กลิ่นควันจางๆ ของสมุนไพรต้มเคี่ยวระคนคาวเลือดคละคลุ้งจนน่าเวียนหัว แผ่ซ่านไปทั่วตำหนักรับรองชั่วคราว ณ เขตชายแดนประจิมที่บัดนี้กลายเป็นโรงหมอกลายๆ ไปเสียแล้ว
ไป๋ลี่หลินไม่ใส่ใจแม้กระทั่งเหงาที่ผุดพรายขึ้นตามไรผม ละอองแป้งสมุนไพรสีขาวหม่นเปรอะเปื้อนอาภรณ์ผ้าไหมปักลายเหมันต์ที่บัดนี้ยับยู่ยี่จนแทบดูไม่ได้ นางกำลังใช้ปลายเข็มเงินยาวเรียวสะกิดตักเอาน้ำหนองและพิษร้ายออกจากบาดแผลฉกรรจ์บนหัวไหล่ของทหารนายหนึ่งอย่างแม่นยำ ทุกย่างก้าวและลมหายใจของนางควบคุมด้วยสมาธิอันแน่วแน่ดั่งผู้บรรลุธรรม
"อดทนหน่อยนะเจ้าคะ อีกเค่อเดียวตัวยาสกัดจากรากโสมร้อยปีจะซึมเข้าสู่กระแสเลือดแล้ว อาการไข้เป็นพิษจะทุเลาลงอย่างแน่นอน" น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าเปี่ยมด้วยพลังอำนาจที่ทำให้บุรุษร่างกำยำที่กำลังกัดฟันสั่นเทาด้วยความเจ็บปวดคลายความหวาดกลัวลงได้ครึ่งหนึ่ง
"ฮูหยิน... ขอบพระคุณ..." ทหารนายนั้นละล่ำละลักกล่าวด้วยความซาบซึ้ง
"อย่าเพิ่งพูดมาก เก็บแรงไว้หายใจเถิด"
เงาร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทปักดิ้นลายพยัคฆ์ทะยานเมฆก้าวเข้ามาหยุดนิ่งอยู่เบื้องหลังนาง เฟิงมู่เฉิน หรือฉินอ๋องผู้เยือกเย็นดุร้ายไม่เคยเกรงกลัวต่อคมดาบหรือสนามรบใด ทว่ายามเมื่อสายพระเนตรกวาดมองไปทั่วห้องโถงที่เต็มไปด้วยผู้เจ็บป่วย และมาหยุดอยู่ที่แผ่นหลังบางที่สั่นไหวเล็กน้อยด้วยความเหนื่อยอ่อนของสตรีในดวงใจ พระองค์กลับรู้สึกราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาบีัดรัดหัวใจจนเจ็บแปลบ
"เจ้าไม่ได้พักผ่อนมาสามวันสามคืนแล้วนะ ลี่หลิน" สุระเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ทว่าแฝงไปด้วยความห่วงใยที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ความเยือกเย็นตามนิสัย
ไป๋ลี่หลินชะงักมือเล็กน้อย นางวางเข็มเงินลงบนถาดกระเบื้องเคลือบอย่างเบามือ ก่อนจะค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับพระองค์ ใบหน้าหวานล้ำที่มักจะแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันศัตรู บัดนี้กลับซีดเซียวไร้เลือดฝาด มีเพียงดวงตาสุกสกาวดั่งดาราในคืนเดือนมืดที่ยังคงส่องประกายเด็ดเดี่ยวไม่เสื่อมคลาย
"หากหม่อมฉันพัก แล้วไพร่พลนับร้อยที่กำลังรอความช่วยเหลือเหล่านี้เล่าเพคะ จะมีใครให้โอกาสพวกเขาได้พักบ้าง?" นางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มบางเบา ทว่าแววตากลับจริงจังจนน่าใจหาย "ท่านอ๋อง... โรคระบาดครั้งนี้ไม่ใช่ภัยธรรมชาติธรรมดาอย่างแน่นอน มีคนจงใจวางยาพิษลงในแหล่งน้ำกลางค่าย เพื่อตัดกำลังทหารของเราก่อนศึกใหญ่จะมาถึง"
เฟิงมู่เฉินก้าวเข้าไปประชิดร่างบาง มือหนายื่นออกไปปัดปอยผมที่ชื้นเหงื่อออกจากหน้าผากมนของนางอย่างทะนุถนอม ท่าทีอ่อนโยนเช่นนี้หากขุนนางในราชสำนักมาเห็นเข้าคงต้องตกใจจนลูกตาแทบหลุดออกมาจากเบ้า
"เปิ่นหวางรู้แล้ว..." ดวงเนตรคมกริบดั่งพญาอินทรีย์ฉายแววดุดันอำมหิตขึ้นวูบหนึ่ง "หน่วยเงาของเปิ่นหวางสืบทราบมาแล้วว่าเป็นฝีมือของสายลับแคว้นหลี่ ที่ร่วมมือกับคนตระกูลสวี่ของเจ้า ส่งพิษสลายกระดูกเข้ามาทางคูเมือง หวังให้ทหารของเราล้มตายโดยไม่ต้องออกแรงรบ"
ตระกูลสวี่... ชื่อนี้ยังคงตามมาหลอกหลอนและสร้างความน่ารังเกียจไม่สร่างซา รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นที่มุมปากของไป๋ลี่หลิน นางแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ
"พี่สาวผู้แสนดีและท่านพ่อผู้เห็นแก่ตัวของหม่อมฉัน คงคิดไม่ถึงสินะเพคะว่าต่อให้พวกมันจะใช้พิษร้ายกาจเพียงใด ก็ไม่อาจทำลายสติปัญญาของคนผู้หนึ่งที่เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่งได้" นางเงยหน้าขึ้นสบตากับพระองค์อย่างไม่เกรงกลัว "ท่านอ๋องเพคะ... ในเมื่อพวกมันกล้าเล่นเกมสกปรกเช่นนี้ เราก็มาเปิดฉากตลบหลังพวกมันให้เจ็บแสบจนไม่มีแผ่นดินจะกลบหน้ากันเถอะเพคะ"
