กลิ่นไอน้ำค้างผสมผสานกับกลิ่นดินชื้นยามดึกไม่ได้อยู่ในโสตประสาทของรินรดาเลยแม้แต่น้อย ในเสี้ยววินาทีที่แผ่นหลังบางแนบชิดอยู่กับผนังเต็นท์ผ้าใบเย็นเยียบ สิ่งเดียวที่หญิงสาวรับรู้ได้อย่างเด่นชัดคือสัมผัสอุ่นจัดจากฝ่ามือหนาที่ทาบลงบนพื้นผ้าใบข้างศีรษะเธอ เพื่อบล็อกไม่ให้เธอขยับหนีไปไหน และลมหายใจร้อนผ่าวที่ปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียนอย่างจัง
หัวใจเจ้ากรรมดันทรยศเต้นโครมครามแข่งกับเสียงจิ้งหรีดเรไรรอบนอก นึกอยากจะอ้างฝปากพ่นคำด่าทอคมกริบใส่เชฟหนุ่มจอมหยิ่งตามนิสัยปากจัดของตัวเอง ทว่าริมฝีปากอิ่มกลับเม้มเข้าหากันแน่นเมื่อดวงตากลมโตสบเข้ากับนัยน์ตาสีเข้มข้นที่สะท้อนแสงไฟฉายสลัวในระยะประชิด
มันใกล้จนเกินไป ใกล้จนไร้ซึ่งระยะห่างทางกายภาพ และใกล้จนเธอแทบจะหลอมละลายไปกับความดุดันที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเงียบงันของเขา
"นาย... ถอยไปหน่อยได้ไหมคะ คีย์" รินรดาเค้นเสียงกระซิบลอดไรฟัน พยายามดึงความแข็งกร้าวทั้งหมดในฐานะนักรีวิวอาหารปากกล้ากลับมา แต่เสียงที่หลุดรอดออกไปกลับสั่นพร่าเสียจนน่าอับอาย
"ถ้าบอกให้ถอย แล้วเธอจะเลิกทำตัวเป็นภาระแล้ววิ่งหนีเข้าป่ามืดๆ คนเดียวอีกไหมล่ะ" คีย์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะห้วนกระด้างตามสไตล์คนปากเสีย ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับไม่ได้แข็งกร้าวเหมือนวาจา มันไหวระริกด้วยประกายบางอย่างที่เธออ่านไม่ออก... ประกายความห่วงใยที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยเปลือกนอกอันเย็นชา
"ฉันไม่ได้ทำตัวเป็นภาระสักหน่อย!" เธอย้อนเสียงเบาหวิว มือบางยกขึ้นดันแผงอกกว้างของเขาให้ออกห่าง ทว่าคนตัวโตกลับนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหินแกรนิต ไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อน แถมยังโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนจมูกโด่งรั้นเฉียดผ่านปลายจมูกเธอไปเพียงนิดเดียว
"ปากเก่ง..." คีย์พึมพำลอดไรฟัน ปลายเสียงทอดถอนหายใจยาวราวกับจนปัญญาจะต่อกร "รู้ไหมว่าตอนที่ได้ยินเสียงกิ่งไม้หักแล้วเห็นเธอวิ่งดุ๊กดิ๊กออกมาคนเดียว หัวใจฉันมัน..."
ชายหนุ่มหยุดชะงักไปดื้อๆ เขากลืนคำพูดที่เหลือลงคอ เบือนหน้าหนีไปทางอื่นราวกับเผลอหลุดปากพูดอะไรที่ไม่อยากให้เธอได้ยิน ทว่าความเงียบที่โรยตัวลงมาระหว่างพวกเขากลับดังยิ่งกว่าเสียงใดๆ รินรดานิ่งงั้น ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย หัวใจที่เคยเต้นรัวเพราะความกลัวสัตว์ป่า ตอนนี้กลับเต้นระรัวด้วยสาเหตุอื่นที่อันตรายต่อความรู้สึกยิ่งกว่า
ความเงียบงันดำเนินอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่คีย์จะค่อยๆ ขยับตัวถอยออกไปช้าๆ ปล่อยให้อากาศบริสุทธิ์ไหลเวียนกลับเข้าสู่พื้นที่แคบๆ ในเต็นท์อีกครั้ง เชฟหนุ่มทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิกับพื้นผ้าใบ หันหลังให้เธอเล็กน้อยเพื่อปรับสีหน้าและอารมณ์ให้กลับมาเป็นปกติ
รินรดาลูบอกตัวเองเบาๆ เพื่อเรียกสติ เธอนั่งลงตาม หันมองแผ่นหลังกว้างที่ดูโดดเดี่ยวภายใต้แสงไฟสลัว บรรยากาศรอบตัวตอนนี้เปลี่ยนจากความระทึกขวัญเป็นความอึมครึมที่น่าอึดอัด แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นโอกาสอันดี... โอกาสที่เธอจะได้ไขปริศนาเกี่ยวกับผู้ชายปากร้ายคนนี้เสียที
"ทำไมล่ะคะ..." เสียงหวานเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ดวงตาคู่สวยมองตรงไปยังแผ่นหลังของคนตัวโต "ทำไมคุณถึงต้องทำตัวเย็นชาใส่ทุกคนบนโลกใบนี้ด้วย?"
