พรานอาคมกับนักมานุษยวิทยาสายมืด•ตอนที่ 7

กับดักของบรรพกาล

ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
ดวงตาสีแดงฉานคู่ใหญ่นั้นไม่ได้กะพริบเลยแม้แต่น้อย มันจ้องทะลุผ่านความมืดมิดของรอยแยกใต้พื้นศิลาโบราณ ราวกับกำลังประเมินน้ำหนักชีวิตของมนุษย์สองคนที่บังอาจกطายล้ำเข้ามาในอาณาเขตต้องห้าม "ถอยหลัง... ห้ามขยับสุ่มส่าห์เด็ดขาดครับ ดร.รินรดา" ศิลาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงต่ำและราบเรียบ ทว่าทุกพยางค์กลับหนักแน่นจนสั่นสะท้อนถึงแก้วหู มือขวาของพรานหนุ่มกระชับมีดอาคมโบราณในฝักแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาว ขณะที่มือซ้ายเอื้อมไปดึงแขนเรียวของหญิงสาวให้ถอยร่นมาด้านหลังอย่างรวดเร็ว ดร.รินรดาไม่มีทีท่าตื่นตระหนกอย่างที่ผู้หญิงทั่วไปควรจะเป็น แววตาหลังกรอบแว่นทรง The Row กลับเปล่งประกายความอยากรู้อยากเห็นระคนคำนวณ เธอย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อปรับองศาของเลนส์กล้องความร้อนในมือถือ พร้อมกับกระซิบตอบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นไม่แพ้กัน "ดวงตาคู่โตขนาดนั้น... ไม่น่าจะใช่สิ่งมีชีวิตที่ถูกบันทึกไว้ในตำรามานุษยวิทยาเล่มไหน หรือคุณคิดว่ามันคือ 'ทวารบาล' ที่พวกพรานเฒ่าชอบเล่าขานกันล่ะครับ คุณศิลา" "ไสยเวทไม่ใช่เรื่องเล่าเพื่อกล่อมเด็กให้นอนหลับหรอกนะครับ" ศิลาตอบกลับโดยไม่ละสายตาจากเบื้องล่าง "สิ่งที่คุณกำลังเห็น ไม่ใช่เนื้อหนังมังสา แต่มันคือพลังงานดิบที่ถูกผนึกด้วยอาคมสายดำ... และตอนนี้ โซ่ตรวนที่ล่ามมันไว้กำลังจะขาดสะบั้นลงแล้ว" *ครืนนน!* พื้นดินใต้เท้าของพวกเขาทั้งคู่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับแผ่นดินไหวขนาดย่อม รอยแยกบนพื้นหินแกรนิตขยายวงกว้างขึ้นด้วยความเร็วสูง เสียงกระดูกลั่นกรอบที่ดังระรัวก่อนหน้านี้ ทวีความดังขึ้นจนกลายเป็นเสียงคำรามต่ำในลำคอที่เสียดแก้วหู กลิ่นอายของความตายและซากศพเน่าเฟะโชยตีตลบอบอวล คลุ้งปะปนกับกลิ่นออนโซนชื้นแฉะของถ้ำลึก ศิลาไวกว่าความคิด เขาคว้าเอวของรินรดาแล้วพุ่งตัวหลบไปยังแท่นหินบูชาด้านข้างอย่างเฉียดฉิว ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง พื้นดินบริเวณที่ยืนอยู่เมื่อครู่ก็ยุบตัวลงกลายเป็นหลุมลึกอเวจี ฝุ่นละอองและเศษหินร่วงกราวลงสู่ความมืดมิดอย่างไร้ก้นบึ้ง "ระวัง!" ศิลาตะโกนลั่น พร้อมกับกดร่างของหญิงสาวให้แนบไปกับพื้นศิลาเย็นเฉียบ เมื่อเงาดำมหึมาพุ่งทะยานขึ้นจากรอยแยกด้วยความเร็วระดับสัตว์นักล่า ร่างนั้นปรากฏกายภายใต้แสงสลัวจากคบเพลิง มันไม่ใช่สัตว์ป่าธรรมดา แต่เป็นโครงกระดูกมหึมาของมนุษย์โบราณที่ถูกพันธนาการด้วยรากไม้สีดำสนิท รากไม้เหล่านั้นขยับไหวราวกับมีชีวิต ชีพจรสีดำเต้นตุบๆ อยู่ใต้โครงกระดูก และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ กะโหลกศีรษะขนาดใหญ่ที่มีดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นกำลังจ้องมองตรงมาที่พวกเขาด้วยความแค้นเคืองอันเป็นนิรันดร์ "โครงกระดูกอาคม... อาคมบังคับภูตผีระดับสูง" รินรดาพึมพำออกมาเบาๆ ขณะที่เธอยังคงถูกร่างหนาของศิลาปกป้องไว้ใต้แผงอก แม้สถานการณ์จะคับขันถึงชีวิต แต่แววตาของเธอกลับฉายแววตื่นเต้นอย่างประหลาด "มันถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องอะไรบางอย่าง... หรือเพื่อขังใครบางคนไว้กันแน่นะ" "มันไม่ได้ปกป้องอะไรทั้งนั้นครับ..." ศิลาขยับตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ โดยใช้ลำตัวบังรินรดาไว้ครึ่งหนึ่ง ดวงตาคมกริบจ้องมองตรงไปยังอดีตมนุษย์กลายร่าง "มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ 'ล่า' คนที่รุกล้ำเข้ามาต่างหาก และตอนนี้... เราคือผู้บุกรุก" สิ่งประหลาดตรงหน้าส่งเสียงคำรามก้อง กลิ่นอายอาคมแผ่พุ่งออกมาเป็นระลอกคลื่นสีเทาหม่น กดทับบรรยากาศรอบตัวให้อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ศิลาหยิบขวดแก้วบรรจุน้ำมนต์ธรณีสารออกจากย่ามด้วยมือซ้าย ส่วนมือขวากำมีดอาคมมั่น ท่องคาถากำกับอักขระโบราณในใจอย่างรวดเร็ว "คุณรินรดา ถอยไปที่เสาศิลาต้นนั้น อย่าขยับออกนอกเขตวงเวทย์ที่ผมเหยียบเด็ดขาด" สั่งเสียงเฉียบขาด "แล้วคุณล่ะครับ?" รินรดาเงยหน้าขึ้นมองพรานหนุ่ม แววตาไหววับชั่วขณะ "คุณคิดว่าจะจัดการกับปีศาจโบราณนี่ด้วยมีดเล่มเดียวหรือไง" "ถ้าไม่มีทางเลือก... ผมก็ต้องทำ" ศิลาตอบสั้นๆ โดยไม่หันกลับมามอง "เพราะหน้าที่ของผมคือการส่งพวกมันกลับหลุม ไม่ใช่ปล่อยให้มันขึ้นมาเดินบนโลกมนุษย์" ทันใดนั้น โครงกระดูกยักษ์ก็พุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ กรงเล็บที่ประกอบขึ้นจากรากไม้และกระดูกแหลมคมกวาดผ่านอากาศจนเกิดเสียงหวีดหิว ศิลาพลิกตัวหลบอย่างคล่องแคล่วราวกับเสือดาวป่า ก่อนจะซัดน้ำมนต์ธรณีสารเข้าใส่เบ้าตาสีแดงฉานคู่นั้นอย่างแม่นยำ *ฉ่าาา...!* เสียงราวกับน้ำราดลงบนเหล็กเผาไฟดังสนั่น ควันสีขาวพวยพุ่งพร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนที่บาดลึกถึงจิตวิญญาณ โครงกระดูกยักษ์ชะงักไปชั่วครู่ แต่มันก็ยิ่งทวีความโกรธเกรี้ยวขึ้นเป็นทวีคูณ มันเหวี่ยงแขนข้างหนึ่งกระแทกเข้ากับผนังถ้ำเศษหินน้อยใหญ่ร่วงกราวลงมาปิดกั้นทางออกทันที พวกเขาทั้งสองถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์ แสงสว่างจากคบเพลิงเริ่มริบหรี่ลงตามออกซิเจนที่ลดต่ำลง ความมืดและไอน้ำจากเบื้องล่างกำลังคืบคลานเข้ามาโอบล้อม ศิหาย่อตัวลงตั้งท่าเตรียมรับมือระลอกการโจมตีครั้งต่อไป เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้าคมคาย ขณะที่รินรดาขยับเข้าไปใกล้แผ่นหลังของเขาอย่างไม่มีทางเลือก ลมหายใจอุ่นร้อนของทั้งคู่รดรินอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่บีบคั้นถึงขีดสุด ในวินาทีที่เงาดำมหึมาเงื้อมือเตรียมโจมตีปิดฉาก สายตากลับเหลือบไปเห็นสัญลักษณ์แปลกประหลาดที่สลักอยู่บนอกของโครงกระดูกยักษ์ มันไม่ใช่รหัสอาคมโบราณทั่วไป แต่เป็น 'ตราสัญลักษณ์ตราประทับของกรมศิลปากรยุคอาณานิคม' ที่ถูกทำขึ้นอย่างลับๆ... และตราประทับนั้น ก็เป็นชิ้นเดียวกับที่ซ่อนอยู่ในสมุดบันทึกส่วนตัวของศาสตราจารย์ผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของรินรดาเอง ศิลาหันขวับมามองหญิงสาวด้านหลังทันที ดวงตาคมกริบหรี่ลงด้วยความเคลือบแคลงสงสัย "ดูเหมือนว่า... สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเรา จะไม่ใช่แค่คำสาปโบราณธรรมชาติอย่างที่คุณพยายามบอกผมสินะครับ ดร.รินรดา" ศิราเอ่ยเสียงเย็นเยียบ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก "แต่มีคนจงใจ 'ปลุก' มันขึ้นมา... และคนๆ นั้น ก็อาจจะกำลังยืนมองเราอยู่แถวนี้ด้วยซ้ำ" รินรดานิ่งงันไปชั่วขณะ แววตาที่เคยนิ่งสงบกลับไหวระริกเป็นครั้งแรก เธอยิ้มมุมปากเล็กน้อยอย่างมีความหมาย ก่อนจะกระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ขนหัวลุก "บางที... ความจริงที่คุณตามหา อาจจะน่ากลัวกว่าตัวประหลาดตรงหน้านี้เสียอีกนะครับ คุณศิลา" ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันดำมืดครั้งนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พรานอาคมกับนักมานุษยวิทยาสายมืด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%