"เจ้ามีแผนการอันใดในใจ?" เฟิงมู่เฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย พระองค์โปรดปรานความฉลาดลึกซึ้งและความเด็ดเดี่ยวของสตรีตรงหน้ายิ่งกว่าสิ่งใด นางไม่เคยเป็นเพียงดอกไม้ประดับจวน แต่นางคือคมดาบที่พร้อมจะแทงทะลุหัวใจศัตรูเคียงบ่าเคียงไหล่กับพระองค์เสมอมา
ไป๋ลี่หลินกวักมือเรียกให้ฉินอ๋องโน้มพระวรกายลงมาใกล้ๆ ก่อนจะกระซิบแผนการอันแยบคายผ่านริมฝีปากบางเบา กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรจีนบนตัวนางผสมผสานกับกลิ่นอายบุรุษของฉินอ๋อง หลอมรวมกันเป็นบรรยากาศที่ทั้งตึงเครียดและลึกล้ำในคราเดียวกัน
ยามค่ำคืนมาเยือน ความหนาวเหน็บของชายแดนประจิมกัดกินกระดูก ทว่าภายในกระโจมบัญชาการใหญ่ กลับเต็มไปด้วยความร้อนรุ่มของแผนการที่กำลังดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ ไป๋ลี่หลินกำลังงดงามที่สุดยามที่นางตระเตรียมตัวยาแก้พิษสูตรลับขั้นเด็ดขาด นางผสมผงรากบัวหิมะเข้ากับเกล็ดมังกรไฟด้วยสัดส่วนที่แม่นยำรากับชั่งตวงด้วยตาชั่งทองคำ
เฟิงมู่เฉินประทับนั่งมองการกระทำอันคล่องแคล่วของนางอย่างเงียบงัน พระองค์ยกจอกชาขึ้นจิบเบาๆ ขณะที่สายพระเนตรไม่เคยละไปจากใบหน้าของนางเลยแม้แต่น้อย
"ดื่มยานี่เสีย ลี่หลิน เจ้าเองก็ตรากตรำมามากพอแล้ว" พระองค์ยื่นถ้วยยาบำรุงกำลังที่ต้มด้วยความใส่ใจไปตรงหน้า
ไป๋ลี่หลินชะงักมือ นางเงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบของบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในแผ่นดิน หัวใจที่เคยด้านชาและเย็นชาจากการถูกทรยศในชาติก่อน กลับได้รับการเยียวยาด้วยความรักที่มั่นคงดั่งหินผาของคนตรงหน้า นางแย้มยิ้มออกมาอย่างจริงใจเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน
"ขอบพระทัยเพคะท่านอ๋อง" นางรับถ้วยยามาถือไว้ ทว่าก่อนที่ริมฝีปากบางจะได้สัมผัสกับขอบถ้วย เสียงฝีเท้าเร่งAร้อนขององครักษ์เอกก็ดังขึ้นจากด้านนอกกระโจม ตามมาด้วยการปรากฏตัวของขันทีหลวงผู้หนึ่งที่มีใบหน้าซีดเผือด
"ฉินอ๋องี่! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" องครักษ์ผู้รับใช้คุกเข่าลงด้วยความตื่นตระหนก "มีพระราชโองการด่วนจากเมืองหลวง ส่งตรงมาถึงมือท่านอ๋องแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เฟิงมู่เฉินขมวดพระขนมเข้าหากันอย่างไม่สบอารมณ์ พระองค์โบกพระหัตถ์ไล่ให้ขันทีผู้นำสารก้าวเข้ามาถวายฎีกาผ้าแพรสีเหลืองทองอร่าม ทว่าเมื่อทอดพระเนตรอักษรตัวแรกบนผืนผ้าแพรนั้น แววตาที่เคยราบเรียบดุจน้ำนิ่งก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นความมืดทะมึนดั่งพายุหมุนในชั่วพริบตา
ไป๋ลี่หลินเห็นความผิดปกติ นางจึงวางถ้วยยาลงบนโต๊ะไม้กฤษณาอย่างนุ่มนวล ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นลงถนัดใจ
"มีเรื่องอันใดหรือเพคะท่านอ๋อง พระราชโองการฉบับนี้... เขียนว่ากระไร?"
เฟิงมู่เฉินค่อยๆ เงยพระพักตร์ขึ้นจากผืนผ้าแพร รอยยิ้มหยันที่น่ากลัวที่สุดปรากฏขึ้นที่มุมพระโอษฐ์ ขณะที่พระองค์ทรงเอ่ยคำที่ทำให้ลมหายใจของคนทั้งกระโจมแทบหยุดชะงัก
"เสด็จพ่อทรงมีรับสั่ง... ให้ปลดเปิ่นหวางออกจากตำแหน่งแม่ทัพชายแดน และสั่งประหารชีวิตเจ้า... ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับข้าศึกวางยาพิษในกองทัพ!"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคืนอันตรายนี้ไปพร้อมกับข้านะคะ หวังว่าท่านจะยังไม่ลืมว่าใครคือหมากตัวจริงในกระดานนี้! – เงียบแต่ฟาดเรียบ
กราบขออภัย ฮูหยินเช่นข้าไม่รับคำขอโทษ•ตอนที่ 21
เคียงบ่าเคียงไหล่ฝ่าภัยพิบัติ
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กราบขออภัย ฮูหยินเช่นข้าไม่รับคำขอโทษ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!