คำถามนั้นทำให้ร่างสูงชะงักกึก คีย์ไม่ได้หันกลับมาทันที ไหล่กว้างไหววูบเล็กน้อยราวกับกำลังชั่งน้ำหนักบางอย่างในใจ บรรยากาศรอบตัวดิ่งวูบลงจนแทบหายใจไม่ออก
"มันเรื่องของฉัน..." สุ้มเสียงทุ้มต่ำตอบกลับมาอย่างไร้เยื่อใย ตามฟอร์มของคนปากแข็งที่คุ้นเคย
"แต่มันไม่ใช่เรื่องของคนอื่นไงคะ!" รินรดาหมดความอดทน เธอย้ายตัวเองไปนั่งดักหน้าเขา บังคับให้ดวงตาคมกริบคู่นั้นต้องสบตาเธอตรงๆ "คุณปากจัดใส่ฉัน พูดจาเชือดเฉือนใส่ทีมงาน ทำตัวห่างเหินกับทุกคน ทั้งที่ลึกๆ แล้ว... คุณไม่ใช่คนใจร้ายแบบที่แสดงออกเลยสักนิด!"
คีย์เงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง นัยน์ตาสีเข้มไหววูบอย่างรุนแรง ราวกับถูกจี้เข้าที่จุดเปราะบางที่สุดในจิตใจ มุมปากหยักหยันกระตุกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มสมเพชตัวเองที่เคลือบแฝงด้วยความเจ็บปวด
"แล้วเธอรู้ได้ยังไงว่าฉันไม่ใช่คนใจร้าย?" คีย์เค้นเสียงหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงเยียบเย็นจนน่ากลัว "คนที่ผลักไสทุกคนให้ออกไปจากชีวิต... คือคนที่เห็นแก่ตัวที่สุดต่างหาก รินรดา"
"หมายความว่ายังไงคะ?"
"ก็หมายความว่า..." คีย์สูดลมหายใจเข้าลึกราวกับกำลังรวบรวมเศษซากความทรงจำที่แตกสลายขึ้นมาพูดอีกครั้ง ดวงตาคมกริบมองทะลุผ่านตัวเธอไปไกล ราวกับกำลังย้อนกลับไปในอดีตวันที่มืดมนที่สุดในชีวิต "ฉันเคยมีพี่ชาย... คนที่รักการทำอาหารมากกว่าอะไรทั้งหมด คนที่สอนฉันทุกอย่างเกี่ยวกับครัว และเป็นคนเดียวในโลกที่ฉันยอมรับนับถือ"
รินรดานิ่งฟัง ลืมความโกรธเคืองและมานะทิฐิทั้งหมดไปจนหมดสิ้น บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบลงเหลือเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งคู่
"วันหนึ่ง เขากำลังจะเปิดร้านอาหารในฝันของตัวเอง..." คีย์พูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบจนน่าใจหาย แต่กลับเต็มไปด้วยรอยร้าวลึก "แต่เพราะความไว้ใจคนผิด เพราะความสะשלของคนที่อยู่รอบตัว... ทำให้เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในครัว ร้านของเขาพังทลาย และตัวเขา... ก็ติดอยู่กองเพลิงนั้น ออกมาไม่ได้"
ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ความรู้สึกจุกแน่นแล่นพล่านขึ้นมาที่ลำคอเมื่อประมวลเหตุการณ์ทั้งหมดได้
"ฉันยืนมองไฟแผดเผาความฝันและชีวิตของพี่ชายตัวเองโดยที่ทำอะไรไม่ได้เลย..." คีย์ก้มหน้าลง ฝ่ามือหนากำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน "ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ฉันก็สัญญาตัวเองว่า จะไม่มีวันเปิดใจให้ใครอีก จะไม่มีวันสร้างความผูกพันกับใคร และจะไม่มีวันปล่อยให้ความอ่อนแอของตัวเอง ทำให้ใครต้องมาตายเพราะฉันอีก"
