กราบขออภัย ฮูหยินเช่นข้าไม่รับคำขอโทษ•ตอนที่ 13

เรือนแพทย์ฮุ่ยชุนเปิดทำการ

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
กลิ่นสมุนไพรจีนรสขมฝาดลอยอบอวลคละคลุ้งจนแทบกลบกลิ่นอายความเน่าเฟะของเมืองหลวงในยามสารทฤดู ปลายเข็มเงินสะท้อนแสงตะเกียงน้ำมันหมูวาววับ ก่อนจะถูกปักลงบนจุดชีพจรที่ฝ่ามือของคนไข้อย่างแม่นยำไร้ที่ติ ไป๋ลี่หลินในชุดคลุมผ้าไหมป่านสีเทาอ่อน ปราศจากเครื่องประดับอลังการ มีเพียงปิ่นไม้จันทน์เรียบง่ายเสียบมวยผมไว้อย่างหลวมๆ นางกำลังตวัดปลายพู่กันจุ่มหมึกจีน บันทึกตำรับยาลงบนกระดาษสาด้วยลายมือที่พลิ้วไหวสง่างามดั่งอักษรของบัณฑิตผู้ทรงภูมิ "อาการของท่านอาวุโสเกิดจากความชื้นสะสมในไขข้อ ดื่มยาต้มสูตรนี้ติดต่อกันเจ็ดวัน อาการปวดแปลบยามย่ำรุ่งจะทุเลาลงจนแทบเป็นปลิดทิ้งค่ะ" เสียงหวานทุ้มกังวานเอ่ยบอกชายชราหลังค่อมผู้เป็นคนไข้คนสุดท้ายของยศเช้า ชายชราน้ำตาคลอเบ้าทรุดตัวลงโขกศีรษะคำนับซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความซาบซึ้ง "คุณหนูไป๋... เมตตาของท่านดั่งพระโพธิสัตว์กลับชาติมาเกิด ข้าน้อยไม่มีเงินทองมากมายพอจะตอบแทนพระคุณนี้..." "ข้าไม่ได้เปิดโรงหมอ 'ฮุ่ยชุน' เพื่อกอบโกยเบี้ยหวัดจากคนยากไร้ หากท่านรู้สึกซาบซึ้งใจจริง วันหลังก็นำผักป่าตากแห้งหรือผลไม้ป่าติดไม้ติดมือมาฝากเด็กๆ ที่เรือนหลังก็เพียงพอแล้วค่ะ" ลี่หลินแย้มรอยยิ้มบางเบา ดวงตาดอกท้อทอประกายอบอุ่น ทว่าลึกลงไปกลับซ่อนความคมกริบดั่งใบมีดอาบยาพิษ นับตั้งแต่ตระกูลไป๋ถูกนางตลบหลังจนชื่อเสียงป่นปปี้ และอนุสวี่ต้องอับอายขายหน้าในงานเลี้ยงของกรมพิธีการ ลี่หลินก็ใช้ช่วงเวลานั้นก้าวออกมาตั้งรกรากเปิดโรงหมอของตนเองอย่างเป็นทางการ นามของ "หมอเทวดาไป๋" ขจรขจายไปไกลทั่วทุกตรอกซอกซอยของเมืองหลวงภายในเวลาไม่ถึงเดือน จากสตรีผู้เคยถูกตราหน้าว่าเป็นฮูหยินไร้ค่า บัดนี้คราบไคลความอัปยศถูกชะล้างด้วยหยาดเหงื่อและปัญญาอันล้ำLicious จนกลายเป็นที่เคารพยำเกรงของราษฎรสามัญ ยิ่งไปกว่านั้น ความช่วยเหลือที่นางมอบให้แก่ครอบครัวทหารผ่านศึกและยากไร้ ยังทำให้ชื่อเสียงของนางแทบจะกลายเป็น "เทพธิดาเดินดิน" ที่แม้แต่ขุนนางในราชสำนักยังต้องเกรงใจที่จะแตะต้อง ทว่า ในความสงบย่อมมีคลื่นใต้น้ำซัดสาด เงาร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทปักดิ้นลายพยัคฆ์ทมิฬก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าประตูโรงหมอฮุ่ยชุนที่บัดนี้ปิดป้ายพักผ่อน กลิ่นอายเย็นเยียบและกดดันแผ่ซ่านจนบรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงบลงทันตาเห็น บรรดาเด็กฝึกงานและบ่าวไพร่ต่างพากันคุกเข่าหมอบกราบด้วยความหวาดกลัว เฟิงมู่เฉิน หรือฉินอ๋องผู้เยือกเย็นดุร้าย ไม่เคยย่างกรายมายังสถานที่ต่ำต้อยเช่นนี้ ทว่าวันนี้เขากลับยืนตระหง่านอยู่ ณ ที่แห่งนี้ด้วยรังสีอำมหิตที่ยากจะคาดเดา ลี่หลินเงยหน้าขึ้นจากสำรับยา นางมิได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย รอยยิ้มประดับมุมปากยังคงสงบนิ่ง นางเพียงวางพู่กันลงช้าๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนประสานมือคารวะบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในแคว้น "ลมหวนอันใดพัดท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์มาเยือนโรงหมอเล็กๆ ของหม่อมฉันกันเพคะ? เกรงว่าสถานที่แห่งนี้คงไม่มีสมุนไพรล้ำค่าอันใดที่จะสมพระเกียรติของพระองค์หดอกกระมัง" น้ำเสียงของนางเจือแววเย้าแหย่เล็กน้อย ทว่าแฝงความระแวดระวังเต็มพิกัด เฟิงมู่เฉินก้าวช้าๆ เข้ามาใกล้ ร่างสูงใหญ่กดดันจนพื้นที่ภายในห้องตรวจดูแคบลงไปถนัดตา นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนยากจะหยั่งถึง