กลิ่นอับของกระดาษโบราณผสมกับกลิ่นสาบสางของซากสัตวป่าในโพรงถ้ำลึก คละคลุ้งจนแทบทำให้ระบบหายใจปั่นป่วน แต่ไม่มีใครในที่นี้สนใจอากาศรอบตัวอีกต่อไปแล้ว เมื่อวัตถุชิ้นสำคัญถูกดึงออกมาจากช่องลับใต้ผนังศิลา
ศิลาใช้ปลายมีดหมอเล่มเก่าคร่ำครัดแซะคราบดินเหนียวและยางไม้ที่ผนึกสนิทออกอย่างระมัดระวัง มือหนาของพรานผู้ผ่านโลกและความตายมาโชกโชนกลับสั่นเทาเล็กน้อยโดยไม่ตั้งใจ มันไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นแรงปะทะทางจิตวิญญาณจากอาคมที่ถูกสะกดไว้ในวัตถุด้านใน
ดร.รินรดาขยับแว่นสายตา เลนส์สะท้อนแสงไฟฉายวาววับ เธอโน้มตัวเข้าไปใกล้จนไหล่แทบจะเบียดชิดกับศิลา สายตาคมกริบกวาดมองวัตถุนั้นด้วยความกระหายใคร่รู้ที่ปิดไม่มิด
"ระวังหน่อยครับ ดร.รินรดา" ศิลาเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ ดวงตาคมกริบเหลือบมองหญิงสาวข้างกายเพียงชั่วแวบ "ของบางอย่างในป่าลึก... ถ้ามันถูกปลุกขึ้นมาด้วยความโลภ มันไม่ได้ฆ่าแค่คนเปิด แต่มันจะตามล้างบางไปถึงตระกูล"
รินรดาแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างเคยชิน "คุณศิลากำลังใช้ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์มาขู่ฉันเพื่อต่อรองส่วนแบ่ง หรือคุณแค่กลัวว่าความจริงในสมุดเล่มนั้นจะไปทำลายความทรงจำอันสวยงามที่คุณสร้างให้ตัวเองกันแน่?"
คำพูดเชือดเฉือนนั้นลอยเคว้งอยู่ในความเงียบงันของถ้ำ บรรยากาศระหว่างทั้งสองคนตึงเครียดจนแทบจะจุดประกายไฟได้ ศิลานิ่งเงียบ ไม่โต้ตอบ เขาปล่อยให้ความเงียบเป็นเครื่องมือลงทัณฑ์ความอวดดีของนักมานุษยวิทยาสายมืดผู้นี้ ก่อนจะค่อยๆ ดึงสมุดบันทึกปกหนังเสือดาวที่เปื่อยยุ่ออกมาเต็มๆ เล่ม
สมุดบันทึกเล่มนั้นคือเป้าหมายของการเดินทางอันยาวนาน เป็นร่องรอยของคณะสำรวจโบราณที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน และที่สำคัญที่สุด... มันคือจุดเชื่อมโยงเดียวกับโศกนาฏกรรมในอดีตที่พรานศิลายังคงฝังใจ
"เปิดดูสิครับ" ศิลายื่นสมุดเล่มนั้นให้รินรดาด้วยท่าทีสุภาพแต่ทิ้งระยะห่าง "ในเมื่อคุณอยากได้คำตอบทางประวัติศาสตร์นัก ก็ลองอ่านดูว่าประวัติศาสตร์ที่แลกมาด้วยชีวิตมนุษย์ มันหอมหวานคุ้มค่าสมกับที่คุณคาดหวังไว้หรือเปล่า"
รินรดารับสมุดบันทึกมาด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด เธอเปิดหน้าแรกออก แสงไฟฉายสาดส่องลงบนกระดาษสาเก่าคร่ำคร่า ลายมือหวัดๆ ด้วยหมึกกันน้ำปรากฏแก่สายตา ข้อความหน้าแรกไม่ได้บันทึกเรื่องราวทางมานุษยวิทยา แต่มันคือแผนผังอาคมและคำเตือนด้วยเลือด
