กลิ่นอายของชาผู่เอ่อร์หมักบ่มอายุสามสิบปีคละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นกำยานไม้กฤษณาชั้นดี ลอยวนอยู่ภายใต้หลังคาเรือนโถงใหญ่ตระกูลจ้าว ในยามนี้บรรยากาศรอบกายกลับเยียบเย็นราวกับถูกแช่แข็งด้วยน้ำค้างกลางฤดูเหมันต์ แม้ว่าเตาอุ่นถ่านทองแดงสลักลายวิจิตรจะส่งไออุ่นคุกกรุ่นอยู่มุมห้อง ทว่าผู้คนนับสิบชีวิตที่นั่งเรียงรายตามลำดับอาวุโส กลับไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงแม้แต่ครึ่งคำ
ไป๋ลี่หลินก้าวเข้ามาในห้องโถงด้วยจังหวะจะโคนอันมั่นคง นางสวมชุดกระโปรงยาวผ้าต่วนสีม่วงเข้มปักลายหงส์คู่ก้านบัวด้วยดิ้นทองคำบริสุทธิ์ ชายกระโปรงลากยาวไปกับพื้นไม้ขัดมันวาว ทุกย่างก้าวแฝงไว้ด้วยความสง่างามเย่อหยิ่งราวกับพญาหงส์ที่กำลังลาดตระเวนอาณาเขตของตน บนมวยผมประดับด้วยปิ่นหยกขาวสลักลายดอกโบตั๋นและไข่มุกราตรีเม็ดงามที่ยามสะท้อนกับแสงตะเกียงน้ำมันหอม ยิ่งขับเน้นให้ใบหน้าเรียวรูปไข่ของนางงามสง่าไร้ที่ติ และดวงตาดอกท้อคู่คมกริบนั้นก็ฉายแววเยືือกเย็นชาดลใจให้ผู้สบตาต้องสะท้านเยือกในอก
สวี่ฮูหยินซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานฝั่งซ้าย ใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยที่ถูกโปะด้วยแป้งผัดหนาเตอะกำลังบิดเบี้ยวเล็กน้อย นางส่งสายตาพิฆาตมายังหญิงสาวผู้เป็นอดีตลูกสะใภ้ที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงหมากไร้ค่า แต่บัดนี้กลับยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าพวกนางด้วยฐานะใหม่ที่สูงส่งเกินเอื้อม—ฮูหยินของฉินอ๋อง
"ลี่หลิน เจ้ากล้าดียังไงถึงพาคนบุกเข้ามาในงานเลี้ยงประจำตระกูลของพวกเราเช่นนี้? ถึงเจ้าจะแต่งกายสูงศักดิ์ขึ้น แต่วันนี้ก็เป็นงานภายในของตระกูลจ้าว หาใช่สถานที่ที่คนนอกเช่นเจ้าจะมาทำกิริยาไร้มารยาทได้!" สวี่ฮูหยินเปิดฉากกระแทกเสียงขึ้นก่อน เพื่อกลบเกลื่อนความร้อนรนในใจที่แล่นริ้วขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ลี่หลินมิได้สะท้านสะเทือนแม้แต่น้อย มุมปากอิ่มระบายยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่เคลือบยาพิษไว้อย่างแนบเนียนจนผู้มองรู้สึกเสียวสันหลังวาบ นางกวาดสายตามองไปรอบห้องโถง ไล่ตั้งแต่บรรดาผู้อาวุโสในตระกูลที่นั่งหน้าเคร่งเครียด ไปจนถึงบุรุษผู้เคยเป็นสามีอย่างจ้าว
จ้าวเหวินซานจ้องมองนางด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ทั้งความอาลัยอาวรณ์ ความโกรธแค้น และความรู้สึกผิดที่ระคนปนเปกันจนแยกไม่ออก เขายังจำความรู้สึกในวันที่ขับไล่นางออกจากจวนได้แม่นยำ แต่วันนี้ หญิงสาวผู้นี้กลับยืนอยู่ ณ จุดที่สูงส่งจนเขาต้องแหงนมองคอตั้งบ่า
"คนนอกหรือเจ้าคะ?" เสียงหวานใสทว่าทรงพลังกังวานก้องไปทั่วห้องโถง "สวี่ฮูหยินช่างมีความจำเป็นเลิศนัก เมื่อครู่ท่านยังบอกว่าข้าคืออดีตลูกสะใภ้ผู้บกพร่องอยู่เลย ไฉนตอนนี้จึงกลับกลาย2เป็น 'คนนอก' ไปเสียแล้วเล่า หรือเกรงว่าความจริงบางอย่างที่ข้ากำลังจะนำมาเปิดเผย จะทำให้ท่านกลายเป็น 'คนนอก' ที่ต้องถูกขับไล่ออกจากตระกูลจ้าวเสียเองกันแน่?"
คำพูดของนางราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางวงสนทนา ผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลจ้าว—ท่านปู่ใหญ่ผู้ถือสิทธิ์ขาดในกองมรดก—ขมวดคิ้วมุ่นจนรอยย่นบนหน้าผากแทบจะรวมกันเป็นปม เขาเคาะไม้เท้าลงกับพื้นเสียงดังทึบเพื่อเรียกสติ
"ลี่หลิน เจ้าอย่าได้สามหามในเรือนตระกูลจ้าว! หากเจ้ามีเรื่องอันใดก็ว่ามาตามเนื้อผ้า อย่าได้กล่าววาจาส-่อเสียดไร้สาระ หาไม่แล้ว ต่อให้เจ้าจะมีฉินอ๋องหนุนหลัง ตระกูลจ้าวของเราก็ใช่ว่าจะยอมให้ผู้ใดมาหยามเกียรติได้ง่ายๆ!"
"ท่านปู่ใหญ่กล่าวหาข้าเกินไปแล้วเจ้าค่ะ ข้ามิบังอาจหยามเกียรติผู้ใด เพียงแต่..." ลี่หลินผายมือออกเล็กน้อย ส่งสัญญาณให้หลานสาวคนสนิทด้านหลังก้าวขึ้นมา นางถือกล่องไม้จันทน์หอมแกะสลักลวดลายประณีตบรรจงมาส่งให้ผู้เป็นนาย
"...เพียงแต่ข้าได้รับมอบหมายจากสำนักงานตรวจสอบบัญชีหลวง ให้มาช่วย 'ชำระสะเดาะเคราะห์' ให้แก่ทรัพย์สินของตระกูลจ้าวที่ดูเหมือนว่าจะ... รั่วไหลไปอยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่"
สิ้นคำพูดนั้น สีหน้าของสวี่ฮูหยินก็เปลี่ยนจากสีแดงก่ำกลายเป็นซีดขาวราวกับกระดาษสา มือที่กำผ้าเช็ดหน้าปักลายดอกไม้สั่นเทาจนเห็นได้ชัด นางตบโต๊ะลุกขึ้นยืนแล้วชี้หน้าดัดเสียงกรี๊ดลั่น "เหลวไหล! เจ้าใส่ร้ายตระกูลเรา! บัญชีของตระกูลจ้าวดำเนินการด้วยความโปร่งใสมาหลายชั่วอายุคน เจ้ามีหลักฐานอะไร ถึงกล้ากล่าวหาข้ากลางที่ประชุมเช่นนี้!"
"หลักฐานหรือเจ้าคะ?" ลี่หลินหัวเราะแผ่วเบาในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไพเราะราวกับเสียงกระดิ่งเงิน แต่กลับทำให้คนฟังรู้สึกหนาวเหน็บถึงขั้วหัวใจ นางยื่นมือเรียวขาวดั่งหยกสลัก เปิดฝากล่องไม้จันทน์ออก เผยให้เห็นปึกกระดาษสาที่ประทับตราประทับสีแดงฉานนับร้อยแผ่น
"นี่คือบัญชีลับที่ถูกซ่อนไว้ใต้พื้นห้องนอนของท่านอนุสวี่ ในช่วงสามปีที่ผ่านมา มีการยักยอกเงินกองกลางของตระกูล และรายได้จากการค้าขายใบชาแถบ jiangnan ไปไม่ต่ำกว่าสองแสนตำลึงทอง และที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น..." นางหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา ชูให้ทุกคนในห้องโถงได้เห็นอย่างชัดเจน
"...เงินจำนวนนี้ มิได้ถูกนำไปใช้จ่ายส่วนตัวเพื่อความสุขสบายของท่านอนุสวี่เพียงอย่างเดียว แต่ถูกถ่ายโอนไปยังบัญชีลับของตระกูลเดิมของนาง—ตระกูลสวี่แห่งเมืองหลวง—ผู้ซึ่งตอนนี้กำลังพัวพันกับการติดสินบนขุนนางฝ่ายวิชาการเพื่อสอบจอหงวน!"
