปค่ะ รินรดา…” “ไม่ถอยค่ะ!” รินรดาตวัดเสียงกลับทันควันอย่างดื้อรั้น ดวงตากลมโตตวัดมองค้อนคนข้างหลังด้วยความหงุดหงิด “นี่ไม่ใช่เวลามาเท่ใส่ฉันนะคะ ปาลิน! เรากำลังจะตายอยู่แล้วนะ!” “ฉันบอกให้ถอย…” ปาลินกระซิบชิดริมหูกv เสียงของเธอดุดันขึ้นเล็กน้อย แต่มันแฝงไปด้วยความระอุแปลกประหลาดที่ทำให้หัวใจของรินรดากระตุกวูบ “…เพราะฉันไม่ชอบให้ใครมาตายแทน” ชั่วพริบตานั้นเอง ก่อนที่นิ้วชี้บนไกปืนจะทันได้ออกแรงกด ปาลินก็เคลื่อนไหวร่างกายอย่างรวดเร็วดั่งภูตผี มือเรียวคว้าข้อมือของรินรดากระชากเข้าหาตัวหลบวิถีกระสุน พร้อมกับชักอาวุธพกประจำตัวออกสวนกลับไปอย่างแม่นยำ เสียงปืนดังสนั่นกึกก้องไปทั่วห้องโถงแคบๆ กลิ่นดินปืนคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นฝนจางๆ จากภายนอก ร่างของลูกน้องกานต์ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นในเวลาไม่ถึงสามวินาที ความเงียบงันกลับมาปกคลุมเซฟเฮาส์อีกครั้ง รินรดายังคงแนบชิดติดกับแผ่นอกอุ่นของปาลิน หัวใจของเธอดวงน้อยเต้นระรัวจนแทบจะกระกระสนออกมาข้างนอก ความสับสนตีรวนขึ้นมาในอกจนจุกแน่น ร่างกายสัมผัสได้ถึงไออุ่นและกลิ่นกายเฉพาะตัวของอดีตสายลับสาวที่โอบล้อมเธอไว้ มันไม่ใช่ความรู้สึกปลอดภัยแบบที่ลูกค้ารู้สึกต่อบอดี้การ์ด แต่มันคือความปั่นป่วน รัญจวนใจ และคลั่งไคล้จนน่ากลัว รินรดาเม้มปากแน่น รีบผลักร่างของอีกฝ่ายออกเบาๆ เพื่อรักษาช่องว่างและซ่อนใบหน้าที่เริ่มขึ้นสีแดงจัดไว้ใต้แสงไฟสลัว “E-อแฮ่ม… จัดการได้เร็วนี่คะ อดีตสายลับมือฉกาจ” รินรดาแสร้งทำเป็นกระแอมกระไอมกลบเกลื่อนอาการใจสั่น รัวคำพูดรัวเร็วเพื่อกลบเกลื่อนความพิรุธ “แต่คราวหลังไม่ต้องมาออกคำสั่งนะคะ ฉันไม่ใช่ลูกน้องคุณ” ปาลินเก็บปืนเข้าซองช้าๆ สายตาคมกริบคู่นั้นมองสำรวจสำเนียงและท่าทีเก้ๆ กังๆ ของนักสืบสาว มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มหายยากที่นานๆ ครั้งรินรดาจะมีโอกาสได้เห็น และทุกครั้งที่ได้เห็นมัน... เธอก็มักจะควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจตัวเองไม่ได้เลยสักครั้ง “หน้าแดงนะคะ” ปาลินเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แววตาระยิบระยับราวกับแมวป่าที่กำลังสนุกสนานกับการต้อนเหยื่อให้จนมุม “กลัวตาย... หรือว่าเขินที่ฉันกอดคะ?” “ใครเขินกันคะ! อย่ามาหลงตัวเองหน่อยเลย ปาลิน!” รินรดาแหวใส่เสียงสูง ใบหน้าร้อนผ่าวลามไปถึงใบหู เธอรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาวาววับคู่นั้นที่จ้องมองมาอย่างรู้ทัน “ฉันแค่... ตกใจเสียงปืนต่างหากเล่า!” “ปากแข็งจังนะคะ...” ปาลินก้าวเข้ามาประชิดตัวทีละน้อย กลิ่นอายความเย้ายวนและอันตรายแผ่ซ่านออกมาจากตัวของอดีตสายลับสาวจนรินรดาต้องถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังห้องเย็นเยียบ ปาลินใช้มือข้างหนึ่งยันกำแพงกักตัวเธอไว้ในวงแขน ร่างกายแนบชิดจนแทบไม่มีช่องว่างให้อากาศแทรกผ่าน “แต่หัวใจของคุณ... มันไม่ได้บอกแบบนั้นเลยสักนิด” รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สายตาคมกริบของปาลินที่จ้องมองริมฝีปากของเธอมันช่าง... อันตรายยิ่งกว่ากระสุนปืนนัดเมื่อครู่เสียอีก ความคิดในหัวตีกันยุ่งเหยิง รินรดาพยายามบอกตัวเองให้ผลักอีกฝ่ายออกไป ตั้งกำแพงความเก่งกาจและปากกล้าขึ้นมาใหม่เพื่อปกป้องหัวใจที่กำลังสั่นคลอน แต่ทว่า… ปลายจมูกที่คลอเคลียอยู่ใกล้กันแค่คืบกลับทำให้สติสตางค์ที่สะสมมานานหลุดลอยหายไปอย่างไร้ร่องรอย “ปาลิน... ถอยไปเดี๋ยวนี้เลยนะคะ ไม่อย่างนั้นฉันจะ...” “จะทำไมคะ?” เสียงกระซิบพร่าทุ้มดังชิดริมฝีปาก ปาลินโน้มใบหน้าลงมาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น “ไหนลองบอกฉันหน่อยซิ ว่านักสืบคนเก่งจะทำอะไรฉัน” รินรดาสบตากับนัยน์ตาสีรัตติกาลคู่นั้น ความดื้อรั้นทั้งหมดมลายหายสิ้น เหลือเพียงความโหยหาที่ถูกเก็บซ่อนไว้ลึกสุดใจ มือบางที่ควรจะผลักไส กลับเผลอยกขึ้นไปแตะที่ลาดไหล่ของอีกฝ่ายอย่างไม่รู้ตัว จังหวะหัวใจที่ไม่รักดีเต้นโครมครามจนดังสะท้อนก้องในโสตประสาท เธอกำลังจะพ่ายแพ้... พ่ายแพ้ให้กับความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชาของผู้หญิงอันตรายคนนี้ ทว่า… ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะทาบทับกันเพื่อปลดปล่อยความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในใจ *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างเร่งรีบ ทำลายบรรยากาศสีชมพูระอุจนแตกกระเจิงในพริบตาเดียว! ปาลินชะงัก ชักใบหน้าถอยห่างอย่างรวดเร็ว สัญชาตญาณนักฆ่าตื่นตัวขึ้นอีกครั้ง นัยน์ตาสีรัตติกาลกลับมาเย็นเยียบราวน้ำแข็ง ขณะที่รินรดาสะดุ้งโหย่ง รีบจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เข้าที่ด้วยความตกใจระคนเสียดาย ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะได้ตั้งตัว เสียงบิดลูกบิดประตูก็เริ่มดังขึ้น พร้อมกับบานประตูที่ค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกเผยให้เห็นร่างของบุคคลที่สาม... บุคคลที่ไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่ และไม่ควรมีใครรู้พิกัดของเซฟเฮาส์แห่งนี้เด็ดขาด! ดวงตากลมโตของรินรดาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อเห็นว่าใครคือคนที่ยืนอยู่ตรงธรณีประตูนั้น “นะ... นายกานต์?!” --- *ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุน "กลิ่นลิลลี่สีขาว" เสมอมานะคะ*
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับฉบับคนคลั่งรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%