เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ดังขึ้นเป็นรอบที่สิบของคืนนี้ นัยน์ตาเรียวรีของตะวันจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือในมือด้วยความรู้สึกเหมือนคนกำลังยืนอยู่บนปากเหวลึก แสงสีฟ้าจากหน้าจอสะท้อนเข้ากับใบหน้าที่เริ่มแดงก่ำจนลามไปถึงใบหู นิ้วเรียวที่สั่นเทานิดๆ กำลังรัวพิมพ์ข้อความยาวเหยียดลงในแชทส่วนตัว—ไม่ใช่แชทของใครที่ไหน แต่เป็นแชทของไอ้คุณวิศวะหน้ามึนห้องริมสุดทางเดินที่นอนอยู่เตียงฝั่งตรงข้าม
*“นี่... คิน คือว่านะ ถึงแกจะชอบกวนประสาทแล้วก็ชอบแกล้งฉันให้กลัวผีจนหัวหดอยู่เรื่อย แต่ว่า... เวลาที่ฉันกลัวแล้วมีแกอยู่ใกล้ๆ มันไม่ได้มีแค่ความกลัวหรอกนะเว้ย มันมีความรู้สึกอื่นปะปนอยู่ด้วย... แบบว่า... เอ้อ! เลิกทำตัวน่ารักใส่สักทีจะได้ไหมวะ หัวใจฉันมันจะวายตายอยู่แล้วเนี่ย! ตกลงเราเป็นอะไรกันแน่วะคิน ถ้าไม่ได้เป็นแฟนกันแล้วทำไมต้องมาทำดีด้วยขนาดนี้วะ ห้ะ!”*
ตะวันกัดริมฝีปากจนห่อเลือด หัวใจเต้นโครมครามราวกับมีวงกลองรัวอยู่ในอก ความลังเลพุ่งสูงถึงขีดสุดเมื่อสมองส่วนหนึ่งสั่งว่า *“ลบเถอะ แกกำลังเสียฟอร์มนะตะวัน!”* แต่นิ้วเจ้ากรรมกลับซซื่อตรงกับหัวใจเกินไป พรวดพราดกดปุ่มสีเขียวรูปจรวดส่งข้อความยาวเหยียดนั้นออกไปอย่างไร้ความปรานี
ทันทีที่หน้าจอแสดงสถานะว่า **"ส่งแล้ว"** โลกทั้งใบของตะวันก็เหมือนหยุดหมุน
*ิบหายแล้ว!*
สมองตื่นตัวเต็มที่ ร่างกายขยับเร็วกว่าความคิด ตะวันพยายามใช้นิ้วกดค้างที่ข้อความนั้นเพื่อเลือกเมนู "ยกเลิกข้อความสำหรับทุกคน" แต่ทว่า... จังหวะนรกมักมาเยือนเสมอเมื่อมนุษย์ลนลาน ปลายนิ้วเจ้ากรรมดันกดพลาดไปโดนปุ่ม "ลบเฉพาะฉัน" แทน!
ข้อความสารภาพรักสุดกร่างแต่เจือความพะว้าพะวังนั้นยังคงเด่น hla อยู่บนหน้าจอของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน ไร้ทางหนี ไร้ทางแก้ตัว!
"ชิบ... ชิบหายแล้วไอ้ตะวัน มึงตายแน่ๆ มึงเอาสมองส่วนไหนคิดวะเนี่ย!" ตะวันสบถพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางยกมือขึ้นทาบอก ขาเรียวก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติจนสะดุดเข้ากับมุมโต๊ะญี่ปุ่น เสียงดัง *ตึ้บ!* จนเกือบจะล้มคว่ำ แต่เจ้าตัวกลับไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด เพราะความตกใจกลัวว่าคนฝั่งตรงข้ามจะตื่นขึ้นมาอ่านมันเข้าให้แล้ว
และราวกับความซวยมีหู ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนข้อความแชทจากโทรศัพท์ของเตียงฝั่งตรงข้ามก็ดังขึ้น...