เขาเห็นภาพนางช่วยเหลือชาวบ้านด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน เห็นภาพนางตบหน้าเหล่าขุนนางหน้าเลือดด้วยวาจาคมคาย และบัดนี้... นางยังคงยืนหยัดอย่างองอาจโดยไม่ยอมก้มหัวให้เขา "เจ้าช่างหาญกล้ายิ่งนัก ลี่หลิน" สุรเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้ายในความมืดดังลอดไรฟัน "กล้าใช้ราษฎรเป็นเกราะคุ้ม1ภัย กล้าสร้างเครือข่ายความภักดีลับๆ ใต้จมูกของฮ่องเต้และราชสำนัก... เจ้าคิดจะทำอันใดกันแน่? หรือบัลลังก์มังกรนี้ ในสายตาของเจ้าเป็นเพียงหมากบนกระดานที่เจ้าสามารถชักใยได้ตามอำเภอใจ?" ลี่หลินไม่สะทกสะท้าน นางก้าวเข้าไปประชิดร่างสูงขึ้นอีกก้าวหนึ่ง กลิ่นกายหอมกรุ่นของสมุนไพรเจือกลิ่นอายดอกเหมยลอยเข้าแตะนาสิกของท่านอ๋อง นางเงยหน้าขึ้นสบตาคมคายคู่นั้นอย่างไร้ความหวาดกลัว ประกายตาของนางเจิดจ้าเสียจนเฟิงมู่เฉินต้องชะงักไปชั่วขณะ "หม่อมฉันมิเคยอาจเอื้อมคิดถึงบัลลังก์อันสูงส่งนั้นเพคะ สิ่งที่หม่อมฉันทำ... มีเพียงการทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ชีวิตที่เคยถูกเหยียบย่ำ และการปกป้องตนเองจากพวกสวะที่จ้องจะกินเลือดกินเนื้อก็เท่านั้น หากความเมตตาที่หม่อมฉันมอบให้ราษฎรกลายเป็นหนามตำใจราชสำนัก เหตุใดท่านอ๋องผู้ปรีชาสามารถไม่ทรงใช้พระแสงกระบี่ตัดหัวหม่อมฉันเสียตั้งแต่ตอนนี้เล่าเพคะ?" วาจาดุดล้นด้วยความท้าทายนี้ทำให้บรรยากาศภายในห้องเย็นเยียบลงจนแทบหายใจไม่ออก เฟิงมู่เฉินยื่นมือหนาออกไปคว้าคางบางของนางไว้แน่น นิ้วแกร่งออกแรงบีบเบาๆ ทว่าดวงตากลับพลุ่งพล่านด้วยเปลวเพลิงแห่งความเร่าร้อนและลึกล้ำ เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับผิวแก้มของนาง "เจ้าคิดว่าข้าไม่กล้าฆ่าเจ้าอย่างนั้นรึ?" เขากระซิบชิดริมฝีปากนาง น้ำเสียงพร่ามัวเต็มไปด้วยความอันตราย "สตรีอันตรายเช่นเจ้า หากเก็บไว้ข้างกาย... มีแต่จะทำให้แผ่นดินลุกเป็นไฟ แต่หากจะให้กำจัดทิ้ง... หัวใจดวงนี้ของข้ากลับร่ำร้องว่าไม่อาจปล่อยให้เจ้าหายลับไปจากสายตาได้" ลี่หลินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มของนางงดงามราวกับปีศาจสาวล่อลวงวิญญาณ นางเอื้อมมือเรียวขึ้นสัมผัสแผงอกกว้างของเขาผ่านเนื้อผ้าแพรต่วนอย่างถือวิสาสะ ปลายนิ้วเรียวไล้ผ่านรอยแผลเป็นจากสนามรบช้าๆ ก่อนจะหยุดอยู่ที่ตำแหน่งหัวใจที่กำลังเต้นกระหน่ำรัว "เช่นนั้น... ท่านอ๋องจะทรงเลือกสิ่งใดเล่าเพคะ? ระหว่างทำลายหมากตัวนี้ทิ้งเสีย หรือจะยอมเสี่ยง... เอาหัวใจของพระองค์มาเดิมพันบนกระดานแค้นของหม่อมฉัน?" ก่อนที่เฟิงมู่เฉินจะทันได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดตอบกลับ ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูกระชั้นชิดพร้อมกับเสียงร้องตะโกนตื่นตระหนกขององครักษ์เอกก็ดังแทรกขึ้นจากด้านนอก "ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ราชโองการด่วนจากในวังหลวง... ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้เรียกตัวท่านและคุณหนูไป๋เข้าเฝ้าเป็นการด่วนในยามวิกาลนี้ พร้อมกับ... ถ้วยพิษพระราชทาน!" ดวงตาของเฟิงมู่เฉินหรี่แคบลงทันที ความมืดมนสายหนึ่งพาดผ่านนัยน์ตาคู่นั้น ขณะที่ลี่หลินกลับหุบยิ้มลง รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปาก นางรู้ทันทีว่าเกมการเมืองรอบใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว... และพวกมันกำลังเดินเข้ามาหาความตายด้วยมือของตนเอง — ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดพลิกผันนี้นะคะ บทต่อไปรับรองว่าสะใจและเข้มข้นยิ่งกว่าเดิมแน่นอนค่ะ! — เงียบแต่ฟาดเรียบ
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กราบขออภัย ฮูหยินเช่นข้าไม่รับคำขอโทษ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%