เสียงกงจักรหยกกระทบโต๊ะไม้จันทน์หอมดัง *กริ๊ก* สั้นๆ แต่กลับดังก้องกังวานบาดลึกในความเงียบงันของห้องโถงใหญ่ตระกูลไป๋
ไป๋ลี่หลินมิได้ชายตามองป้ายหยกประจำตัวฮูหยินเอกที่นางเพิ่งโยนลงบนโต๊ะด้วยปลายนิ้วราวกับมันเป็นเพียงเศษขยะชิ้นหนึ่ง สายตาคู่คมกริบดั่งกระบี่ซ่อนฝักกวาดมองไปรอบห้องโถงที่เคยคุมขังวิญญาณและศักดิ์ศรีของนางไว้ถึงสามปีเต็ม บัดนี้ ผ้าม่านไหมปักลายหงส์ทองที่เคยดูยิ่งใหญ่อลังการ กลับดูคล้ายลูกกรงเหล็กขึ้นสนิมที่ไร้ซึ่งความหมาย เมื่อเจ้าของกรงตัดสินใจสลัดโซ่ตรวนทิ้งด้วยตนเอง
"เจ้า... เจ้ากล้าดียังไงถึงประกาศตัดขาดจากตระกูลไป๋กลางหน้าประตูเช่นนี้!" เสียงหวีดแหลมสูงของสวี่ฮูหยินดังขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยวจนใบหน้าที่ประทินโฉมด้วยเครื่องสำอางชั้นดีบิดเบี้ยว นางพยายามก้าวเข้ามาหมายจะตบหน้าหญิงสาวผู้บังอาจหยามเกียรติวงศ์ตระกูล แต่อนิจจา... เพียงแค่ปรายตามองเรียบเฉยราวน้ำค้างแข็งของไป๋ลี่หลิน ฝ่ายนั้นก็ชะงักกึกโดยอัตโนมัติราวกับถูกตรึงไว้ด้วยอาวุธลับไร้เงา
"ตระกูลไป๋หรือเพคะ?" ไป๋ลี่หลินแย้มยิ้ม มุมปากหยักลึกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่มิได้ไปถึงดวงตา น้ำเสียงทุ้มนุ่มกังวานใสดั่งระฆังเงินแต่เย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปี "สถานที่แห่งนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความโลภ ความสกปรก และคราบเลือดของมารดาฉัน... การที่ข้าก้าวเท้าออกไปในวันนี้ มิใช่การถูกขับไล่ แต่เป็นการเมตตาปลดปล่อยสุนัขบ้าให้ได้ใช้ชีวิตอยู่บนกองขยะตามเดิมต่างหาก"
สวี่ฮูหยินหน้าเขียวคล้ำสลับขาว ใบหน้าสั่นเทาด้วยความแค้นเคืองจนพูดไม่ออก ในขณะที่เหล่าบ่าวไพร่และผู้คนที่มามุงดูเหตุการณ์ต่างสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง ไม่มีใครคาดคิดว่าอดีตฮูหยินผู้เคยอ่อนแอ เจียมเนื้อเจียมตัว และก้มหน้ายอมรับชะตากรรมมาตลอด จะแปรเปลี่ยนเป็นนางพญาผู้เย่อหยิ่งและคมกริบปานนี้
ไป๋ลี่หลินก้าวเท้าข้ามธรณีประตูจวนตระกูลไป๋ออกมาอย่างสง่างาม อาภรณ์ผ้าไหมปักลายดอกเหมยสีขาวบริสุทธิ์ทิ้งชายยาวกวาดพื้นอย่างไม่แยแส ท่ามกลางแสงแดดยามสายที่สาดส่องลงกระทบปิ่นหยกมรกตบนเรือนผมดำขลับยิ่งขับเน้นให้ผิวพรรณผุดผ่องราวน้ำนม นางมิได้หันกลับไปมองเบื้องหลังอีกเลยแม้แต่น้อย
ทว่า บนถนนสายหลักที่คราคร่ำไปด้วยผู้คนเบื้องหน้านั้น กลับมีความเงียบงัดชนิดหนึ่งแผ่ขยายออกไปรัศมีร้อยเมตรโดยอัตโนมัติ รถม้าหรูหราทำจากไม้เนื้อแข็งสีดำสนิท ประดับด้วยลวดลายมังกรห้าเล็บแกะสลักอย่างประณีตบรรจง บ่งบอกถึงฐานะและอำนาจอันล้นฟ้าที่สามัญชนไม่มีวันเอื้อมถึง จอดนิ่งสนิทอยู่ท่ามกลางความอลหม่านของตลาด ทหารองครักษ์ในชุดเกราะดำสนิทนับร้อยนายยืนตั้งแถวอารักขาราวกับภูผาเหล็กกล้า ทุกผู้คนต่างก้มหน้าหมอบกราบตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
ม่านม้วนไข่มุกถูกเลิกขึ้นด้วยเรียวมือหนาอันแข็งแกร่ง ปรากฏร่างของบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็น "ยมทูตแห่งแดนเหนือ" — ฉินอ๋องเฟิงมู่เฉิน
ดวงเนตรคมกปลาวดุจพญาอินทรีคู่นั้นกวาดมองสตรีที่เพิ่งก้าวพ้นประตูจวนตระกูลไป๋ด้วยแววתที่อ่านไม่ออก แต่มุมพระโอษฐ์ที่หยักขึ้นเล็กน้อยกลับทรงพลังยิ่งกว่ากองทัพนับหมื่น ความเย็นชาที่เคยแผ่ซ่านรอบตัวเขายามเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คน กลับหลอมละลายลงเหลือเพียงประกายความพึงพอใจอันล้ำลึกยามที่ทอดพระเนตรเห็นนาง