*ติ๊ง!*
เสียงนั้นสั้นแค่นิดเดียว แต่กลับบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของตะวันจนต้องสะดุ้งสุดตัว ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความหวาดผวา ค่อยๆ หันขวับไปมองเตียงของคินอย่างช้าๆ ราวกับฉากในภาพยนตร์สยองขวัญที่กำลังลุ้นระทึกว่าผีจะโผล่มาจากมุมไหน
ในความมลสลัวของห้องเช่า มีเพียงแสงไฟจากเสาไฟฟ้านอกหน้าต่างที่สาดส่องเข้ามา ร่างสูงโปร่งของคินขยับตัวเล็กน้อยภายใต้ผ้าห่มสีเข้ม ก่อนที่แขนแกร่งจะยื่นออกมาควานหาโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียง ดวงตาคมกริบที่มักจะฉายแววเจ้าเล่ห์และกวนประสาทอยู่เสมอกระพริบถี่ๆ เพื่อปรับโฟกัสในความมืด
คินปัดหน้าจอเพื่อปลดล็อก ก่อนที่แสงสว่างวาบจากหน้าจอจะสะท้อนเข้ากับใบหน้าคมสัน และรอยยิ้มมุมปากที่ตะวันคุ้นเคยดี—รอยยิ้มที่ทำให้ใจแกว่งทุกครั้งที่ได้เห็น—ก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นช้าๆ
บรรยากาศในห้องเงียบสนิทจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของกันและกัน ตะวันยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน มือทั้งสองข้างกำโทรศัพท์แน่นจนชื้นเหงื่อ อยากจะมุดแผ่นดินหนี หรือไม่ก็สลบไปตรงนี้เสียให้รู้แล้วรู้รอด
"อืม..." เสียงทุ้มต่ำติดแหบเล็กน้อยจากการเพิ่งตื่นนอนดังขึ้นทำลายความเงียบ คินยันตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง เส้นผมหยักศกยุ่งเหยิงเล็กน้อยทำให้เจ้าตัวดูมีเสน่ห์แบบไม่ได้ตั้งใจ นัยน์ตาคมกริบมองหน้าจอโทรศัพท์สลับกับเงาตะวันที่ยืนตัวลีบอยู่ข้างโต๊ะ
"ดึกดื่นป่านนี้... ยังไม่นอนอีกเหรอครับ คุณน้องปีสามสายมู" คินเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงติดตลกตามเคย แต่ทว่าแววตาที่มองมากลับไม่มีความง่วงงุนหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มันกลับพราวระยับด้วยประกายบางอย่างที่ทำให้ตะวันหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ
"ร... เรื่องของฉันน่า! แกจะนอนก็เรื่องของแกสิ มายุ่งอะไรด้วยเล่า!" ตะวันแกล้งทำเป็นเสียงดังกลบเกลื่อนความประหม่า ใบหน้าที่แดงก่ำหันหนีไปทางอื่นอย่างไม่กล้าสบตา พยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งที่ในใจกรีดร้องลั่นห้องไปถึงดาวอังคารแล้ว
คินไม่ได้ตอบทันที ร่างสูงขยับตัวลงจากเตียงช้าๆ ฝ่ายตรงข้ามก้าวเดินเข้ามาใกล้ทีละก้าว... ทีละก้าว... เสียงฝ้ายกระทบพื้นห้องไม้ดังเบาๆ แต่กลับดังสะท้อนก้องอยู่ในความรู้สึกของตะวัน
ทุกจังหวะที่คินขยับเข้าไปใกล้ ระยะห่างระหว่างพวกเขาก็ยิ่งลดน้อยลง กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ที่ผสมผสานกับกลิ่นกายสะอาดๆ ของอีกฝ่ายเริ่มลอยมาแตะจมูก ยิ่งทำให้สติสัมปชัญญะของตะวันกระเจิดกระเจิงไปไกลลิบ
"จะ... จะเดินมาทำไมเนี่ย ถอยไปเลยนะไอ้บ้านี่!" ตะวันส่งเสียงโวยวายพร้อมกับยกมือขึ้นดันอกแกร่งเอาไว้เมื่อเห็นว่าระยะห่างระหว่างกันเหลือเพียงแค่คืบเดียว แต่ทว่าสัมผัสจากแผงอกอุ่นๆ ที่ทะลุผ่านเนื้อผ้าออกมา กลับทำให้ใจดวงน้อยสั่นไหวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก
คินหยุดยืนตรงหน้า รอยยิ้มเจ้าเล่ห์เมื่อครู่หายไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาลุ่มลึกและจริงจังอย่างที่ตะวันไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก มือหนายื่นเข้ามาฉวยโทรศัพท์มือถือออกจากมือของตะวันได้อย่างง่ายดาย โดยที่เจ้าตัวยังไม่ทันได้ตั้งตัว
"เฮ้ย! คิน! เอาคืนมานะเว้ย!" ตะวันร้องลั่น พยายามจะแย่งโทรศัพท์คืน แต่มีหรือที่คนตัวสูงกว่าจะยอม คินชูโทรศัพท์ขึ้นสูงเหนือศีรษะ ด้วยความที่ส่วนสูงต่างกันพอสมควร ทำให้ตะวันทำได้เพียงแค่เขย่งปลายเท้าสุดตัว มือควานคว้าในอากาศราวกับแมวตะמתนปลาทู แต่ก็เอื้อมไม่ถึงสักที
"ไหนดูซิ..." คินก้มลงมองหน้าจอโทรศัพท์ในมือตัวเอง เสียงทุ้มต่ำเอื้อnเอ่านออกมาเบาๆ ท่ามกลางความเงียบ "เมื่อกี้ใครนะบอกว่า... ถ้าไม่ได้เป็นแฟนกันแล้วทำไมต้องมาทำดีด้วย... หืม?"
