ความเงียบในห้องครัวกว้างของร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์เวลานี้ ไม่ใช่ความเงียบสงบอันน่ารื่นรมย์ แต่มันคือความกดดันชนิดที่สามารถใช้มือเปล่าบีบอัดอากาศให้กลายเป็นก้อนหินได้ รินรดายืนนิ่งอยู่หลังเคาน์เตอร์สเตนเลส สะเก็ดไฟแห่งความสับสนจากเหตุการณ์เมื่อครู่ยังคงเผาไหม้อยู่ในอก สมองของเธอกำลังรวนเรอย่างหนักเมื่อนึกถึงแผ่นหลังกว้างที่ถอยร่นออกไป และรอยยิ้มเยือกเย็นราวกับผู้ชนะของ ‘ผู้หญิงคนนั้น’ ที่เพิ่งก้าวออกไปจากร้านก่อนที่สงครามประสาทจะปะทุขึ้น
ผู้หญิงที่มาพร้อมกับน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่เชือดเฉือน และแววตาที่บ่งบอกว่าเธอกับคีย์มีอดีตที่รินรดาไม่มีวันล่วงรู้
“ยืนทำหน้าเป็นปลาทูตากแดดสี่ปีแบบนั้น คิดสูตรอาหารใหม่ได้หรือไง หรือแค่สมองกำลังประมวลผลไม่ทันความหล่อของฉัน”
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ คีย์เดินกลับเข้ามาในครัวด้วยท่าทีที่พยายามรักษาฟอร์มความเย่อหยิ่งไว้เช่นเคย ทว่าดวงตาคมกริบภายใต้กรอบคิ้วหนานั้นกลับไหววับอย่างน่าประหลาด เขาไม่ได้ใช้น้ำเสียงกระแทะแดกดันอย่างเคยชิน แต่มันมีความเรียบเฉยที่เจือความกระอักกระอ่วนบางเบา ซึ่งสำหรับรินรดาแล้ว... มันผิดปกติจนน่ากลัว
รินรดาหันขวับ ดวงตากลมโตจ้องเขม็งไปยังเชฟหนุ่มปากร้ายที่ยืนกอดอกพิงเคาน์เตอร์อยู่ห่างออกไปเพียงคืบ เธอเกลียดความรู้สึกค้างคาใจยิ่งกว่าอะไรดี และเกลียดที่สุดคือการที่ตัวเองกำลัง ‘แคre’ ท่าทีเปลี่ยนไปของอีตาเชฟนี่
“เลิกทำตัวเป็นพวกปากหอยปากปูสักวัน คีย์คงจะอกแตกตายสินะคะ” รินรดาเชิดหน้าขึ้น ปัดเป่าความวุ่นวายใจในอกด้วยการพ่นวาจาเผ็ดร้อนใส่ทันที “แล้วก็ช่วยกรุณาเลิกเดินหนีลูกค้า... อ้อ ไม่สิ เลิกเดินหนีนักรีวิวแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยสักที มันน่ารำคาญมากกว่าน่าหลงใหลเยอะค่ะ”
คีย์ชะงักไปเล็กน้อย มุมปากหยักลึกกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะที่ไปไม่ถึงดวงตา เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวรินรดาด้วยความเร็วที่ทำเอาเธอเผลอกลั้นหายใจ กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นอายความร้อนระอุจากเตาและกลิ่นมิ้นท์จางๆ ลอยเข้าแตะจมูก รินรดาต้องแหงนหน้าขึ้นมองเขาเนื่องจากส่วนสูงที่ต่างกันมาก และนั่นทำให้เธอเห็นความปั่นป่วนบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้รuาดวงตาสีนิลคู่นั้นอย่างชัดเจน
“ปากเก่งแบบนี้... แสดงว่าสมองยังทำงานปกติดีสินะรินรดา” คีย์โน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน เสียงทุ้มต่ำพزซิบชิดริมฝีปากเธอ “นึกว่าถูกความสวยของผู้หญิงคนเมื่อกี้สะกดจนใบ้กินไปซะแล้ว”
หัวใจของรินรดากระตุกวูบ ไม่ใช่เพราะความใกล้ชิดที่อันตรายต่อสติสัมปชัญญะ แต่เป็นเพราะประโยคเมื่อครู่... เขากำลังพยายามเบี่ยงเบนประเด็น หรือเขากำลังร้อนตัวเรื่องผู้หญิงคนนั้นกันแน่?
“เธอเป็นใคร” รินรดาไม่ถอยหนี เธอเลือกที่จะรุกกลับด้วยการจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “ผู้หญิงคนที่เดินเข้ามาแล้วทำให้อีโก้ระดับพระกาฬของเชฟคีย์หดเหลือเท่าเม็ดถั่วเขียว... เธอเป็นใครคะ ถึงมีสิทธิทำให้คุณเปลี่ยนเรื่องคุยหน้าตาเฉยแบบนี้”
คำถามนั้นทำให้แววตาของคีย์เปลี่ยนไปในเสี้ยววินาที ความเยือกเย็นถูกแทนที่ด้วยความกรุ่นโกรธที่เจ้าตัวพยายามกดทับไว้ ร่างสูงขยับถอยหลังออกไปหนึ่งก้าว ราวกับต้องการสร้างระยะห่างเพื่อดึงสติที่เกือบจะหลุดลอยของตัวเองกลับคืนมา ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงขึ้นทันตาเห็น
“เรื่องของชาวบ้านมันไม่ใช่กงการอะไรที่เธอต้องมาใส่ใจ รินรดา” คีย์สวนกลับด้วยน้ำเสียงกระด้าง ทว่าคราวนี้มันกลับฟังดูเหมือนกำแพงเปราะบางที่พยายามสร้างขึ้นเพื่อปกป้องอะไรบางอย่างมากกว่าการหาเรื่อง “หน้าที่ของเธอคือชิมอาหารแล้วเขียนรีวิวให้มันออกมาดี ไม่ใช่มาทำตัวเป็นสายสืบสวนสอบสวนชีวิตส่วนตัวของฉัน”
“อ๋อเหรอคะ? นึกว่าหน้าที่ฉันคือการเป็น ‘มือปืนรับจ้างความรู้สึก’ ซะอีก” รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความหมั่นไส้ “เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เดี๋ยวปากร้ายใส่เดี๋ยวทำหน้าเหมือนคนอมทุกข์ ตกลงว่าฉันต้องรับมือกับโหมดไหนของคุณกันแน่คะเชฟคีย์? หรือว่า... กลัวว่าฉันจะรู้ความลับอะไรบางอย่างเข้าล่ะ?”
