“คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเหยียบเข้ามาในครัวของฉันค่ะ คุณภาคภูมิ”
เสียงหวานใสแต่ทรงพลังกรีดแทรกบรรยากาศตึงเครียดภายในร้านอาหารของคีย์จนแทบหยุดหายใจ รินรดาไม่เคยคิดเลยว่าการแวะมาตรวจเช็กความเรียบร้อยก่อนเปิดร้านจะกลายเป็นสมรภูมิเดือด เมื่อร่างสูงโปรดปรานในชุดสูทแบรนด์เนมราคาแพงระยับของ ‘ภาคภูมิ’ อดีตหุ้นส่วนผู้เคยหักหลังและพยายามฮุบกิจการของคีย์เมื่อหลายปีก่อน กำลังยืนกอดอกพิงเคาน์เตอร์บาร์ด้วยรอยยิ้มเยาะที่ชวนให้อยากกระโจนเข้าไปฝากรอยเท้าไว้บนหน้าสักปราบใหญ่
บรรยากาศในร้านตอนนี้เย็นเยียบยิ่งกว่าตู้แช่แข็งเนื้อวากายะ ลูกน้องในครัวต่างยืนหลบมุมซ่อนตัวด้วยความหวาดหวั่น มีเพียงรินรดาที่ก้าวออกไปยืนบังหน้าคีย์ไว้โดยสัญชาตญาณ แม้ตัวเธอจะเล็กกว่าผู้ชายตรงหน้าหลายช่วงตัว แต่รังสีความกร้าวแกร่งและดวงตาที่วาวโรจน์ด้วยความโกรธขึงก็ทำให้ภาคภูมิถึงกับเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ
“อ้าว... นึกว่าใคร ที่แท้ก็แม่นักรีวิวปากจัดคนนี้นี่เอง” ภาคภูมิหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูแคลนและน่ารังเกียจดังสะท้อนก้องในความเงียบ “เก่งนักนะเรื่องปากท้องชาวบ้าน แต่เรื่องนี้มันเรื่องธุรกิจ เด็กกะโปโลอย่างเธอไม่มีสิทธิ์มายุ่ง ถอยไปดีกว่า ก่อนที่ฉันจะฟ้องข้อหาบุกรุกและหมิ่นประมาท”
“ปากดีจังนะคะ” รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตจ้องเขม็งไปยังชายวัยกลางคนตรงหน้าอย่างไร้ความเกรงกลัว เธอขยับก้าวเข้าไปประชิดอีกนิดจนแทบจะชนแผงอกของอีกฝ่าย “ถ้าความจำของคุณมันเสื่อมจนจำไม่ได้ว่าเคยทำอะไรทุเรศๆ ไว้บ้าง เดี๋ยวฉันช่วยรื้อฟื้นให้เอาไหมคะ? คนที่เอาเอกสารปลอมมาฮุบร้านจนเชฟเขาเกือบหมดตัว หน้าด้านขนาดนี้ยังกล้าโผล่หัวกลับมาเหยียบที่นี่อีก กล้าหาญหรือว่าหน้าหนาจนแยกไม่ออกคะเนี่ย”
“ริน”
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยเอמהขึ้นเบาๆ จากด้านหลัง มือหนาใหญ่ของคีย์เอื้อมมาจับท่อนแขนเรียวของเธอไว้เบาๆ แล้วดึงให้ถอยหลังไปครึ่งก้าว แม้สัมผัสของเขาจะแฝงความนุ่มนวลและห่วงใย แต่ใบหน้าคมสันของเชฟหนุ่มกลับเรียบเฉยราวน้ำแข็งขั้วโลก ดวงตาคมกริบมองตรงไปที่ภาคภูมิด้วยประกายไฟที่พร้อมจะแผดเผาทุกอย่างเป็นจุล
“ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันเถอะค่ะ” รินรดาหันไปกระซิบเสียงแข็งใส่คนข้างตัว “อีตาบ้านี่มันรุกคืบมาถึงถิ่นเราแล้วนะ จะปล่อยให้ลอยนวลไม่ได้เด็ดขาด”
“ผมจัดการเองได้” คีย์ตอบสั้นๆ น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาดจนรินรดารู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในอก เขาขยับก้าวขึ้นมาเคียงข้างเธอ ไหล่กว้างบังร่างเล็กของเธอไว้มิดชิดราวกับต้องการสร้างเซฟโซนที่มั่น3คงที่สุด ท่าทีซึนๆ ปากจัดตามประสาของเขาหายไปหมด เหลือเพียงเชฟมืออาชีพผู้พร้อมปกป้องอาณาจักรที่เขารักด้วยชีวิต