ใบหน้าของตะวันร้อนฉ่าราวกับถูกไฟลวก ร่างกายแข็งทื่อ ขาทั้งสองข้างหมดแรงเอาดื้อๆ อยากจะก้มลงมุดพื้นหนีความอายเสียตอนนี้ให้รู้แล้วรู้รอด คำพูดทุกคำที่พิมพ์ไปเมื่อครู่ย้อนกลับมาทุบหัวตัวเองซ้ำๆ อย่างเจ็บปวด
"ฉัน... ฉันไม่ได้ตั้งใจพิมพ์เว้ย! มือมันลั่น! มันพิมพ์ไปเองต่างหากเล่า!" ตะวันแก้ตัวเสียงตะกุกตะกัก ใบหน้าแดงแจ๋จนลามไปถึงต้นคอ ดวงตากลมโตหลบวูบไม่กล้าสบตาคมคายที่กำลังจ้องมองมาอย่างจับผิด
คินหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงทุ้มพาร์ทนั้นอบอุ่นและชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ดวงตาคมกริบมองคนปากแข็งที่กำลังยืนกุมมือเข้าหากันด้วยความประหม่า รอยยิ้มอ่อนโยนที่ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของหนุ่มวิศวะคนเก่งกลับทำให้บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
"มือลั่นเหรอครับ..." คินก้าวเข้ามาประชิดตัวอีกนิดจนตะวันต้องเอนหลังพิงกำแพงห้องอย่างไร้ทางหนี มือหนาวางโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะข้างตัว ก่อนจะใช้มืออีกข้างค้ำกำแพงกักกันร่างบางเอาไว้ตรงกลาง ไม่ให้ขยับหนีไปไหนได้
"เออ! ก็บอกว่ามือลั่นไงเล่า ปล่อยได้แล้วไอ้บ้า!" ตะวันพยายามผลักไหล่กว้าง แต่อีกฝ่ายกลับนิ่งสนิทราวกับภูเขาหิน
"งั้นเหรอ..." คินโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนหน้าผากเกือบจะชิดกัน ลมหายใจอุ่นๆ รินรดอยู่บนพวงแก้มใสที่ขึ้นสีแดงจัด "แต่แปลกแฮะ... มือลั่นยังไง ถึงได้พิมพ์มายาวเหยียดแถมยังตรงกับความรู้สึกในใจฉันขนาดนี้ล่ะหึ"
ตะวันชะงักงัน หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ นัยน์ตากลมโตเงยขึ้นสบกับดวงตาคมที่เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกหยุดเวลาไว้ มีเพียงเสียงหัวใจของคนทั้งคู่ที่เต้นรัวแข่งกันท่ามกลางความเงียบยามดึก
ในวินาทีที่ตะวันกำลังจะอ้าปากเถียงเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย จู่ๆ บรรยากาศรอบตัวก็เย็นยะเยือกวูบลงอย่างฉับพลัน ลมหนาวแปลกประหลาดพัดผ่านเข้ามาในห้องทั้งที่หน้าต่างปิดสนิท และแสงไฟจากหลอดนีออนบนเพดานก็เริ่มกะพริบติดๆ ดับๆ ส่งเสียงฮัมเบาๆ ในลำโพงวิทยุเก่าที่วางอยู่มุมห้อง
*แกร๊ก... ซ่า... แกร๊ก...*
คินขมวดคิ้วเล็กน้อย ละสายตาจากใบหน้าหวานของตะวันหันไปมองทางประตูห้องที่ปิดสนิททันที ขณะที่ตะวันสะดุ้งสุดตัว คว้าชายเสื้อของคินไว้แน่นโดยอัตโนมัติด้วยความกลัวฝังใจ
และก่อนที่ใครจะได้เอ่ยปากพูดอะไร ร่างโปร่งแสงรางเลือนของผู้หญิงในชุดไทยโบราณก็ค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นยืนขวางอยู่ตรงกลางประตูห้อง รอยยิ้มกว้างจนถึงใบหูกับดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความตื่นเต้นส่งตรงมายังคนทั้งคู่ พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าที่ลอยมาตามลม
*"แหม... กรี๊ดสสส์! ในที่สุดก็สารภาพรักกันสักที! กามเทพอย่างฉันนี่มันเก่งจริงๆ เลิกปากแข็งแล้วรีบตกลงเป็นแฟนกันซะทีเถอะย่ะ ก่อนที่ฉันจะหลอกให้พวกแกขวัญผะวาจนนอนไม่หลับทั้งคืน!"*
— **เสียงกระซิบยามดึก**
ห้องเช่าข้างๆ ดันมีผีเป็นแฟนคลับ•ตอนที่ 24
แชทสารภาพรักที่ลบไม่ทัน
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ห้องเช่าข้างๆ ดันมีผีเป็นแฟนคลับ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!