กลิ่นอับชื้นของหยาดน้ำค้างที่เกาะตัวตามผนังหินศิลาเย็นยะเยือก ผสมผสานกับควันธูปเจือจางที่ลอยวนเวียนอยู่เบื้องหน้า สร้างบรรยากาศกดดันจนแทบหยุดหายใจ เรือนจำใต้ดินของกรมยุติธรรมหาได้ปราศจากเสียงเสียดสีของโซ่ตรวน ทว่าเสียงที่ดังชัดเจนที่สุดในเวลานี้ กลับเป็นเสียงหัวแผ่วเบาอย่างเย้ยหยันที่ดังมาจากมุมมืดของห้องขัง
"หากต้องตาย... ข้าจะขอเป็นผู้เลือกวิถีนั้นด้วยตัวของข้าเองเพคะ"
น้ำเสียงของไป๋ลี่หลินราบเรียบราวกับสายน้ำในบึงใหญ่ ทว่ากลับบาดลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจของผู้ที่ยืนมองอยู่เบื้องหน้า อาภรณ์ผ้าแพรปักลายดอกโบตั๋นสีม่วงเข้มของนางในยามนี้ยับยี่ยับยوย เลอะเปรอะเปื้อนคราบฝุ่นดินและรอยเลือดจางๆ ทว่าท่าทีของนางกลับมิได้แสดงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
เบื้องหน้าของนางคือสวี่ฮูหยินผู้ซึ่งสวมชุดผ้าไหมปักดิ้นทองอร่าม ใบหน้าประทับเครื่องประทับโฉมงามพิไล แต่นัยน์ตากลับฉายแววริษยาและหวาดระแวงจนบิดเบี้ยว นางก้าวเข้ามาใกล้ซี่กรงเหล็กทีละน้อย กลิ่นหอมฉุนของน้ำอบดอกไม้ชั้นดีตีปะทะกับกลิ่นสาบสรางของคุกใต้ดินอย่างน่าสะอิดสะเอียน
"ปากดีเสียจริงนะ ไป๋ลี่หลิน!" สวี่ฮูหยินเค้นเสียงลอดไรฟัน รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นบนริมฝีปากที่ทาชาดสีแดงจัด "เจ้าคิดว่าความฉลาดแกมโกงของเจ้า จะช่วยให้รอดพ้นจากข้อหากบฏต่อแผ่นดินนี้ไปได้งั้นหรือ? ตราประทับลับในห้องหนังสือของท่านอ๋อง... ถูกพบอยู่ในเรือนของเจ้า สยานพยานทูลฟ้องพร้อมมูล ต่อให้เจ้ามีปากเป็นร้อยก็ไม่อาจล้างมลทินนี้ได้!"
ไป๋ลี่หลินค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาหงส์คู่นั้นมิได้หม่นหมอง นางส่งยิ้มอ่อนโยนราวกับมารดาผู้เมตตากรุณากำลังมองดูเด็กน้อยไร้เดียงสา รอยยิ้มเช่นนี้แหละที่ทำเอาสวี่ฮูหยินถึงกับผะหนีบถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
"ตราประทับกระนั้นหรือเพคะ..." ลี่หลินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟังดึงดูดสติของคู่สนทนาให้ต้องเงี่ยหูฟังอย่างเสียไม่ได้ "ท่านแม่เลี้ยง... ท่านแน่ใจแล้วหรือว่า สิ่งที่ท่านพบในกล่องไม้จันทน์หอมใบนั้น คือตราประทับของจริง หาใช่ก้อนหินแกะสลักที่ท่านอุตส่าห์วานให้ช่างฝีมือในตลาดมืดทำขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ?"
หัวใจของสวี่ฮูหยินกระตุกวูบ สีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเผือดในชั่วพริบตา ทว่านางยังคงแข็งใจเชิดหน้าขึ้นสูง "เจ้า... เจ้าพูดเพ้อเจ้ออะไร! หลักฐานมัดตัวแน่นหนา ขนาดนี้ยังกล้าปฏิเสธ!"
"ข้าจะปฏิเสธทำไมเล่าเพคะ ในเมื่อข้ากำลังชื่นชมความพยายามอันน่าเวทนาของท่านต่างหาก" ลี่หลินขยับกายลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้ข้อมือทั้งสองข้างจะถูกล่ามด้วยโซ่เหล็กหนาหนัก แต่วรกายระหงกลับสง่างามราวกับนางพญาผู้สูงศักดิ์ นางก้าวเข้าไปใกล้ซี่กรงจนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกัน ดวงตาสุกสกาวคู่นั้นจ้องลึกลงไปในดวงตาของสวี่ฮูหยิน ราวกับกำลังลอกคราบเปลือกนอกอันจอมปลอมออกทีละชั้น "ท่านกังวลว่าตระกูลไป๋จะตกต่ำลงจนท่านไม่มีที่ยืนกระนั้นหรือ? หรือแท้จริงแล้ว... ท่านหวาดกลัวว่า ความลับเน่าเฟะเมื่อสิบปีก่อน เกี่ยวกับการตายอย่างมีเงื่อนไขของมารดาแท้ๆ ของข้า จะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาประจานต่อหน้าพระพักตร์ของฉินอ๋องกันแน่?"
