กลิ่นคาวสนิมเหล็กตีเข้าจมูกของศิลาก่อนที่สมุดบันทึกในมือรินรดาจะร่วงลงสู่พื้นดิน ความมืดรอบตัวบีบอัดจนอากาศในโพรงถ้ำเจือด้วยความหนาแน่นประหลาด เสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาไม่ได้ย่ำลงบนพื้นหินอย่างมั่นคง แต่มันคือเสียงลากครูด เสียงเนื้อเยื่อฉีกขาด และเสียงกรอบแกรบของกระดูกที่เสียดสีกัน—ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่เดินด้วยสองขาตามธรรมชาติอย่างแน่นอน
ศิลาไม่รอให้ความสงสัยกัดกินสติ ปืนพกสั้นบรรจุกระสุนอาคมถูกกระชากขึ้นมาประทับบ่าในเสี้ยววินาที ดวงตาคมกริบกวาดมองความมืดเบื้องหน้าอย่างเยือกเย็น นิ้วชี้แตะเซฟตี้ไว้พร้อมเหนี่ยวไก ขณะที่มืออีกข้างคว้าข้อมือเรียวของรินรดาไว้แน่น กระชากเธอลากเข้ามาหลบหลังเงาหินงอกขนาดใหญ่
"อย่าส่งเสียงเด็ดขาด..." ศีกษากระซิบด้วยน้ำเสียงต่ำลึก ทว่าเฉียบขาดจนหญิงสาวผู้เย่อหยิ่งในตรรกะถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
รินรดาหอบหายใจถี่กระชั้น หยดเลือดสีแดงสดที่ยังคงเปรอะเปื้อนปลายนิ้วของเธอสะท้อนกับแสงเรืองรองจางๆ จากหินเรืองแสงบนเพดานถ้ำ เธอมองหน้าชายหนุ่มผู้ยืนบังกระสุนและอาคมให้เธออยู่เบื้องหน้า แววตาของนักมานุษยวิทยาสายมืดไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลือ มีเพียงความอยากรู้อยากเห็นที่ถูกกระตุ้นจนถึงขีดสุดท่ามกลางสถานการณ์ความเป็นความตาย
"คุณคิดว่ามันคืออะไร... ศิลา?" เธอกระซิบถามชิดริมฝีปากเขา ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับต้นคอของชายหนุ่ม "มนุษย์กลายพันธุ์จากพิธีกรรมโบราณ หรือผลผลิตทางจิตใต้สำนึกที่เราสร้างขึ้นมาหลอกตัวเองกันแน่"
"มันคือสิ่งที่เกิดจากความโลภของมนุษย์... เหมือนกับสิ่งที่คุณกำลังตามหาอยู่นี่แหละครับ" ศิลาตอบกลับเสียงเรียบโดยไม่หันมามอง สายตายังคงจดจ้องไปยังม่านหมอกสีเทาที่เริ่มเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ทุกที
เสียงฝีเท้าหยุดลงตรงปากทางเข้าถ้ำพอดี ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ—ความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเสียงคำรามใดๆ กลิ่นอายของความตายและความชื้นแฉะแผ่ซ่านเข้ามาในอากาศ ทันใดนั้น เงาร่างรูปร่างบิดเบี้ยวสูงใหญ่เกินมนุษย์ก็ก้าวพ้นม่านหมอกเข้ามา มันไม่มีผิวหนัง มีเพียงกล้ามเนื้อสีแดงฉานที่ปูดโปนและเส้นเอ็นที่ตึงเปรี๊ยะ ดวงตาสสีดำสนิทไร้แววตาจ้องมองตรงมายังซอกหินที่ทั้งสองซ่อนตัวอยู่ราวกับรับรู้คลื่นความร้อนในร่างกายได้
ศิลาไม่ลังเล เขากัดปลายนิ้วตัวเองจนเลือดซึม ปาดลงบนกระสุนนัดสุดท้ายในรังเพลิง ท่องคาถาอักขระโบราณเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วลั่นไกออกไปหนึ่งนัด!