จังหวะนั้นเอง บรรยากาศรอบตัวก็ยิ่งอึมครึมลงไปอีก คีย์จ้องมองเธอนิ่งนาน ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดทุกคำของเธอในตาชั่งแห่งความอดทน ร่างหนานิ่งงันไปจนรินรดารู้สึกได้ถึงความผิดปกติที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม ผู้ชายคนนี้ไม่เคยจนมุมด้วยคำพูดง่ายๆ แบบนี้... ยกเว้นเสียแต่ว่าสิ่งที่เธอพูดมันไป ‘จี้’ จุดเปราะบางเข้าอย่างจัง
“ถ้าอยากรู้นักว่าฉันกลัวอะไร...” คีย์ก้าวเข้ามาประชิดตัวเธออีกครั้ง คราวนี้แววตาของเขาจริงจังจนน่าใจหาย มือหนายื่นออกไปคว้าข้อมือเรียวบางไว้เบาๆ ไม่ได้บีบรัดด้วยความรุนแรง แต่เป็นสัมผัสที่หนักแน่นและสั่นเทาเล็กน้อย “ก็ลองเอาตัวเองเข้ามาใกล้กว่านี้อีกนิดสิ... รินรดา เผื่อว่าเธอจะฉลาดพอที่จะมองเห็นว่าฉันกำลังซ่อนอะไรไว้”
สัมผัสอุ่นจัดจากปลายนิ้วของเขาแผ่ซ่านผ่านผิวเนื้อจนรินรดารู้สึกเหมือนถูกกระแสไฟอ่อนๆ วิ่งพล่านไปทั่วร่าง คำพูดท้าทายติดริมฝีปากของเธอกลืนหายลงไปในลำคอ ท่าทีซึนเดระที่เคยน่าหมั่นไส้บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความจริงจังที่น่าหวาดหวั่น หัวใจของเธอกำลังเต้นรัวระรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก เคมีที่เคยเป็นเพียงสงครามประสาทลิ้นกับฟัน ตอนนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นแรงดึงดูดอันตรายที่ฉุดรั้งทั้งสองคนไว้ในวังวนเดียวกัน
รินรดาอ้าปากจะเอ่ยปฏิเสธหรือหาทางโต้กลับด้วยคำพูดจิกกัดตามถนัด แต่ทว่า—
*กริ๊ง!*
เสียงกระดิ่งทองเหลืองหน้าร้านที่ดังขึ้นกะทันหัน พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักแน่นที่ก้าวเข้ามาอย่างไม่ให้ซุ่มให้เสียง ทำลายช่วงเวลาอันเปราะบางและชวนหายใจไม่ทั่วท้องนั้นลงในพริบตา คีย์สะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบปล่อยมือจากข้อมือเธอ ร่างสูงหันขวับไปมองยังทางเข้าห้องครัวด้วยใบหน้าที่กลับมาเย็นชาสนิทราวกับน้ำแข็งขั้วโลก
รินรดาหอบหายใจเบาๆ เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แล้วหันไปมองตามทิศทางเดียวกันด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ
ทว่า ภาพคนที่ยืนอยู่ตรงประตูห้องครัวกลับทำให้เลือดในกายของรินรดาร้อนฉ่าขึ้นมาทันที กวินยืนกอดอกยิ้มกริ่ม ใบหน้าเจ้าเล่ห์ฉาบด้วยรอยยิ้มของโปรดิวเซอร์จอมวางแผนที่ดูเหมือนจะรู้ความลับอะไรบางอย่างเข้าแล้ว และข้างกายเขานั้น... คือร่างระหงของคุณหนูไฮโซคนเดิมที่เพิ่งเดินออกไปเมื่อครู่ รอยยิ้มเย้ยหยันบนเรียวปากของเธอกำลังส่งตรงมาที่รินรดาและคีย์อย่างมีความหมาย
“อุ๊ย... ดูเหมือนฉันจะมาขัดจังหวะเวลาส่วนตัวของคู่รัก... เอ๊ย คู่กัดคู่นี้หรือเปล่าคะเนี่ย?” เสียงหวานใสแต่บาดลึกเอ่ยขึ้น ท่ามกลางสายตาสองคู่ที่จ้องมองตรงมายังพวกเขานิ่งค้าง “พอดีฉันลืมของไว้... และดูเหมือนว่าเชฟคีย์กับคุณนักรีวิวคนเก่ง คงจะมีเรื่องต้องเคลียร์กันยาวเลยสินะคะ”
เอมเมอรัลด์อายส์ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้กันเสมอนะคะ
เซฟโซนที่ชื่อว่าคนปากเสีย•ตอนที่ 9
มือปืนรับจ้างความรู้สึก
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนที่ชื่อว่าคนปากเสีย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!