คำพูดประโยคสุดท้ายราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจ สวี่ฮูหยินถอยหลังกรูดจนสะดุดชายผ้าถุงเกือบล้ม หากมิใช่เพราะสาวوใช้คนสนิทเข้ามาประคองไว้ ป่านนี้คงเสียกิริยาไปหมดสิ้นแล้ว นัยน์ตาของนางเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ร่างกายสั่นเทิ้มอย่างควบคุมไม่อยู่
"เจ้า... เจ้า... นังเด็กปีศาจ! เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร!" สวี่ฮูหยินแผดเสียงแหลมสูงเพื่อกลบเกลื่อนความหวาดกลัวที่พุ่งพล่านขึ้นมาถึงลำคอ "ไม่มีใครเชื่อคำพูดของนักโทษประหารหรอก! อีกไม่นาน... เมื่อราชโองการลงทัณฑ์มาถึง เจ้าก็จะต้องตายอย่างไร้แผ่นดินกลบหน้า!"
"ตายงั้นหรือเพคะ..." ไป๋ลี่หลินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความหวาดกลัว กลับสร้างความหนาวเหน็บให้แก่ผู้ฟังยิ่งกว่าเสียงกรีดร้อง "ท่านคิดว่าฉินอ๋องผู้เยือกเย็นดุร้ายปานพยัคฆ์ร้ายแห่งแดนเหนือ จะปล่อยให้สตรีที่เขากำลังหมายตา... ต้องมาตายด้วยแผนการตื้นเขินของอนุภรรยาผู้ไร้ค่าเช่นท่านอย่างนั้นหรือ?"
น้ำเสียงอันเยือกเย็นและมั่นอกมั่นใจของนาง ทำให้สวี่ฮูหยินหน้าถอดสีลงไปอีก ทว่าในวินาทีนั้นเอง ก่อนที่บทสนทนาอันเชือดเฉือนจะดำเนินไปไกลกว่าเดิม เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงนับสิบคู่ก็ดังสะท้อนก้องมาจากทางเดินยาวของคุกใต้ดิน
*ตึง... ตึง... ตึง...*
บรรยากาศรอบด้านพลันเงียบสงบลงในพริบตา แม้แต่ผู้คุมนักโทษที่ยืนเฝ้าอยู่ยังต้องคุกเข่าหมอบกราบลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดซึ้ง ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์คลุมสีดำสนิทปักลายมังกรเงินดิ้นเงินยวดยิ่งยวด แผ่รังสีอำมหิตเย็นยะเยือกที่กดทับผู้คนจนแทบหายใจไม่ออก
ฉินอ๋องเฟิงมู่เฉินเสด็จมาแล้ว!
ดวงเนตรคมกริบดั่งพญาอินทรีวาวโรจน์ กวาดสายตามองสวี่ฮูหยินที่กำลังตัวสั่นงันท่ามกลางความหวาดกลัว ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างระหงของสตรีผู้ยืนอยู่หลังซี่กรงเหล็ก ไป๋ลี่หลินมิได้หลบสายตา นางเพียงย่อกายทำความเคารพอย่างสง่างาม รอยยิ้มบางเบายังคงประดับอยู่บนริมฝีปาก ราวกับนางล่วงรู้อยู่แล้วว่าเขาจะต้องเสด็จมา
เฟิงมู่เฉินมิได้เอ่ยสิ่งใดกับสวี่ฮูหยินแม้แต่ครึ่งคำ ทว่าเขากลับย่างพระบาทเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าซี่กรงเหล็กที่กั้นกลางระหว่างเขากับนาง พระหัตถ์หนายื่นผ่านซี่กรงไปสัมผัสปอยผมที่หลุดรุ่ยของนางแผ่วเบา สัมผัสอันอบอุ่นที่ขัดกับบรรยากาศรอบข้างอย่างสิ้นเชิง
"เจ้ากล้าดียังไง... ถึงได้บอกว่าข้ากำลังหมายตาดอกไม้พิษดอกนี้อยู่กัน?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความระคนเอ็นดูและดุดันในคราวเดียวกัน
ไป๋ลี่หลินช้อนตาขึ้นมองพระพักตร์อันหล่อเหลาดุจเทพเซียน ทว่าแฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียม นางแย้มยิ้มหวานหยดย้อยที่หาได้ยากยิ่ง "หากหม่อมฉันไม่ใช่ดอกไม้พิษ... แล้วท่านอ๋องจะทรงยอมเอาคอของตนเองมาเดิมพันกับเกมการเมืองในครั้งนี้ด้วยหรือเพคะ?"
ทว่าในจังหวะนั้นเอง ขันทีเฒ่าคนสนิทข้างกายพระองค์ก็รีบก้าวเข้ามาคุกเข่า พร้อมกับยศถาดไม้ลงรักปิดทองที่มีม้วนราชโองการลับประทับตราหยกสีชาดวางอยู่บนนั้น ด้วยสีหน้าตื่นตระหนกอย่างยิ่งยวด
"ท่านอ๋อง... เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ราชโองการด่วนจากห้องทรงพระอักษร... มีพระบรมราชโองการให้ปลดและเนรเทศพระชายาไป๋ลี่หลิน ไปยังชายแดนรกร้างตะวันตกในทันที โดยไม่มีการไต่สวนเพิ่มเติมพ่ะย่ะค่ะ!"
หวังว่ารี้ดเดอร์ทุกท่านจะเพลิดเพลินและตื่นเต้นไปกับเกมการเมืองและการเชือดเฉือนอารมณ์ในบทนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
กราบขออภัย ฮูหยินเช่นข้าไม่รับคำขอโทษ•ตอนที่ 31
เกมจิตวิทยาในห้องขืดมืด
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กราบขออภัย ฮูหยินเช่นข้าไม่รับคำขอโทษ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!