กลิ่นอายจางๆ ของไม้กฤษณาและโลหิตเจือจางลอยอบอวลอยู่รอบกาย ท่ามกลางความเงียบงันชนิดที่สามารถได้ยินเสียงเข็มตกกระทบพื้น บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่ของจวนอ๋องยามนี้กดดันจนเหล่าบ่าวไพร่ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ร่างระหงของไป๋ลี่หลินยังคงอยู่ในอ้อมแขนที่มั่นคงดั่งคีมเหล็กของฉินอ๋อง ‘เฟิงมู่เฉิน’ ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาที่โอบกระชับเอวบางไว้นั้นแฝงไว้ด้วยอำนาจดิบเถื่อนที่ไม่อาจปฏิเสธ ขณะที่ดวงตาคู่คมปลาบดั่งพญาเหยี่ยวทอดมองลงมายังร่างของอนุสวี่และบรรดาแขกเหรื่อที่ยังคงหมอบราบคาบกับพื้นด้วยความหวาดกลัว
“ดูเหมือนว่าจวนอ๋องของเปิ่นหวาง จะมีแขกผู้ไม่ได้รับเชิญเข้ามาสร้างความวุ่นวายเสียแล้วกระมัง”
น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามจากขุมนรกดังขึ้น ทะลุทะลวงเข้าสู่โสตประสาทของทุกคนจนสั่นสะท้าน ฉินอ๋องหาได้ปล่อยให้ลี่หลินหลุดพ้นจากการโอบกอด ทว่ากลับยิ่งกระชับวงแขนให้แน่นขึ้น ราวกับกำลังประกาศความเป็นเจ้าของเหนือสตรีในอาณัติอย่างชัดเจน ท่าทางเช่นนี้ทำให้อนุสวี่ที่กำลังหมอบกตัวสั่นเทาอยู่เบื้องล่างหน้าถอดสี ยิ่งตระหนักได้ถึงความผิดมหันต์ที่ตนบังAอาจเข้ามาแทรกแซงเรื่องในจวนของบุรุษผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเหี้ยมเกรียมและไร้หัวใจผู้นี้
ไป๋ลี่หลินเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ปะทะกับดวงตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความเยือกเย็นของสามีในนาม นางมิได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มุมปากอิ่มระบายยิ้มบางเบาอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า
“หม่อมฉันเพียงแต่กำลังต้อนรับ ‘มารดาเลี้ยง’ ผู้แสนดีที่อุส่าห์เดินทางมาเยี่ยมเยียนถึงเรือนด้วยตนเองเพคะ ท่านอ๋องโปรดอย่าได้กริ้วไปเลย” น้ำเสียงของนางหวานใส กังวานกังสดาล ทว่าแฝงไว้ด้วยความเยียบเย็นที่กรีดแทงเข้าไปถึงขั้วหัวใจของอนุสวี่
เฟิงมู่เฉินปรายตามองอนุสวี่ที่หมอบตัวสั่นงกราวกับลูกนกตกน้ำ แววตาของเขาปรากฏรังสีสังหารวบวาบเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะก้มลงสบตากับดวงตาคู่สวยที่เปี่ยมด้วยสติปัญญาของสตรีในอ้อมแขน มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันที่หาได้ยากยิ่ง “ในเมื่อฮูหยินของเปิ่นหวางอุตส่าห์มีน้ำใจถึงเพียงนี้ ไยเราจะไม่อนุญาตให้แขกผู้สูงศักดิ์ท่านนี้ได้อยู่ร่วมดื่มชาเพื่อกระชับความสัมพันธ์เสียหน่อยเล่า”
คำว่า ‘ดื่มชา’ จากปากของฉินอ๋องหาใช่คำเชิญชวนอันรื่นรมย์ไม่ หากแต่เป็นคำประกาศิตที่ทรงอาญาสิทธิ์ยิ่งกว่าราชโองการ
อนุสวี่หน้าซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด นางถูกบีบให้ต้องลุกขึ้นยืนด้วยเข่าที่แทบจะพับลงไปกองกับพื้นอีกรอบ ภายใต้ชุดผ้าต่วนปักลายดอกโบตั๋นสีม่วงเข้มที่ตัดเย็บอย่างประณีต ขาทั้งสองข้างกลับหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้ด้วยตะกั่ว นางจำต้องก้าวตามการนำของสาวใช้ประจำเรือนเข้าสู่ห้องรับรองชั้นในตามคำบัญชา โดยมีสายตาดุจคมมีดของไป๋ลี่หลินคอยไล่หลังมาทุกฝีก้าว
ภายในห้องรับรองอันโอ่อ่า กลิ่นหอมละมุนของใบชาชั้นเลิศลอยกรุ่นตัดกับบรรยากาศอันตึงเครียด ไป๋ลี่หลินนั่งสง่าอยู่บนเก้าอี้ไม้พะยุงแกะสลักลวดลายหงส์เหิน อาภรณ์ผ้าไหมสีขาวปักดิ้นเงินลายเมฆมงคลขับเน้นผิวพรรณผุดผ่องดั่งหยกเนื้อดี ทว่าแววตาที่ทอดมองไปยังอนุสวี่ซึ่งนั่งตัวสั่นอยู่ฝั่งตรงข้ามกลับเย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็งในเหมันตฤดู
สาวใช้รินน้ำชาสีอำพันใสลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบเนื้อบางเฉียบ ควันสีขาวกรุ่นลอยขึ้นพร้อมกับไอความร้อนที่คุกรุ่น ลี่หลินยกถ้วยขึ้นจิบช้าๆ อย่างสง่างาม ราวกับแมวตัวใหญ่ที่กำลังหยอกล้อกับเหยื่อในกรงก่อนจะขย้ำ
