ความมืดมิดเบื้องล่างไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนการร่วงหล่นลงสู่พื้นดินทั่วไปค่ะ แต่มันเหมือนการถูกกลืนกินลงไปในห้วงเวลาอันเวิ้งว้างที่เต็มไปด้วยเศษ
ซากความทรงจำอันหนצוหนาวและเปียกชื้น ไร้ซึ่งเสียงสะท้อนใดๆ นอกจากเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของตะวันและคินที่ยังคงกุมมือกันแน่นไม่ยอมปล่อย
"แฮ่ก... คิน! นายยังอยู่ใช่ไหมวะ อย่าบอกนะว่าข้างๆ ฉันตอนนี้คือสัมภเวシหิวโซที่ปลอมตัวมา!" ตะวันโวยวายเสียงสั่นเครือ พยายามใช้มืออีกข้างควานสะเปะสะปะท่ามกลางความมืดทึบที่มองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้วของตัวเอง หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอกด้วยความหวาดกลัวที่สะสมมาตั้งแต่ชั้นบน
"ถ้าเป็นสัมภเว시 คงไม่อุ้มเอวคุณแน่นขนาดนี้หรอกมั้งครับคุณนายสายมู" เสียงทุ้มต่ำติดจะกวนประสาทของคินดังขึ้นใกล้เสียจนลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดอยู่ข้างใบหู ความอบอุ่นจากร่างกายของอีกฝ่ายที่แนบชิดเข้ามาช่วยบรรเทาความหนาวเหน็บรอบกายลงไปได้บ้าง แม้ในสถานการณ์วิกฤตแบบนี้ คินก็ยังไม่ทิ้งลายความกะล่อนที่ชอบฉวยโอกาสเอาเปรียบเขาอยู่ดี
ตะวันเม้มปากแน่น ความกลัวก่อนหน้านี้ถูกแทนที่ด้วยความหมั่นไส้ชั่วขณะ เขาอยากจะสะบัดมือออกแล้วหันไปหยิกแขนหนาๆ นั้นสักที, แต่ทว่า... เมื่อปลายนิ้วสัมผัสโดนรอยแผลเป็นจางๆ บนหลังมือของคิน และความรู้สึกเปียกชื้นที่ปลายเสื้อของอีกฝ่าย ความโกรธเคืองเล็กๆ นั้นก็พลันมลายหายไป
คินไม่ได้แค่ตกลงมาเฉยๆ... คินเอาตัวเข้ามารับแรงกระแทกทั้งหมดแทนเขาตอนที่เราดิ่งพสุธาลงมาจากรอยแยกของพื้นตึกนั่นต่างหาก
"เจ็บตรงไหนหรือเปล่า..." ตะวันเปลี่ยนจากเสียงตวาดเป็นเสียงกระซิบเบาหวิว ความแข็งกระด้างที่เคยใช้เกราะกำบังหัวใจตัวเองมาตลอดพังทลายลงอย่างง่ายดายในความมืดมิดนี้
คินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง มีเพียงเสียงถอนหายใจยาวๆ ลอยออกมาจากความมืด ก่อนที่มืออุ่นจัดจะค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาสัมผัสแก้มเนียนของตะวันอย่างแผ่วเบา เป็นสัมผัสที่อ่อนโยนจนน่าใจหาย ไม่มีร่องรอยของความทะล้นหรือความกวนประสาทเหมือนทุกที
"ผมไม่เป็นไรหรอกครับ... แต่ถ้าคุณถามผมด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยขนาดนี้ หัวใจผมอาจจะวายตายก่อนจะได้เจอผีตนไหนซะอีกนะ" คินยังคงหยอด แม้จะสำเนียงจะเจือไปด้วยความเหนื่อยอ่อนก็ตาม
"คนบ้า! เวลาแบบนี้ยังจะเล่นอีก!" ตะวันตีเข้าที่ต้นแขนของคินเบาๆ เป็นการแก้เขิน แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายมองไม่เห็น แต่ใบหน้าที่ร้อนผ่าวในความมืดคงเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดแล้ว
ทันใดนั้นเอง รอบตัวเราก็สว่างวาบขึ้นด้วยแสงสีนวลตาจากดวงไฟดวงเล็กๆ ที่ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ—คุณผีข้างห้องผู้เป็นกามเทพจำเป็นปรากฏกายขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม มือโปร่งแสงข้างหนึ่งถือรีโมตแอร์สมมติ ส่วนอีกข้างทำท่าชูสองนิ้วให้กำลังใจคู่รัก (ที่ยังไม่ยอมรับสถานะ) พร้อมส่งเสียงเชียร์เบาๆ ในลำคอ
*(แหม~ บรรยากาศเป็นใจขนาดนี้แล้ว ทำไมไม่ยอมสารภาพความในใจออกมาสักทีล่ะพ่อคุณ แม่คุณ! ปล่อยให้ลุ้นจนผีในหอจะลงแดงตายรอบสองอยู่แล้วนะ!)* เสียงกระซิบเชิงบ่นของคุณผีลอยมาตามลม แต่มันกลับทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดผ่อนคลายลงอย่างประหลาด
ตะวันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แสงสีนวลจากดวงวิญญาณทำให้เขาเห็นใบหน้าของคินได้ชัดเจนขึ้น แววตาคมคายคู่นั้นไม่ได้มีความสนุกคะนองเหมือนอย่างเคย แต่กลับเต็มไปด้วยความจริงจัง ความลึกซึ้ง และความห่วงใยที่ส่งผ่านออกมาจนตะวันต้องเป็นฝ่ายหลบสายตาเสียเอง
"ตะวัน..." คินเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันนุ่มนวล และจริงจังจนหัวใจของตะวันที่กำลังเต้นปกติ กลับสะดุดกึก
"อะ...อะไรเล่า มองหน้าฉันทำไม หน้ามีรอยเปื้อนหรือไง" ตะวันเสมองไปทางอื่น ปากก็พูดกลบเกลื่อนความประหม่าที่พุ่งสูงขึ้นจนควบคุมไม่ได้
"เปล่าครับ... แค่มองคนที่ผมกลัวที่สุด" คินเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง ก่อนจะยิ้มมุมปากน้อยๆ "ไม่ใช่กลัวผีนะ... แต่กลัวว่าจะไม่มีโอกาสได้บอกความจริงบางอย่างกับคนตรงหน้านี้ต่างหาก"
ตะวันนิ่งอึ้ง หัวใจกระหน่ำรัวยิ่งกว่าตอนโดนผีหลอกเสียอีก เขารู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งใบหน้าและใบหู สมองขาวโพลนจนคิดคำพูดโต้ตอบไม่ออก
"นาย... จะพูดอะไรของนายเนี่ย"
"ผมรู้ว่าคุณกลัว... กลัวการสูญเสีย กลัวการเปิดใจให้ใครสักคน เพราะบาดแผลที่คุณแบกไว้ในอดีต" คินขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนหน้าผากของเราแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ใกล้แค่เอื้อม "แต่จำไว้เสมอนะตะวัน... ไม่ว่าข้างหน้าจะมีภูตผีปีศาจน่ากลัวแค่ไหน หรือโลกใบนี้จะใจร้ายกับคุณยังไง... ผมคนนี้ จะไม่มีวันปล่อยมือจากคุณเด็ดขาด"
คำพูดนั้น... เรียบง่าย แต่มันกลับทะลวงผ่านกำแพงน้ำแข็งที่ตะวันสร้างขึ้นมาปกป้องหัวใจตัวเองไว้นับแรมปี ภาพความทรงจำในอดีตที่เคยถูกปฏิเสธ ความโดดเดี่ยว และความหวาดกลัวที่ฝังรากลึกในใจ ค่อยๆ ถูกชะล้างออกไปด้วยความอบอุ่นจากมือหนาที่กุมมือเขาไว้แน่น
หยาดน้ำใสๆ เอ่อคลอขึ้นมาที่ขอบตาของตะวันโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่เพราะความกลัว... แต่เป็นเพราะความรู้สึกตื้นตันที่เอ่อล้นจนจุกอก เขาไม่เคยคิดเลยว่า ผู้ชายกวนประสาทที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ห้องข้างๆ คนนี้ จะกลายเป็นคนที่มองทะลุปรุโปร่งเข้ามาถึงซอกหลืบที่เจ็บปวดที่สุดในใจของเขาได้
"นาย... รู้ได้ยังไง..." ตะวันถามเสียงสั่นเครือ หยดน้ำตาไหลรินอาบแก้มอย่างห้ามไม่อยู่
"เพราะผมมองแค่คุณคนเดียวมาตลอดตั้งแต่วันแรกที่เจอไงครับ" คินใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือเกลี่ยน้ำตาออกจากแก้มให้ตะวันอย่างแผ่วเบา สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความรักและความทะนุถนอมอย่างที่สุด "ร้องไห้ออกมาให้พอเลยนะ... แล้วหลังจากนี้ ให้ผมเป็นคนดูแลแผลในใจนั้นแทนที่คุณต้องแบกมันไว้คนเดียวนะครับ ตะวัน"
ตะวันเม้มปากแน่น พยายามกลั้นเสียงสะื้น แต่สุดท้ายเขาก็พ่ายแพ้ให้กับความอ่อนโยนนี้ เขาโผเข้าซบหน้าลงกับลาดไหล่กว้างของคิน ปล่อยให้น้ำตาไหลซึมผ่านเสื้อผ้าของอีกฝ่าย พร้อมกับเสียงกระซิบเบาๆ ที่ลอดออกมาจากริมฝีปากที่สั่นเทา
"อื้อ... ห้ามทิ้งฉันนะ... เจ้าคนบ้า..."
คินโอบกอดร่างบางไว้แนบอก มือหนาลูบกลุ่มผมนุ่มอย่างปลอบประโลม รอยยิ้มแห่งความโล่งใจและเปี่ยมสุขปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา ขณะที่คุณผีข้างห้องที่ลอยอยู่ข้างๆ ถึงกับยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาปลอมๆ ด้วยความอินจัดจนตัวลอย
แต่ทว่า... ในวินาทีที่ความอบอุ่นกำลังโอบล้อมหัวใจทั้งสองดวงให้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่ก็ดังขึ้นจากความมืดมิดเบื้องล่าง พร้อมกับเสียงกระซิบเย็นเยียบที่แนบชิดติดใบหูของคิน...
*(เจอตัวแล้ว... เจ้าพวกมนุษย์ผู้บุกรุก...)*
คินเบิกตากว้าง สัญชาตญาณการป้องกันตัวพุ่งพล่าน เขาผลักตะวันไปไว้ด้านหลังทันที พร้อมกับที่เงาดำมหึมาสายหนึ่งพุ่งวาบออกจากความมืดเข้าประชิดตัวพวกเขาในเสี้ยววินาที!
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับความรักของน้องตะวันและพี่คินนะคะ น감ปากกา "เสียงกระซิบยามดึก"
ห้องเช่าข้างๆ ดันมีผีเป็นแฟนคลับ•ตอนที่ 31
บาดแผลแห่งหัวใจ
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ห้องเช่าข้างๆ ดันมีผีเป็นแฟนคลับ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!