กราบขออภัย ฮูหยินเช่นข้าไม่รับคำขอโทษ•ตอนที่ 15

กับดักในงานชุมนุมกวี

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
กลิ่นอายจางๆ ของหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของตำราโบราณลอยอบอวลอยู่ภายใต้ศาลาแปดเหลี่ยมริมบัวหลวง สาธารณชนต่างรู้ดีว่างานชุมนุมกวีประจำฤดูใบไม้ผลิ ณ ศาลา ‘ชิงเฟิง’ หาใช่พื้นที่สำหรับการประชันอักษรเพื่อความสุนทรีย์ หากแต่เป็นเวทีเชือดเฉือนด้วยคมมีดที่มองไม่เห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสายตาหลายคู่ต่างจับจ้องมายังร่างระหงในชุดกระโปรงยาวผ้าไหมปักลายเหมันต์สีนวลตา นางคือไป๋ลี่หลิน อดีตฮูหยินผู้ถูกขับไล่อย่างไร้เยื่อใย บัดนี้กลับยืนหยัดอยู่ ณ ใจกลางพายุด้วยท่าทีสงบนิ่งดั่งผิวน้ำในบึงลึก "ข้าได้ยินมาว่าบทกลอนของพี่หญิงรองมักลึกซึ้งกินใจ จนเหล่าบัณฑิตในเมืองหลวงต่างพากันยกย่อง แต่น่าเสียดายนัก... สตรีที่ถูกสามีทอดทิ้งเช่นท่าน เกรงว่าจะหลงลืมรส1ชาติของความสุขสงบในเรือนไปเสียจนหมดสิ้น แม้แต่พู่กันในมือยังสั่นเทาด้วยความเจียมตัวเลยมิใช่หรือเพคะ?" เสียงหวานหยดย้อยที่แฝงพิษสงร้ายกาจดังขึ้นจากปากของสวี่ซินหยาน อนุภรรยาผู้ทะเยอทะยาน นางสวมชุดผ้าต่วนสีชมพู่อ่อนปักลายผีเสื้อดิ้นเงิน ขับเน้นให้ใบหน้างดงามแบบสตรีผู้น่าสงสารดูโดดเด่น ทว่าแววตากลับฉายความริษยาและหยิ่งผยองจนปิดไม่มิด สวี่ซินหยานตั้งใจเลือกจังหวะนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่เหล่าขุนนางและกวีชื่อดังมารวมตัวกันมากที่สุด เพื่อเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของไป๋ลี่หลินให้จมดินต่อหน้าธารกำนัล รอบกายเงียบกริบลงทันตา เสียงดีดพิณและเสียงพูดคุยแผ่วเบาก่อนหน้ามลายหายไป เหลือเพียงเสียงสายลมที่พัดผ่านใบหลิวและเสียงหัวใจที่เต้นระทึกของบรรดาผู้ร่วมงาน หลายคนลอบสบตากันด้วยความสมเพชเวทนา บ้างก็รอคอยชมความอัปยศอดสูของสตรีที่กล้าอาจหาญต่อกรกับตระกูลใหญ่ ไป๋ลี่หลินมิได้สะท้านสะเทือน นางเพียงชะลอปลายนิ้วที่กำลังบรรจงฝนหมึกบนแท่นหินอิงซีอย่างเชื่องช้า ท่าทางเยือกเย็นราวกับไม่ยินดียินร้ายต่อคำยั่วเย้าอันต่ำช้า ดอกเหมันต์ปักบนชายผ้าไหวระริกตามจังหวะการขยับกาย นางเงยหน้าขึ้นสบตาอนุสาวี่ด้วยแววตาเรียบเฉย ทว่าลึกลงไปกลับมีความคมกริบดั่งใบมีดอาบยาพิษที่พร้อมปลิดชีพศัตรูได้ในคราเดียว "คำพูดของอนุสวี่ช่างแหลมคมยิ่งนัก... น่าเสียดายที่ความคมนั้นใช้ได้แค่กับการแทะเล็มซากเดนในเรือนหลัง หาใช่บนเวทีแห่งปัญญา" เสียงใสราบเรียบกังวานก้องไปทั่วศาลา สะกดทุกสายตาให้หยุดนิ่ง "สตรีที่ถูกทอดทิ้งเช่นข้า อาจสูญเสียสามีผู้ไร้สัจจะไป แต่ก็ทำให้ข้าได้ดวงตาที่กระจ่างแจ้ง มองเห็นสุนัขที่เห่าหอนเพราะกลัวจะไร้เจ้าของได้ชัดเจนยิ่งขึ้น" ใบหน้าของสวี่ซินหยานเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำสลับขาวทันที ริมฝีปากที่แต่งแต้มด้วยชาดสีแดงสดสั่นระริกด้วยความโกรธ "เจ้า! ไป๋ลี่หลิน เจ้ากล้าดียังไง..." "เหตุใดข้าจะไม่กล้า?" ไป๋ลี่หลินก้าวเท้าออกมาเบาๆ สามก้าว กิริยาท่าทางสง่างามไร้ที่ติราวกับเทพธิดาผู้ลงมาจุติ รัศมีกดดันแผ่ซ่านออกจากร่างระหงจนผู้คนรอบข้างต้องลอบกลืนน้ำลาย "ในเมื่อพวกท่านอุตส่าห์จัดฉากตระเตรียมเวทีนี้เพื่อต้อนรับข้า มีหรือที่ข้าจะไม่สนองความหวังดี? ในเมื่อวันนี้เราพูดถึงเรื่องบทกลอนและกวี ข้ามีโคลงสี่สุภาพบทหนึ่ง อยากจะมอบให้คุณหนูสวี่ผู้ประเสริฐ เพื่อเตือนสติว่าสิ่งใดควรเก็บไว้ และสิ่งใดควรปล่อยให้เน่าเปื่อยไปตามกาลเวลา" นางกวาดสายตามองไปยังเหล่าบัณฑิตชายหนุ่มที่ต่างก้มหน้าลงหลบตา ก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจาร่ายโคลงด้วยน้ำเสียงกังวานใส ราวกับเสียงกระดิ่งหยกกระทบกันในยามค่ำคืน *“บัวขาวผุดโผล่พ้น..................ตมตม* *มารยาประโคมลม...................หลอกใช้* *เกียรติยศประดุจคม..................ดาบปัก* *ชาติตระกูลเน่าไร้....................