*ปัง!*
กระสุนอาคมพุ่งแหวกอากาศออกไปด้วยความเร็วสูง เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวเมื่อกระทบเข้ากับหัวไหล่ของอสุรกายตนนั้น เลือดสีดำพุ่งทะลักออกมาราวกับน้ำพุ พร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนที่บาดแก้วจนหูแทบแตก แรงระเบิดทำให้อุโมงค์สั่นสะเทือน เศษหินน้อยใหญ่ร่วงกราวลงมาจากเพดาน
"วิ่ง!" ศิลาตะโกนลั่น คว้ามือรินรดาพุ่งทะยานออกไปเบื้องหน้าทันที
ทั้งคู่สลัดหลุดจากเงื้อมมือของอสุรกายด้วยการพุ่งตัวผ่านซอกหินแคบๆ ที่ร่างใหญ่นั้นไม่สามารถตามเข้ามาได้ เสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวไล่หลังมาอย่างกระชั้นชิด แต่ไม่นานนัก เสียงนั้นก็ค่อยๆ เบาลงและถูกแทนที่ด้วยเสียงซู่ซ่ากึกก้องที่คุ้นเคย
เบื้องหน้าของพวกเขาในเวลานี้ คือกำแพงหินธรรมชาติขนาดมหึมาที่ถูกสายน้ำมหาศาลโถมกระหน่ำลงมาจากเบื้องบน น้ำตกสูงชันทิ้งตัวลงสู่แอ่งน้ำสีมรกตเบื้องล่าง ละอองน้ำกระจายฟุ้งตลกลอยละลิ่วกระทบผิวหน้าจนรู้สึกเยือกเย็น แต่สิ่งที่ทำให้ศิลาและรินรดาต้องหยุดชะงักฝีเท้าลงโดยพลัน ไม่ใช่ความงามของม่านน้ำตกนี้
เบื้องหลังม่านน้ำตกสีขาวขุ่นนั้น มีแสงเรืองรองสีส้มอ่อนๆ ลอดผ่านออกมา พร้อมกับโครงสร้างสถาปัตยกรรมหินแกะสลักรูปอสุรกายอ้าปากกว้าง ซึ่งซ่อนตัวอย่างแนบเนียนมาหลายร้อยปี
"วิหารใต้ดิน..." รินรดาอุทานออกมาเบื้องหน้า ลืมความหวาดกลัวเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น ดวงตาของเธอเป็นประกายระยับยามจ้องมองสัญลักษณ์อักษรโบราณที่สลักอยู่บนเสาหินศิลา "มันไม่ได้ถูกฝังกลบอย่างที่ตำนานท้องถิ่นเล่าขาน แต่มันถูกซ่อนไว้หลังม่านน้ำตกเพื่ออำพรางเสียงและกลิ่นอาย!"
ศิลาเก็บปืนเข้าซอง ชายหนุ่มกวาดสายตามองสำรวจรอบบริเวณอย่างระมัดระวัง มือหนาลูบคลำรอยสลักบนผนังหินสัมผัสได้ถึงพลังงานไสยเวทที่หนาแน่นจนขนลุกชัน ที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่เก็บสมบัติโบราณ แต่มันคือ "คุก" ที่ใช้กักขังบางสิ่งเอาไว้
"อย่าเพิ่งรีบดีใจไปหรอกครับ ดร.รินรดา" ศิลาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเตือนสติ สายตาคมกราบมองเข้าไปในความมืดหลังม่านน้ำตก "ประตูที่เปิดออกได้ง่าย มักจะมีราคาที่ต้องจ่ายแพงเสมอ... และผมเกรงว่าสิ่งที่เรากำลังจะเจอข้างในนั้น อาจไม่ใช่แค่ความรู้ทางมานุษยวิทยาที่คุณคาดหวัง"
รินรดาหันมามองหน้าเขา รอยยิ้มเย้ายวนปรากฏขึ้นที่มุมปากของนักวิชาการสาว เธอขยับเข้าไปใกล้ชายหนุ่มจนได้กลิ่นหอมจางๆ จากเรือนร่างที่ผสมผสานกับกลิ่นอายดินปืนและหยาดเหงื่อ
"ถ้าคุณกลัวความมืด ทำไมไม่ยอมถอยกลับไปตั้งแต่แรกเล่าคะ... อ้อ ลืมไป คุณไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้กลางทางเสียด้วยสิ" น้ำเสียงของเธอทิ้งท้ายด้วยความท้าทาย ก่อนที่เธอจะก้าวเท้าผ่านม่านน้ำตกเข้าไปเป็นคนแรก โดยไม่รอคำทัดทานใดๆ
ศิลามองตามแผ่นหลังเรียวบางนั้นด้วยแววตาที่อ่านยาก เขายกมือขึ้นลูบรอยแผลเป็นที่ต้นคอเบาๆ ถอนหายใจยาวออกมาก่อนจะก้าวเดินตามเข้าไปในดินแดนเบื้องหลังม่านน้ำตกนั้น ความมืดมิดและกลิ่นอายโบราณที่รออยู่เบื้องหน้า กำลังจะเปิดเผยความจริงที่ทั้งสองไม่มีวันหวนกลับไปแก้ไขได้อีกแล้ว
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันดำมืดครั้งนี้ด้วยกันนะครับ
พรานอาคมกับนักมานุษยวิทยาสายมืด•ตอนที่ 11
ทางแยกแห่งโชคชะตา
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พรานอาคมกับนักมานุษยวิทยาสายมืด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!