กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นเน่าหน่วงของดินชื้นแฉะตีเข้าจมูกอย่างรุนแรงทันทีที่ศิลาผลักประตูห้องไม้นิตยสารเก่าคร่ำคร่าให้เปิดออก แสงสลัวจากตะเกียงเจ้าพายุสาดส่องกระทบร่างของ ดร.รินรดา ที่นอนหมดสติอยู่บนพื้นกระดานไม้สักที่ผุกร่อน ผิวพรรณเนียนละเอียดที่เคยเปล่งประกายความมั่นใจของผู้เชี่ยวชาญด้านมานุษยวิทยา บัดนี้กลับซีดเซียวราวกับกระดาษสา ริมฝีปากม่วงคล้ำ และที่น่ากลัวที่สุดคือรอยฟกช้ำสีดำคล้ำที่แผ่ขยายเป็นรูปมือปริศนา ลามจากไหปลาร้าข้างขวาขึ้นมาถึงลำคอระหง
ร่องรอยนั้นไม่ใช่รอยบาดแผลทางกายภาพ แต่มันคือ "รอยเงาอาคม" ที่กำลังสูบกินพลังชีวิตและสติสัมปชัญญะของเธอไปทีละน้อย
"บางที... ความจริงที่คุณตามหา อาจจะน่ากลัวกว่าตัวประหลาดตรงหน้านี้เสียยิ่งกว่านะครับ คุณศิลา"
คำพูดของเธอเองเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ชายหนุ่มกัดกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามขึ้นเป็นสันนูน แม้ในยามวิกฤตเช่นนี้ อุดมการณ์ที่แตกต่างกันระหว่างเขากับเธอก็ยังคงเป็นเส้นแบ่งบางๆ ที่คั่นกลาง แต่กระนั้น ศิลาก็ไม่ใช่คนที่จะปล่อยให้ผู้ร่วมเดินทางต้องสังเวยชีวิตให้กับความโลภของตนเองหรือสิ่งลี้ลับที่เกินควบคุม
ศิลาก้าวเข้าไปคุกเข่าลงข้างกายหญิงสาวอย่างรวดเร็วและมั่นคง มือหนาสากระคายจากการผ่านการจับอาวุธและลูบคมมีดอาคมมาทั้งชีวิต เอื้อมไปแตะชีพจรที่ข้อมือของเธอ มันเต้นแผ่วเบาและเร็วผิดปกติราวกับนกน้อยที่ตื่นตระหนกในกรงขัง
"ดื้อด้านเสียจริง... ผู้หญิงคนนี้" ศิลาพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ เจือด้วยความระอาและห่วงใยที่ถูกเก็บกดไว้ใต้ความสุขุม
เขาเปิดย่ามหนังโบราณ ควานหาวัตถุกรรมฐานและเครื่องรางที่จำเป็นสำหรับพิธีกรรมเฉพาะกิจ กลิ่นหอมฉุนของกำยานป่าและไม้จันทน์หอมโชยออกมาทันทีที่เขาเปิดตลับไม้แกะสลักลายยันต์โบราณ ศิลาจัดแจงวางเทียนขี้ผึ้งแท้สี่เล่มไว้ที่มุมทั้งสี่ของร่างรินรดา ก่อนจะจุดไฟด้วยก้านไม้ขีดไฟ ท่ามกลางความเงียบสงบที่มีเพียงเสียงลมหายใจโรยรินของหญิงสาวและเสียงหรีดหรีดเรไรร้องระงมอยู่ภายนอกหน้าต่างบานเกล็ดที่ปิดสนิท
ศิลาหลับตาลง ชำระล้างจิตใจให้สงบนิ่ง ท่องคาถาเบิกเนตรและอัญเชิญครูบาอาจารย์ในใจ ลมหายใจเข้าออกลึกและยาวนานตามวิสัยของพรานอาคมผู้เจนจัดสนาม เขาจุ่มนิ้วลงในน้ำมนต์ธรณีสารที่ผสมด้วยว่านยาโบราณ ก่อนจะบรรจงแตะลงที่หน้าผากมนของรินรดา
"ตื่นขึ้นมาเสียที... ดร.รินรดา โลกแห่งความจริงมันโหดร้ายกว่าความฝันที่คุณอยากรู้นัก" เขากระซิบลอดไรฟัน
ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสผิวเนื้อ เย็นเฉียบราзыน้ำแข็งก็ตีกลับมาจนศิลาต้องขยับมือเล็กน้อย ร่างของรินรดาเริ่มสั่นเทา ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววทิฐิและเฉลียวฉลาดค่อยๆ ปรือเปิดขึ้นอย่างช้าๆ นัยน์ตาของเธอไม่ได้มองมาที่เขาอย่างปกติ แต่มันเหม่อลอยและสะท้อนภาพเงาดำประหลาดที่กำลังยืนอยู่เบื้องหลังตัวของศิลาเอง
"คุณ... ศิลา..." เสียงของเธอแหบพร่าและแห้งผากราวกับไม่ได้ดื่มน้ำมาแรมปี "ระวัง... มัน... ตามเรามาถึงที่นี่..."