“ไง คีย์ ไม่เจอกันนาน ยังปากแข็งเหมือนเดิมเลยนะแก” ภาคภูมิยกยิ้มมุมปาก สายตาเจ้าเล่ห์กวาดมองไปรอบร้านด้วยความพึงพอใจ “ร้านไปได้สวยนี่... มิชลินสตาร์สองดวง แถมกระแสรีวิวก็ถล่มทลาย น่าเสียดายนะที่ความสำเร็จทั้งหมดนี้ มันกำลังจะเป็นของฉันตามกฎหมาย”
“ฝันกลางวันอยู่หรือเปล่าคะ?” รินรดาโพล่งขึ้นทันควันทนฟังต่อไปไม่ไหว “เอกสารสิทธิ์อะไรของคุณมันหมดอายุไปตั้งแต่ชาติปางก่อนแล้ว สัญญาบ้าบอที่คุณถืออยู่ตอนนี้มีค่าไม่ต่างอะไรกับกระดาษทิชชูใช้แล้วหรอกค่ะ!”
“ปากเก่งจังนะแม่คุณ ระวังเถอะ... ปากพาจนจะหาว่าฉันไม่เตือน” ภาคภูมิหรี่ตามองรินรดาด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะหันไปสบตากับคีย์โดยตรง “ฉันไม่ได้มามือเปล่าคีย์ นายก็รู้ว่าฉันเป็นคนรอบคอบแค่ไหน หนี้สินก้อนโตที่บริษัทเก่าของนายค้างไว้ รวมถึงลิขสิทธิ์สูตรอาหารเซ็ตใหม่ที่นายกำลังจะเปิดตัว... ถ้าไม่อยากให้ชื่อเสียงของเชฟมือหนึ่งต้องพังพินาศคามือฉัน ทางเดียวที่นายต้องทำคือเซ็นยกหุ้น 51 เปอร์เซ็นต์นี้ให้ฉันซะดีๆ”
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดกลางห้องครัว อากาศรอบตัวเหมือนถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น รินรดากลั้นหายใจ เธอหันขวับไปมองหน้าคีย์ทันที หัวใจเต้นรัวด้วยความตกใจและโกรธเกรี้ยวระคนกัน แม้เธอจะรู้ว่าคีย์เคยมีอดีตที่เจ็บปวดกับคนๆ นี้ แต่ไม่เคยรู้เลยว่ามันลึกซึ้งและมีเดิมพันสูงขนาดนี้
คีย์นิ่งเงียบ สีหน้าของชายหนุ่มไร้ซึ่งความตื่นตระหนก มีเพียงความเย็นชาและดวงตาที่ลุ่มลึกจนยากจะคาดเดา เขายืนนิ่งราวกับรูปปั้นหินแกรนิต ก่อนจะค่อยๆ ขยับตัวเดินเข้าไปหาภาคภูมิช้าๆ ทีละก้าว... ทีละก้าว... แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากตัวเชฟหนุ่มจนภาคภูมิถึงกับต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
“แกคิดว่าฉันเป็นเชฟเด็กๆ คนเดิมที่ยอมให้แกหลอกซ้ำสองงั้นเหรอ ภาคภูมิ” คีย์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำเย็นเยียบราวน้ำแข็งกัดกระดูก แต่ละคำที่หลุดออกมาจากริมฝีปากนั้นทรงพลังและเฉียบคมจนคนฟังต้องขนลุกซู่
“แก... แกหมายความว่ายังไง?” ภาคภูมิเริ่มมีอาการพิรุธ สีหน้าที่เคยเย่อหยิ่งเริ่มสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อเห็นรอยยิ้มมุมปากที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นจากคีย์
“หมายความว่า... ของขวัญที่แกเอามาทวงคืนในวันนี้น่ะ มันหมดอายุการใช้งานไปตั้งแต่หนาวที่แล้วแล้วล่ะครับ” คีย์พูดพลንหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลที่ซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อสูทออกมาโยนลงบนโต๊ะกระจกเสียงดัง ‘ปึก!’