ความจริงอันเจ็บปวดถูกเปิดเผยออกมาท่ามกลางแสงไฟสลัว ไม่มีเสียงสะื้น ไม่มีหยดน้ำตา มีเพียงความเงียบงันที่หนักหน่วงราวกับภูเขาผ่าลงมากลางอก รินรดามองภาพผู้ชายตรงหน้าที่แบกรับแผลเป็นทางใจขนาดใหญ่ไว้ลำพังมาตลอดหลายปี การแสดงออกที่เย็นชา วาจาที่เชือดเฉือน และท่าทีผลักไสทักทาย... แท้จริงแล้วมันคือเกราะป้องกันที่เปราะบางที่สุด ที่เขาใช้ปกป้องหัวใจที่แตกสลายของตัวเองไม่ให้เจ็บปวดไปมากกว่านี้
ความโกรธ ความหมั่นไส้ หรือความเกลียดชังที่เคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกบีบ
รินรดาขยับเข้าไปใกล้ชายหนุ่มช้าๆ อย่างไร้ซึ่งความลังเล ปลายเรียวมือบางยื่นออกไปสัมผัสหลังมือหนาที่กำลังกำแน่นเบาๆ สัมผัสอุ่นจัดของเธอกล่อมเกลาความเย็นชาในใจเขาให้ผ่อนคลายลง
คีย์สะดุ้งเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและคำถาม
"มันไม่ใช่ความผิดของคุณนะคะ... คีย์" รินรดาเอ่ยเสียงนุ่ม แววตากลมโตเต็มไปด้วยความจริงใจที่ไร้ซึ่งการเสแสร้ง "การปิดกั้นตัวเองไม่ให้เจ็บปวด มันไม่ได้ทำให้คุณปลอดภัยหรอกค่ะ แต่มันกำลังทำให้คุณ... ตายทั้งเป็นต่างหาก"
คีย์ชะงักงัน ลมหายใจของเขาติดขัดเมื่อปลายนิ้วเรียวของเธอค่อยๆ คลายกำมือของเขาออก ก่อนจะประสานนิ้วเข้าหากันแน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือของหญิงสาวซึมซาบเข้าสู่หัวใจที่หนתเหน็บของเขาอย่างช้าๆ
ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยของเธอ ราวกับกำลังค้นหาความจริงบางอย่างที่เขาโหยหามาตลอดชีวิต ริมฝีปากหยักขยับคล้ายจะเอ่ยคำพูดบางอย่างออกมา ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง...
*แกร๊ก! เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นอีกครั้งจากภายนอกเต็นท์ พร้อมกับแสงไฟฉายสว่างวาบที่สาดส่องเข้ามาทางช่องเปิดของเต็นท์*
"เชฟคีย์! คุณริน! อยู่ข้างในนี้หรือเปล่าครับ แย่แล้ว! ทีมงานคนอื่นบอกว่าเห็นรอยเท้าสัตว์ป่าขนาดใหญ่เดินวนเวียนอยู่แถวครัวสนาม ตอนนี้ของในครัวเสียหายหมดเลย!"
เสียงตะโกนกระหืดกระหอบของกวินดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะความเป็นส่วนตัวทั้งหมด พร้อมกับเงาร่างของโปรดิวเซอร์หนุ่มที่เงื้อมือเตรียมจะรูดซิปเต็นท์เปิดเข้ามาด้านในทันที!
ติดตามตอนต่อไปในตอนที่ 13: "รอยเท้าปริศนา"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับความซึนของเชฟคีย์และยัยปากเก่งรินรดานะคะ!
เซฟโซนที่ชื่อว่าคนปากเสีย•ตอนที่ 12
ความจริงหลังเตาไฟ
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนที่ชื่อว่าคนปากเสีย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!