*“ผู้ใดล่วงล้ำเขตอาถรรพ์เพชรตาเสือ ดินแดนนี้จะมิใช่ทางกลับบ้าน แต่เป็นสุสานนิรันดร์”*
ดร.รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความมั่นอกมั่นใจในตรรกะและวิทยาศาสตร์ของเธอเริ่มสั่นคลอนเมื่ออ่านบันทึกในหน้าถัดๆ ไป ซึ่งเขียนบรรยายถึงอาการวิกลจริตของสมาชิกในคณะสำรวจทีละคน ภาพวาดลายเส้นของสิ่งมีชีวิตที่ไม่น่าจะมีอยู่จริงบนโลกใบนี้ถูกร่างไว้ด้วยความหวาดผวา
"พวกเขาสติหลุดก่อนจะเจอขุมทรัพย์เสียด้วยซ้ำ..." รินรดารำพึงกับตัวเอง เสียงของเธอแผ่วเบาลงอย่างเห็นได้ชัด "นี่มันไม่ใช่การค้นคว้าทางโบราณคดี... แต่มันคือการสังเวย"
"คุณเพิ่งรู้ตัวตอนนี้ สายไปเสียแล้วล่ะครับ" ศิลาพูดเสียงเรียบ ดวงตาคมกวาดมองไปรอบตัวความมืดมิดนอกรัศมีไฟฉาย ประสาทสัมผัสของพรานป่าเริ่มทำงานเมื่อได้ยินเสียงผิดปกติบางอย่างแว่วมากับสายลม "เพราะตอนนี้... มีบางอย่างกำลังต้อนพวกเราให้จนมุม"
รินรดารีบพลิกสมุดบันทึกไปหน้าสุดท้ายอย่างร้อนรน เผื่อว่าจะมีบันทึกเกี่ยวกับทางหนีทีไล่ หรือรหัสลับในการปิดผนึกอาถรรพ์ เธอกวาดสายตาอ่านข้อความที่ถูกเขียนไว้ด้วยลายมือที่สั่นเครือที่สุดในเล่ม
*“มันไม่ได้หลับใหล... แต่มันกำลังรอคอย และคนที่นำทางพวกเรามาตลอดทาง... ไม่ใช่มนุษย์”*
หัวใจของรินรดากระตุกวูบ เธอชะงักค้าง สมองประมวลผลคำพูดประโยคนั้นซ้ำไปซ้ำมา ก่อนที่ความตระหนักรู้บางอย่างจะวิ่งพล่านไปทั่วไขสันหลัง เธอค่อยๆ หันกลับมามองชายหนุ่มผู้ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า
ศิลายังคงยืนกอดอก ใบหน้าคมคายไร้ซึ่งความตื่นตระหนก ดวงตาคู่นั้นไม่ได้สะท้อนภาพความหวาดกลัว แต่กลับสะท้อนแสงสีอำพันแปลกประหลาดในความมืด
ทันใดนั้น สมุดบันทึกในมือของรินรดาก็เริ่มสั่นไหว หมึกสีดำบนกระดาษเก่าๆ ละลายกลายเป็นหยดเลือดสดๆ ที่ซึมผ่านปลายนิ้วของเธอ พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก้าวที่กำลังรายล้อมปิดปากถ้ำเข้ามาทุกที... และไม่มีเสียงฝีเท้าใดที่เหมือนมนุษย์เลยสักก้าวเดียว
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันดำมืดครั้งนี้ด้วยกันนะครับ
พรานอาคมกับนักมานุษยวิทยาสายมืด•ตอนที่ 10
ร่องรอยในสมุดบันทึก
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พรานอาคมกับนักมานุษยวิทยาสายมืด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!