"ผมรู้" ศิลาตอบเสียงเรียบ แต่แววตาคมกริบกลับกวาดมองไปรอบห้องอย่างระแวดระวัง "และผมไม่ได้ตั้งใจจะต้อนรับมันเสียด้วย"
ชายหนุ่มหยิบกริชโบราณเล่มงามที่อาบคาถาปราบไสยดำขึ้นมาถือไว้มั่น ท่องคาถา "สะกดธรณี" กำกับลมหายใจ เขาดึงตัวรินรดาให้ลุกขึ้นพิงกับผนังห้องอย่างระมัดระวัง ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เผชิญหน้ากับความมืดมิดที่เริ่มก่อตัวเป็นกลุ่มควันสีเทาคล้ำบริเวณมุมห้อง กลิ่นสาปสางที่คล้ายซากสัตว์ตายผสมกับกลิ่นธูปเน่าโชยคละคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน
กลุ่มควันนั้นค่อยๆ ควบแน่นกลายเป็นร่างเงาตะคุ่มของมนุษย์ไร้หน้า ดวงตาสีแดงฉานคู่หนึ่งจ้องมองมาที่ศิลาด้วยความอาฆาตมาดร้าย มันอ้าปากกว้างส่งเสียงกรีดแหลมสูงที่บาดแก้วหูจนรินรดาต้องยกมือขึ้นกุมศีรษะด้วยความเจ็บปวด
"ไอ้เดรัจฉานวิชา... แกกล้าดียังไงมารังควานคนของกู" ศิลาคำรามในลำคอ น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลังเต็มไปด้วยจิตสังหารที่ฝึกฝนมานับทศวรรษ
เขาไม่รอช้า พุ่งทะยานเข้าประชิดร่างเงาดำนั้นพร้อมกับตวัดกริชอาคมฟันฉับเข้ากลางลำตัว ประกายไฟสีฟ้าแลบแปลบปลาบขึ้นยามเมื่อคมเหล็กปะทะกับพลังงานลี้ลับ เสียงกรีดร้องโหยหวนดังสะท้อนไปทั่วห้องจนฝุ่นละอองจากเพดานร่วงกราวลงมา แต่แทนที่มันจะสลายไป เงาดำนั้นกลับแยกตัวออกเป็นสองร่าง และพุ่งตรงเข้าใส่รินรดาที่กำลังไร้ทางสู้!
"รินรดา!" ศิลาอุทานชื่อเธอออกมาเป็นครั้งแรกด้วยความตกใจ เขาพลิกตัวกลับด้วยความเร็วดุจเสือดาว ทิ้งตัวลงเอาลำตัวบังร่างของหญิงสาวไว้ พร้อมกับใช้มือซ้ายกดผ้ายันต์กันภัยลงที่พื้น ท่องมนต์บทสุดท้ายเพื่อปิดผนึกเขตอาคม
*เปรี้ยง!*
แรงระเบิดจากพลังไสยเวทสะท้อนกลับจนศิลาต้องกระอักเลือดออกมาคำโต เลือดสีแดงสดหยดลงบนพื้นไม้สีเข้ม ขณะที่เงาดำทั้งสองร่างสลายกลายเป็นไอควันสีดำจางหายไปในอากาศ บรรยากาศภายในห้องกลับคืนสู่ความเงียบงันอีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงกลิ่นคาวเลือดและหอบหายใจถี่กระชั้นของชายหนุ่ม
ศิลาหันกลับมามองคนด้านหลัง รินรดานอนหอบสะท้าน รอยแผลรูปมือสีดำที่ลำคอจางหายไปแล้ว เหลือเพียงผิวหนังสีแดงระเรื่อ เธอมองเขาด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป—ไม่มีความถือดีหลงเหลืออยู่อีก มีเพียงความหวาดกลัวและความรู้สึกผิดที่ฉายชัดในหน่วยตาคู่นั้น
"คุณ... ช่วยชีวิตฉันไว้ทำไมคะ... ทั้งที่ฉันดึงคุณลงมาในความเสี่ยงนี้แท้ๆ" เสียงของเธอสั่นเครือ
ศิลาใช้หลังมือปาดคราบเลือดที่มุมปากออก ชายหนุ่มยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็นและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน ดวงตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ
"เพราะผมยังต้องการคำตอบจากคุณ... ดร.รินรดา" ศิลาตอบเสียงนิ่ง "และอีกอย่าง... นักมานุษยวิทยาสองหน้าอย่างคุณ ตายง่ายเกินไป โลกใบนี้ยังสนุกไม่พอ"
บรรยากาศระหว่างทั้งสองคนอบอวลไปด้วยแรงดึงดูดประหลาดที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ท่ามกลางความเงียบงันที่น่าค้นหา ศิลายันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเพื่อสำรวจความเสียหายรอบห้อง ทว่า ในจังหวะที่สายตาของเขากวาดผ่านโต๊ะทำงานเก่าคร่ำคร่าที่มุมห้องนั้นเอง สายตาก็สะดุดเข้ากับวัตถุแปลกปลอมชิ้นหนึ่งที่ถูกวางทิ้งไว้อย่างจงใจ—สมุดบันทึกหนังสีดำสนิทที่มีตราประทับรูป "งูกลืนหาง" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของกลุ่มนักล่าสมบัติโบราณคู่ปรับเก่าที่เขาคิดว่าตายไปหมดแล้ว และที่สำคัญที่สุด... บนหน้าปกสมุดนั้น มีคราบเลือดสดๆ ที่ยังไม่แห้งสนิทดี ราวเพิ่งมีใครบางคนเพิ่งวางมันทิ้งไว้เมื่อไม่กี่วินาทีก่อนนี้เอง!
--------------------------------------------------
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปกับความมืดมิดและปริศนาในบทนี้นะครับ
พรานอาคมกับนักมานุษยวิทยาสายมืด•ตอนที่ 8
กลิ่นสาปสาง
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พรานอาคมกับนักมานุษยวิทยาสายมืด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!