กลิ่นอายของกำยานจันทน์หอมที่ลอยวนอยู่ในห้องหนังสือหลวง ยามนี้กลับมิได้ช่วยให้จิตใจของบุรุษผู้กุมอำนาจครึ่งค่อนแผ่นดินสงบลงได้เลยแม้แต่น้อย
เฟิงมู่เฉินสะบัดข้อมือเพียงครั้งเดียว ม้วนฎีกาลับจากชายแดนเหนือก็ร่วงลงสู่พื้นพรมขนสัตว์หนานุ่ม เสียงลมหายใจที่พ่นออกมาอย่างสะบัดร้อนสะบัดหนาวสะท้อนความหงุดหงิดที่อัดอั้นมาหลายชั่วยาม ดวงเนตรคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวหันไปจ้องมองร่างระหงของไป๋ลี่หลินที่กำลังนั่งปักลายบุปผาบนผ้าแพรต่วนสีม่วงเปลือกมังคุดอย่างใจเย็น ท่วงท่าของนางสง่างามราวกับภาพวาดของเซียนผู้หลุดพ้นจากโลกีย์ ทว่ากลับสร้างความปั่นป่วนในอกของเขาจนแทบคลั่ง
"เจ้ายังนิ่งเฉยได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ ลี่หลิน"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เคยราบเรียบดุจน้ำแข็ง ยามนี้เจือไปด้วยกระแสความระแวงแคลงใจที่ไม่อาจปิด
เฟิงมู่เฉินก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวนางในสามก้าว ปลายรองเท้าหนังปักดิ้นทองหยุดลงตรงหน้าโต๊ะน้ำชาไม้จันทน์
"สวี่ฮูหยินผู้นั้น... อาการป่วยเรื้อรังที่ว่า แท้จริงแล้วเป็นเรื่องโกหกคำโตใช่หรือไม่ ข้าส่งคนไปสืบสาวราวเรื่องที่เรือนสกุลไป๋มาแล้ว ยาบำรุงที่เจ้าเคยสั่งให้คนจัดหา ยามนี้กลับกลายเป็นยาถอนพิษเย็นที่ใช้กดขี่อาการธาตุไฟเข้าแทรก... เจ้าจงใจเล่นตลกอะไรอยู่เบื้องหลังกันแน่"
ไป๋ลี่หลินมิได้สะดุ้งสะเทือน นางค่อย ๆ วางเข็มเงินในมือลงบนสะดึงอย่างเชื่องช้า ปลายนิ้วเรียวยาวเรียบร้อยแตะลงบนถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ที่บรรจงรินชาดอกเหมยอุ่น ๆ ก่อนจะช้อนดวงตากลมโตขึ้นสบประสานกับบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าสามี รอยยิ้มบางเบาที่ระบายอยู่บนเรียวปากคู่นั้น ช่างเยียบเย็นและบาดลึกเสียยิ่งกว่าคมกระบี่
"ท่านอ๋องกำลังตรัสเรื่องอันใดหรือเพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีในเรือนหลัง ผู้ใดจะไปกล้าเล่นตลกอันใดกับมารดาเลี้ยงผู้เป็นที่รักของสกุลไป๋เล่า"
น้ำเสียงหวานใสที่เอ่ยออกมานั้นราบเรียบจนน่ากลัว
"ส่วนเรื่องยา... ท่านอ๋องทรงลืมไปแล้วหรือว่ามารดาเลี้ยงของหม่อมฉันมีโรคประจำตัวที่รักษาไม่หาย การจัดหายาขมมารักษาอาการกำเริบ ย่อมเป็นหน้าที่ของบุตรกตัญญูมิใช่หรือเพคะ หรือว่า... ท่านอ๋องทรงเป็นห่วงเป็นใยสวี่ฮูหยิน จนกระทั่งยอมเอาความระแวงมาลงทัณฑ์ภรรยาเอกของตนเองเช่นนี้"
คำพูดที่ย้อนกลับมาอย่างคมกริบและไร้รอยต่อ ทำให้เฟิงมู่เฉินถึงกับชะงักไปชั่วขณะ
ความเยือกเย็นดุร้ายที่เขามีต่อคนทั่วหล้า มักจะไร้ผลเสมอเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสตรีตรงหน้าผู้นี้ นางมิใช่สตรีขี้ขลาดตาขาวที่เอาแต่ร่ำไห้ร้องขอความเห็นใจดังเช่นในอดีต ทว่ากลับกล to be ยอดกุนซือผู้ซ่อนคมเขี้ยวไว้ภายใต้รอยยิ้มอ่อนหวาน ทุกลมหายใจเข้าออกของนางล้วนคำนวณไว้หมดแล้ว
"เจ้ากล้าประชดข้าหรือ ไป๋ลี่หลิน" เฟิงมู่เฉินก้มตัวลงใช้ปลายนิ้วเชยคางมนของนางขึ้น บังคับให้นางรับฟังคำคาดคั้นของเขาอย่างจำยอม แรงบีบที่ปลายคางนั้นไม่ได้เบามือนัก แต่ดวงตาของไป๋ลี่หลินกลับไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายระยิบระยับของความสมเพชเวทนาที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ
"หม่อมฉันมิกล้าประชดท่านอ๋องหดอกเพคะ... เพียงแต่รู้สึกน่าขัน ที่บุรุษผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกร กุมอำนาจกองทัพนับแสน ยามนี้กลับต้องมานั่งวิตกกังวลกับอาการป่วยของอนุภรรยาเรือนหลัง จนถึงขั้นมาเซ้าซี้เอาความจริงจากภรรยาที่ตนเองเคยเหยียบย่ำไม่เหลือชิ้นดี" นางหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ดังกังวานใสแต่กลับบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ท่านอ๋องทรงระแวงอนุสวี่ หรือแท้จริงแล้ว... ท่านกำลังหวาดกลัวว่า ความจริงเน่าเฟะเบื้องหลังอำนาจที่ท่านไขว่คว้า จะถูกขุดคุ้ยขึ้นมากันแน่เพคะ"
เพล้ง!