รินรดาลอบยิ้มสะใจในใจ เธอมองแผ่นหลังกว้างของคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ทั้งทึ่ง ทั้งประทับใจ และ... หวั่นไหวอย่างรุนแรง ผู้ชายคนนี้เวลานิ่งเงียบอาจจะดูน่ากลัวและปากร้าย แต่เวลาที่ต้องปกป้องสิ่งที่เขารัก เขากลับกลายเป็นกำแพงเหล็กที่ไม่มีใครทะลวงผ่านได้ง่ายๆ
“เอกสารอะไรวะ!?” ภาคภูมิหน้าซีดเผือด รีบคว้าซองเอกสารขึ้นมาเปิดดู มือหนาสั่นเทาเมื่อกวาดสายตาอ่านข้อความบนกระดาษแผ่นนั้น
“นั่นคือหลักฐานการยักยอกทรัพย์และปลอมแปลงเอกสารเมื่อสามปีก่อน ที่ฉันเก็บสะสมไว้รวบยอดฟ้องทีเดียวไงล่ะ” คีย์ก้าวเข้าไปประชิดตัวภาคภูมิอีกนิด ก้มตัวลงกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันแค่สองคน แต่สีหน้าและแววตานั้นเด็ดเดี่ยวไร้ความปรานี “แกเลือกเอา... จะเดินออกไปจากร้านของฉันดีๆ ตอนนี้ หรือจะให้ฉันโทรเรียกตำรวจแล้วไปเคลียร์กันต่อที่ศาลอาญา?”
ภาคภูมิหน้าถอดสี เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผม เขาเงยหน้าขึ้นมองคีย์สลับกับรินรดาด้วยความแค้นเคืองปนหวาดกลัว รู้ตัวทันทีว่าตกหลุมพรางที่เชฟหนุ่มวางไว้รอต้อนรับมานานแล้ว
“แก... แกมันร้ายกาจมาก คีย์!” ภาคภูมิเค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความเจ็บใจ ขยำกระดาษในมือจนยับยู่ยี่ ก่อนจะสะบัดหน้าหนีแล้วก้าวเดินจ้ำอ้าวออกจากร้านไปอย่างหัวเสีย เสียงประตูกระจกปิดกระแทกตามหลังดังสนั่น
ความเงียบสงบกลับคืนสู่ห้องครัวอีกครั้ง ลูกน้องในครัวต่างพากันถอนหายใจโล่งอกและแยกย้ายกลับไปทำงานของตัวเองเงียบๆ รินรดายืนมองแผ่นหลังของคีย์ที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม หัวใจเธอยังเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะจากเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อครู่
“นายเนี่ยนะ... ร้ายเงียบเป็นบ้าเลย” รินรดาแกล้งเอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ เพื่อทำลายบรรยากาศตึงเครียด “ปล่อยให้ฉันยืนด่าอยู่ตั้งนาน ที่แท้ก็มีไม้เด็ดซ่อนไว้อยู่แล้วนี่นา ปล่อยให้ฉันเป็นนางเอกลิเกอยู่คนเดียวได้ตั้งนานนะ นายเชฟซึน!”
คีย์ไม่ได้ตอบทันที เขาค่อยๆ หันกลับมามองเธอ ดวงตาคมกริบที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่ บัดนี้กลับอ่อนแสงลงจนแทบละลาย ร่างสูงก้าวเข้ามาประชิดตัวรินรดาอย่างรวดเร็ว ชนิดที่เธอไม่ทันได้ตั้งตัว แผ่นหลังบางชนเข้ากับเคาน์เตอร์ครัวด้านหลังทันที ถูกกักขังไว้ในอ้อมแขนแกร่งที่วางทาบลงบนขอบโต๊ะทั้งสองข้าง
“ใครใช้ให้เธอเอาตัวเข้ามาบังฉันฮึ?” คีย์ก้มหน้าลงมาจนหน้าผากเกือบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้วใสของเธอ กลิ่นอายความเป็นผู้ชายและความเย้ายวนเฉพาะตัวแผ่ซ่านจนรินรดาต้องกลั้นหายใจ “อันตรายขนาดนั้น ทำไมไม่ยอมถอยไปข้างหลังตามที่บอก?”