บรรยากาศในห้องโถงพลันเงียบกริบลงในทันที เสียงลมหายใจสะดุดของเหล่าผู้อาวุโสดังขึ้นสลับกันไปมา จ้าวเหวินซานหันขวับไปมองแม่เลี้ยงของตนด้วยสายตาดุจใบมีด ใบหน้าของเขาเขียวคล้ำด้วยความโกรธเกรี้ยว ตระกูลจ้าวเกือบจะต้องล่มสลายเพราะความโลภของสตรีเพียงคนเดียว หากความลับนี้ถูกเปิดเผยต่อราชสำนัก มีหวังหัวของคนตระกูลจ้าวคงได้หลุดจากบ่ากันหมดสิ้น
"สวี่ซื่อ! เรื่องนี้มันหมายความว่าอย่างไร!" จ้าวเหวินซานคำรามลั่น พลางพุ่งเข้าไปกระชากแขนสวี่ฮูหยินจนนางเซถลาเกือบล้ม "เจ้ากล้าดียักยอกทรัพย์สินตระกูลจ้าวไปจุนเจือครอบครัวเดรัจฉานของเจ้าอย่างนั้นหรือ?!"
"เหวินซาน... อย่า... อย่าไปเชื่อพังพอนพิษตัวนี้!" สวี่ฮูหยินหน้าตาตื่นตระหนก นางพยายามดิ้นรนและแก้ตัวพัลวัน น้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาอย่างน่าสมเพช "มันเป็นแผนการของนาง! นางต้องการทำลายตระกูลเราเพื่อแก้แค้นที่เจ้าเคยหย่านาง!"
"แก้แค้นงั้นหรือ?"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำ เยียบเย็น ดุจดั่งพญายมที่ก้าวออกมาจากขุมนรกดังขึ้นที่บริเวณประตูทางเข้าห้องโถง ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีดำสนิทปักลายมังกรเงินดิ้นทองปรากฏกายขึ้น ท่ามกลางการคุ้มกันขององครักษ์เงาชุดดำนับสิบชีวิต ฉินอ๋องเฟิงมู่เฉินก้าวเข้ามาด้วยฝ่าเท้าที่มั่นคงและทรงพลัง ทุกย่างก้าวสร้างแรงกดดันมหาศาลจนแทบไม่มีใครกล้าหายใจแรง
เขากวาดสายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวป่ามองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดสายตาอยู่ที่ร่างระหงของไป๋ลี่หลิน แววตาเยือกเย็นคู่นั้นทอประกายความอ่อนโยนขึ้นวูบหนึ่งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความดุร้ายเมื่อหันไปมองสวี่ฮูหยิน
"เปิ่นหวางเป็นคนมอบอำนาจให้ฮูหยินของเปิ่นหวางตรวจสอบบัญชีนี้เอง หากเจ้ากล้ากล่าวหาว่านางใส่ร้าย..." เฟิงมู่เฉินปรายตามองเอกสารในมือลี่หลินเล็กน้อย ก่อนจะสะบัดชายแขนเสื้อด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ "ก็เท่ากับว่าเจ้ากำลังกล่าวหาว่าราชสำนักและตัวเปิ่นหวาง... กำลังใส่ร้ายพวกเจ้าเช่นนั้นสินะ?"
สวี่ฮูหยินเข่าอ่อนทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นในทันที สีหน้าขาวซีดไร้สีเลือด ดวงตาเบิกโพ้างมงายด้วยความสิ้นหวัง นางรู้ดีว่าต่อให้มีเก้าหัวก็ไม่เพียงพอให้ฉินอ๋องตัดทิ้ง
ทว่า ในขณะที่ทุกคนกำลังตะลึงงันกับความเด็ดขาดของท่านอ๋องและหลักฐานอันแน่นหนาของลี่หลินนั้น องครักษ์เงาคนสนิทก็พุ่งเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าเฟิงมู่เฉินด้วยท่าทีเร่งรีบ พร้อมกับยศกระบอกไม้ไผ่สีแดงฉานที่ประทับตราประทับลับจากวังหลวง
"ทูลท่านอ๋อง! มีพระราชโองการด่วนจากฮ่องเต้... เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ตำหนักในแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เฟิงมู่เฉินรับกระบอกไม้ไผ่มาด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับหรี่แคบลงเล็กน้อยเมื่อดึงม้วนกระดาษด้านในออกมาอ่าน... ลี่หลินที่ยืนอยู่เคียงข้างแอบเหลือบสายตามองข้อความบนนั้น และหัวใจของนางก็กระตุกวูบลงไปถึงตาตุ่มทันทีเมื่อเห็นลายมือที่คุ้นเคย
—นั่นไม่ใช่พระราชโองการของฮ่องเต้ แต่เป็นสาส์นเตือนจาก 'สตรีลึกลับ' ผู้กุมความลับการตายในอดีตของนาง ที่ระบุไว้ชัดเจนว่า... *เหยื่อรายต่อไป... รออยู่บนเตียงนอนของฉินอ๋องแล้ว*
กราบขออภัย ฮูหยินเช่นข้าไม่รับคำขอโทษ•ตอนที่ 7
การตบหน้ากลางงานเลี้ยงตระกูล
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กราบขออภัย ฮูหยินเช่นข้าไม่รับคำขอโทษ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!