เสียงถ้วยชาบนโต๊ะข้างกายถูกปัดร่วงลงแตกกระจายละเอียดเป็นเสี่ยง ๆ เศษกระเบื้องเคลือบกระเด็นบาดเข้าที่ชายอาภัพแพรต่วนของเฟิงมู่เฉิน ทว่าเขากลับไม่สนใจความเจ็บปวดนั้นแม้แต่น้อย ดวงเนตรสีเข้มเบิกกว้างด้วยความโกรธเกรี้ยวที่พุ่งทะยานถึงขีดสุด มือหนาคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนเรียวของนางอย่างลืมตัว แรงอารมณ์ที่คุกรุ่นทำให้บรรยากาศภายในห้องหนังสือแทบจะหลอมละลายกลายเป็นจุล
"ไป๋ลี่หลิน! ปากของเจ้านับวันยิ่งกล้าแข็งขึ้นทุกที เจ้าคิดว่าข้าไม่กล้าจัดการเจ้ากระนั้นหรือ!"
"ท่านอ๋องอยากจะจัดการหม่อมฉันอย่างไรเล่าเพคะ? จะสั่งโบยสองร้อยไม้ ขังลืมในคุกใต้ดิน หรือจะประทานยาพิษจอกนี้ให้หม่อมฉันเหมือนเมื่อชาติก่อน..."
คำพูดประโยคสุดท้ายถูกเปล่งออกมาด้วยเสียงกระซิบที่แผ่วเบา แต่กลับดังก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของเฟิงมู่เฉินราวกับสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน
ร่างสูงใหญ่ของท่านอ๋องชะงักงันไปในทันที ดวงตาคู่นั้นฉายแววตื่นตระหนกอย่างปิดไม่มิด ความรู้สึกประหลาดที่เสียดแท่นลึกลงไปในอกทำให้เขาปล่อยมือออกจากแขนของนางราวกับถูกไฟลวก
*นางพูดเรื่องอันใด? ชาติก่อนกระนั้นหรือ?*
ในขณะที่บรรยากาศภายในห้องกำลังตึงเครียดจนแทบขาดใจ เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีคนสนิทวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้น เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว "องครักษ์เงาที่ส่งไปคุ้มครองเรือนสกุลไป๋... ส่งม้าเร็วรายงานด่วนเข้ามาว่า สวี่ฮูหยิน... สวี่ฮูหยินถูกพบว่าสิ้นใจอย่างกะทันหันบนเตียงนอน เลือดสด ๆ ไหลทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ด... และ... และพบสิ่งนี้ตกอยู่ข้างกายพ่ะย่ะค่ะ!"
ขันทีผู้นั้นชูหีบไม้แกะสลักลวดลายประหลาดขึ้นเหนือหัว มือที่ถือสั่นเทาราวกับจับของร้อน
ไป๋ลี่หลินที่นั่งอยู่ตรงข้าม ค่อย ๆ ยกชาถ้วยใหม่ขึ้นจิบอย่างใจเย็น รอยยิ้มที่มุมปากของนางลึกล้ำขึ้นทีละน้อย ดวงตาคู่สวยประกายแสงระยิบระยับดั่งปีศาจสาวพราวเสน่ห์ที่กำลังรอคอยชมการแสดงชุดใหญ่
เฟิงมู่เฉินหันกลับไปมองหีบไม้ในมือขันทีสลับกับใบหน้าเรียบเฉยของภรรยาเอก ความหนาวเหน็บแล่นพล่านไปตามสันหลังวาบหนึ่ง เมื่อตระหนักได้ว่า... หมากตานี้ เขาพ่ายแพ้ให้กับนางตั้งแต่ยังไม่ทันได้เดินเสียด้วยซ้ำ
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ติดตามความเข้มข้นนี้ร่วมกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
กราบขออภัย ฮูหยินเช่นข้าไม่รับคำขอโทษ•ตอนที่ 10
รอยร้าวที่สมานไม่ได้
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กราบขออภัย ฮูหยินเช่นข้าไม่รับคำขอโทษ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!