“ก็... ก็ฉันกลัวว่านายจะ...” รินรดาชะงักไป ดวงตากลมโตสบเข้ากับดวงตาคู่คมที่ลึกล้ำเกินกว่าจะหยั่งถึง หัวใจเจ้ากรรมเต้นแรงจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน “นายเป็นเจ้าของร้านนะ ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา ร้านนี้จะ...”
“ฉันไม่สนร้าน” คีย์ตัดบทเสียงทุ้มต่ำ นัยน์ตาคู่คมจดจ้องริมฝีปากอิ่มของเธอไม่วางตา ปลายนิ้วอุ่นจัดเอื้อมขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่ระแก้มให้อย่างแผ่วเบา สัมผัสที่อ่อนโยนจนน่าใจหายทำให้รินรดารู้สึกเหมือนถูกมนต์สะกด “ฉันสนแค่คนปากเก่งที่ยืนอยู่ตรงนี้... ว่าจะเจ็บตัวหรือเปล่าต่างหาก”
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกหยุดเวลาไว้ ปลายนิ้วของเขาเลื่อนต่ำลงมาแตะที่ปลายคางมน บังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นรับสัมผัสที่ใกล้ชิดจนเกินเส้นแบ่งความสัมพันธ์ รินรดารู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วทั้งใบหน้า สมองที่เคยฉับไวและฝีปากที่เคยจัดจ้านกลับว่างเปล่า ประโยคต่อล้อต่อเถียงที่เตรียมไว้หายเกลี้ยง ราวกับถูกร่ายเวทมนตร์
คีย์โน้มใบหน้าลงมาอีกนิด ริมฝีปากหยักลึกอยู่ห่างจากริมฝีปากเธอเพียงแค่คืบ ลมหายใจร้อนผ่าวรดรินอยู่บนพวงแก้มจนขนลุกซู่ หัวใจของรินรดากระหน่ำรัวราวนกร่อนเร่
“ถ้าเธอยังดื้อแล้วเอาตัวมาเสี่ยงแบบนี้อีก...” เสียงกระซิบแหบพร่าดังชิดริมฝีปาก แววตาคลั่งรักที่ถูกเก็บซ้ำซ้อนมานานฉายชัดอยู่ในประกายตาคมกริบนั้น “ฉันจะไม่แค่จูบลงโทษ... แต่ฉันจะจับเธอขังไว้ในครัวนี้ ไม่ให้ออกไปไหนอีกเลย... รินรดา”
ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะแตะเข้าหากันอย่างพพอดี ท่ามกลางความเงียบงันและอารมณ์ที่กำลังพุ่งทะยานถึงขีดสุด เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของคีย์ก็แผดเสียงดังลั่นลายความเงียบขึ้นมาขัดจังหวะมารผจญ!
คีย์ชะงัก ขบกรามแน่นด้วยความหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด เขายังคงไม่ละสายตาจากริมฝีปากอิ่มของเธอ แต่รินรดาอาศัยจังหวะชุลมุนนั้นใช้มือเล็กดันแผงอกเขาเบาๆ แล้วรีบเบี่ยงตัวหลุดจากอ้อมแขนมาได้ทันท่วงที พร้อมกับที่หน้าจอโทรศัพท์บนโต๊ะสว่างวาบขึ้นมา
คีย์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ แต่พอสายตาเหลือบไปเห็นชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ ร่างสูงก็ชะงักกึก สีหน้าที่กำลังเคลิบเคลิ้มเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดและเย็นชาขึ้นมาทันที ราวกับโลกทั้งใบพลิกคว่ำในพริบตาเดียว
“ใครโทรมาเหรอคะ?” รินรดาขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย เมื่อเห็นประกายตาแปลกประหลาดที่วาดผ่านดวงตาของเชฟหนุ่ม
คีย์เงยหน้าขึ้นสบตากับเธอ ช้าๆ... ก่อนจะเอ่ยชื่อหนึ่งออกมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่ทำให้ลมหายใจของรินรดาต้องสะดุดกึง
“แม่... กลับมาแล้ว”
---------------------------------------------
ขอบคุณทุกกำลังใจและการติดตามที่เหนียวแน่นนะคะ รี้ดเดอร์ที่น่ารักทุกคน! - เอมเมอรัลด์อายส์
เซฟโซนที่ชื่อว่าคนปากเสีย•ตอนที่ 18
กับดักของอดีต
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนที่ชื่อว่าคนปากเสีย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!