“ดื่มสิเจ้าคะ อนุสวี่... อุตส่าห์ดั้นด้นมาหาข้าถึงที่นี่ มิใช่เพราะอยากดื่มด่ำกับบรรยากาศในจวนอ๋องหดอกหรือ” สุ้มเสียงหวานหยดเอ่ยขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา
อนุสวี่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือที่ยื่นออกไปสั่นเทาน้อยๆ จนถ้วยชาในจานรองกระทบกันส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง นางย่อมรู้ดีว่าไป๋ลี่หลินในยามนี้ไม่ใช่บุตรีในห้องหอผู้ไร้เดียงสาคนเดิมที่นางเคยตบตีและเหยียบย่ำตามอำเภอใจอีกต่อไปแล้ว สตรีตรงหน้านี้มีความน่ากลัวบางอย่างแผ่ซ่านออกมาจากทุกอณูขุมขน ราวกับภูตผีที่ปีนป่ายขึ้นมาจากขุมนรกเพื่อทวงคืนหนี้โลหิต
“ฮูหยิน... เรื่องในอดีต หม่อมฉัน... ข้าเพียงแต่...” อนุสวี่ละล่ำละลักเอ่ยแก้ตัว เสียงสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้
“เรื่องในอดีตอันใดกันเจ้าคะ?” ลี่หลินวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงดัง ‘กริ๊ก’ เบาๆ ทว่ากลับสร้างความสะเทือนขวัญให้อีกฝ่ายสะดุ้งสุดตัว นางโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ดวงตากลมโตหรี่ลงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของแม่เลี้ยง “ข้ายังมิได้เอ่ยถึงเรื่องเก่าอันใดเลย เหตุใดท่านจึงร้อนรนเสียจริง หรือว่า... ในใจของท่านมีเรื่องชั่วช้าอันใดที่ร้อนรนจนไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไปแล้ว?”
“เจ้า... เจ้าหมายความว่าอย่างไร” อนุสวี่หน้าถอดสี เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มขมับ
ไป๋ลี่หลินระบายยิ้มงดงามหยาดเยิ้ม ทว่าแววตากลับคมกริบราวน้ำแข็งพันปี “จำใส่สมองของท่านเอาไว้ให้ดีนะเจ้าคะ... สิ่งใดที่เคยเป็นของข้า ต่อให้ท่านใช้เล่ห์กลสกปรกแย่งชิงไปอย่างไร วันหนึ่งมันก็ต้องกลับมาอยู่ในมือข้าอยู่ดี และผู้ใดที่บังอาจทำลายชีวิตของข้าในชาติก่อน... ข้าจะค่อยๆ บดขยี้ทีละน้อย ให้พวกมันได้ลิ้มรสความทรมานที่เจ็บปวดเสียยิ่งกว่าความตายทีละคืบ!”
คำกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลราวกับเสียงกระซิบของคนรัก ทว่าเนื้อหากลับเต็มไปด้วยจิตสังหารที่รุนแรงและเด็ดขาด ทำให้อนุสวี่รู้สึกราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบรัดลำคอจนหายใจไม่ออก ความหวาดกลัวแล่นริ้วเข้าเกาะกุมหัวใจจนแทบแหลกสลาย
คล้อยหลังการจากไปของอนุสวี่ที่วิ่งเตลิดออกไปจากจวนด้วยสภาพราวกับคนเสียสติ ไป๋ลี่หลินยังคงนั่งนิ่งอยู่หน้าถ้วยชาที่เย็นชืด ทันJนั้นเอง อ้อมแขนแกร่งก็สวมกอดเข้าจากด้านหลัง พร้อมกับคางคมที่เกยลงบนลาดไหล่ของนาง กลิ่นกายบุรุษอันคุ้นเคยและไออุ่นอันทรงพลังโอบล้อมร่างนางไว้อย่างแนบแน่น
“เจ้าเล่นสนุกเกินไปแล้วกระมัง, ชายาของข้า” สุ้มเสียงทุ้มพร่ากระซิบชิดริมใบหู พร้อมกับปลายนิ้วหยาบกร้านที่ไล้เบาๆ บนแก้มเนียน
ลี่หลินไม่1ขัดขืน นางเพียงเอียงใบหน้าซบลงกับฝ่ามืออุ่นของสามีผู้เหี้ยมเกรียม ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “หม่อมฉันเพียงแต่วางหมากตาแรกเท่านั้นเพคะ ท่านอ๋อง... แต่ทว่า คืนนี้ดูเหมือนจะมีแขกไม่ได้รับเชิญอีกกลุ่มกำลังลอบเข้ามาทางกำแพงทิศเหนือนะเพคะ”
คำพูดของนางทำให้ดวงตาของฉินอ๋องหรี่แคบลง รังสีอำมหิตระเบิดออกมาจากร่างทันที ทว่าก่อนที่ผู้ใดจะได้ขยับตัว เสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งติดต่อกัน พร้อมกับรายงานด่วนจากองครักษ์เงาที่ทำให้บรรยากาศพลิกผันในพริบตา—
“ท่านอ๋อง! มีพระราชโองการลับจากฮ่องเต้... ส่งตรงถึงพระชายาพ่ะย่ะค่ะ!”
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและฟาดฟันความอยุติธรรมไปพร้อมกับข้าพเจ้าในตอนนี้นะคะ
กราบขออภัย ฮูหยินเช่นข้าไม่รับคำขอโทษ•ตอนที่ 3
ถ้วยชาอุ่นกับรอยยิ้มอาบยาพิษ
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กราบขออภัย ฮูหยินเช่นข้าไม่รับคำขอโทษ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!