ค่าสิ้นเสื่อมสูญ”* สิ้นเสียงกังวาน บรรยากาศภายในศาลาชิงเฟิงพลันตกอยู่ในความเงียบงันสนิท โคลงสี่สุภาพสี่บาทนี้ซ่อนความหมายเชือดเฉือนถึงรากเหง้า เปรียบเปรยชาติตระกูลและมารยาของสวี่ซินหยานดั่งดอกบัวที่เติบโตมาจากโคลนตม และใช้ความงามจอมปลอมไต่เต้าขึ้นมา ทว่ากลับไร้ซึ่งคุณธรรมและเกียรติภูมิที่แท้จริง อดีตสามีของนางที่นั่งอยู่มุมหนึ่งของศาลา ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวจนเส้นเลือดปูดโปน เขาตบโต๊ะเสียงดังลั่นจนถ้วยชาสะเทือน "ไป๋ลี่หลิน! เจ้ามันระยำนัก! กล้าดียังไงมาหยามเกียรติภรรยาของข้าต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้!" ไป๋ลี่หลินแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นงดงามหยาดเยิ้มทว่าไร้ซึ่งความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง นางหันไปสบตากับอดีตสามีด้วยแววตาสมเพชเวทนาอย่างไม่ปิดบัง "หยามเกียรติหรือเพคะ? ท่านพี่... หรือควรเรียกว่า 'อดีตสามี' ดีเล่า?" นางเน้นเสียงคำหลังด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "สิ่งที่เรียกว่าเกียรติ พวกท่านเป็นคนโยนมันลงกับพื้นตั้งแต่วันที่ร่วมมือกันเหยียบย่ำชีวิตของข้าแล้วมิใช่หรือ? บัดนี้ข้าเพียงแค่เก็บมันขึ้นมา แล้วปาใส่หน้าพวกท่านคืน... เหตุใดจึงต้องทำเป็นรับไม่ได้เล่า?" คำพูดที่เฉียบคมและเด็ดเดี่ยวนี้ทำให้ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากแทรกแซงแม้แต่คนเดียว ความเงียบงันแผ่ขยายออกไปจนน่าอึดอัด ทว่าในความเงียบนั้นเอง เสียงปรบมือแผ่วเบาแต่ทรงพลังกลับดังขึ้นจากมุมมืดของระเบียงชั้นสอง ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมผ้าไหมปักลายพยัคฆ์ทมิฬก้าวออกมาจากเงาไม้ แสงแดดยามบ่ายสาดส่องกระทบใบหน้าคมคายดึงดูดสายตา ดึงเอาบรรยากาศอันเยือกเย็นและดุร้ายแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ฉินอ๋อง (เฟิงมู่เฉิน) ปลดปล่อยรังสีอำมหิตออกมาโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด สายตาคมกริบดั่งพญาอินทรีมองตรงมายังไป๋ลี่หลินด้วยประกายความพึงพอใจระคนทึ่ง "กล่าวได้ดี..." สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ทำเอาทุกคนในศาลาต้องรีบหมอบกราบลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว "สตรีที่ฉลาดล้ำเลิศและเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ สมควรเป็นผู้กำหนดเกม หาใช่หมากให้ผู้ใดมา ริษยา" เฟิงมู่เฉินก้าวเดินเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างร่างระหงของนางอย่างอารักขา มือหนายื่นออกไปประคองถ้วยชาหยกขาวที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นยื่นส่งให้นางด้วยท่าทีที่อ่อนโยนผิดกับนิสัยดุร้ายของตนโดยสิ้นเชิง เป็นภาพที่สั่น1คลอนหัวใจผู้คนในราชสำนักยิ่งนัก ไป๋ลี่หลินรับถ้วยชามาถือไว้ นางปรายตามองบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในแคว้นแวบหนึ่ง ก่อนจะยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มลึกล้ำ ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง สายตากลับเหลือบไปเห็นขันทีเฒ่าคนสนิทของฮ่องเต้ที่ลอบเดินเข้ามาด้านหลัง พร้อมกับราชสีห์กระดาษม้วนเล็กที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ กระดานหมากนี้หาได้จบลงเพียงแค่การประชันกลอนในงานชุมนุมไม่... รอยยิ้มของนางหยุดชะงักลงเมื่อถ้วยชาถูกยกขึ้นจิบช้าๆ ขณะที่ฉินอ๋องโน้มใบกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่ทำให้หัวใจของนางกระตุกวูบ "ลินเอ๋อร์... ราชโองการลับจากวังหลวงมาถึงแล้ว และเป้าหมายของเสด็จพี่ในครานี้... คือการถอดถอนตระกูลสวี่ให้สิ้นซาก" ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคืนอันตรายนี้ไปพร้อมกับข้านะคะ หวังว่าท่านจะยังไม่ลืมว่าใครคือหมากตัวจริงในกระดานนี้! – เงียบแต่ฟาดเรียบ
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กราบขออภัย ฮูหยินเช่นข้าไม่รับคำขอโทษ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%