"ขึ้นรถม้า" สุรเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอื้อnเอ่ยออกมาสั้นๆ มิได้ตะโกน แต่กลับก้องกังวานชัดเจนในโสตประสาทของทุกคน
ไป๋ลี่หลินมิได้แสดงอาการประหลาดใจแม้แต่น้อย นางเพียงช้อนสายตาขึ้นสบกับดวงเนตรคมคายคู่นั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวขึ้นสู่รถม้าประจำพระองค์อย่างมั่นคงโดยไม่รอให้ผู้ใดมาฉุดดึง ร่างระหงทรุดกายลงนั่งบนเบาะขนจิ้งจอกหิมะสีขาวบริสุทธิ์ที่ยังคงหลงเหลือไออุ่นจากพระวรกายของอีกฝ่าย
เมื่อม่านรถม้าปิดลง ตัดขาดโลกภายนอกอันวุ่นวายออกไปสิ้นเชิง บรรยากาศภายในห้องโดยสารกลับอบอวลไปด้วยกลิ่นอายจางๆ ของไม้กฤษณาและชาผู่อ่อร์ชั้นดี เฟิงมู่เฉินประทับนั่งไขว่ห้าง ทอดพระเนตรสตรีตรงหน้าด้วยแววเนตรที่ลึกล้ำดั่งห้วงมหาสมุทร
"เจ้ากล้าหาญเกินไปแล้ว ลี่หลิน" สุรเสียงทุ้มนุ่มเจือกระแสความเอ็นดูที่หาได้ยากยิ่งดังขึ้น ขณะที่พระหัตถ์หนายื่นจอกชาหยกขาวอุ่นๆ ไปเบื้องหน้านาง "หากข้าไม่มารับเจ้าด้วยตนเองในวันนี้ เจ้าคิดจะเดินเท้าไปถึงสำนักแพทย์หลวงด้วยสองขาเรียวคู่นั้นหรือ?"
ไป๋ลี่หลินรับจอกชามาถือไว้ ปลายนิ้วเรียวยาวสัมผัสกับความอุ่นของเนื้อหยก นางแย้มยิ้มบางเบາ พลางเงยหน้าขึ้นสบพระพักตร์คมคายอย่างไม่เกรงกลัว "หม่อมฉันย่อมรู้ดีว่า ต่อให้ไม่มีรถม้าของท่านอ๋อง ลมฝนในเมืองหลวงวันนี้ก็มิอาจทำร้ายขนเส้นเดียวบนศีรษะของหม่อมฉันได้เพคะ... อีกอย่าง" นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยประกายระยับด้วยความเจ้าเล่ห์ "หม่อมฉันย่อมรู้ว่า ท่านอ๋องผู้ทรงเกียรติไม่มีทางปล่อยให้บัวงามดอกนี้ต้องเปียกปอนอยู่กลางสายฝนของผู้อื่นหรอกเพคะ"
เฟิงมู่เฉินทรงพระสรุปออกมาเบาๆ ในลำพระoษฐ์ ความรู้สึกพึงพอใจแผ่ซ่านไปทั่วทรวงอก สตรีผู้นี้ไม่เคยทำให้ผิดหวังเลยจริงๆ นางไม่เพียงแต่มีความงดงามที่สามารถล่มเมืองได้ แต่ยังมีสมองที่เฉียบคมยิ่งกว่าบุรุษในราชสำนักหลายร้อยคนรวมกัน การที่นางก้าวออกจากตระกูลไป๋ในวันนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการกวาดล้างครั้งใหญ่ที่กำลังจะสั่นคลอนไปถึงบัลลังก์มังกร
รถม้าเคลื่อนตัวออกไปอย่างนุ่มนวล ทิ้งไว้เบื้องหลังความโกลาหลของตระกูลไป๋ที่ยังไม่รู้ตัวเลยว่า พายุลูกใหญ่ที่พวกมันเป็นผู้ก่อขึ้นกำลังจะย้อนกลับมากลืนกินพวกมันจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศภายในรถม้ากำลังดำเนินไปอย่างเงียบสงบและลึกซึ้งนั้น... พลันเงาร่างของสายลับในชุดดำสนิทคนหนึ่งก็พุ่งทะยานลงมาเกาะที่หน้าต่างรถม้า พร้อมกับเสียงกระซิบรายงานด้วยความร้อนรนผ่านรอยแยกของม่าน
"ทูลท่านอ๋อง... เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! พระราชโองการลับจากฮ่องเต้เพิ่งถูกส่งตรงถึงตำหนักฉินอ๋อง โดยระบุชื่อ... พระชายาไป๋ลี่หลินโดยเฉพาะพ่ะย่ะค่ะ!"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดพลิกผันนี้นะคะ บทต่อไปรับรองว่าสะใจและเข้มข้นยิ่งกว่าเดิมแน่นอนค่ะ! — เงียบแต่ฟาดเรียบ
กราบขออภัย ฮูหยินเช่นข้าไม่รับคำขอโทษ•ตอนที่ 12
อิสรภาพนอกกรงขัง
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กราบขออภัย ฮูหยินเช่นข้าไม่รับคำขอโทษ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!