"ข้าไม่ต้องการเครื่องถ้วยชามทองคำพวกนี้ ขอเพียงท่านพี่จดจำไว้ว่า... ในวังวนที่ไร้แสงสว่างแห่งนี้ ข้ามิได้เดินเคียงข้างท่านเพียงเพื่อตำแหน่งฮูหยินอ๋อง แต่ข้าเดินเคียงข้างเพื่อดูท่านถากถางทางจนถึงยอดเขาสูงสุดต่างหาก"
ไป๋ลี่หลินเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าสายตาที่มองออกไปนอกหน้าต่างรถม้าคันโตที่บุด้วยผ้าไหมปักดิ้นทองชั้นเลิศกลับคมกริบดุจมีดโกน รถม้าขบวนใหญ่กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่เขตกำแพงเมืองหลวง เสียงล้อไม้บดลงบนพื้นถนนหินดังสนั่นกึกก้องไปทั่วทิศทางราวกับเสียงคำรามของมังกรที่ตื่นจากการจำศีล ผู้คนนับหมื่นต่างหยุดฝีเท้า เงยหน้าขึ้นมองขบวนรถที่ประดับประดาด้วยตราประทับแห่งฉินอ๋อง—สัญลักษณ์แห่งอำนาจที่แม้แต่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ยังต้องยอมสยบ
เฟิงมู่เฉินที่นั่งอยู่ตรงข้ามร่างบางในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มปักลายเมฆาหยั่งเชิง สายตาเย็นชาคู่นั้นทอดมองภรรยาในนามที่บัดนี้กลายเป็นสตรีเพียงหนึ่งเดียวที่เขาสามารถฝากชีวิตไว้ได้ เขายื่นมือหนาไปกุมมือนางไว้ แม้จะไร้คำหวานเยินยอ แต่แรงบีบกระชับนั้นบอกเล่าทุกอย่างที่เขามิอาจเอ่ยออกมาเป็นวาจา
"เจ้ามิได้เดินเคียงข้างข้าเพื่อตำแหน่ง แต่เจ้ากำลังทำให้ทั้งแคว้นต้องก้มกราบแทบเท้าของเจ้าในวันนี้ ลี่หลิน... เจ้าพร้อมจะเผชิญหน้ากับเหล่างูพิษที่รอรับพวกเราอยู่ในจวนแล้วหรือยัง"
ไป๋ลี่หลินแย้มยิ้ม มุมปากยกขึ้นเพียงเล็กน้อย ทว่าแววตากลับเย็นเยียบจนน่าขนลุก "งูพิษที่ยังไม่ตาย เพราะข้าเพียงแค่รอเวลาให้พวกมันเลื้อยออกมาให้เห็นหัวทั้งหมดพร้อมกันทีเดียวค่ะท่านอ๋อง ยิ่งพวกมันเชื่อมั่นว่าชัยชนะอยู่ในมือเท่าไหร่ เมื่อถึงเวลาที่ข้าเหยียบซ้ำ... รสชาติของความพ่ายแพ้จะยิ่งหอมหวานจนพวกมันไม่มีวันลืม"
ขบวนรถม้าเคลื่อนผ่านประตูเมืองท่ามกลางเสียงโห่ร้องถวายพระพรของราษฎร ฮ่องเต้ทรงมีพระเมตตาถึงขั้นส่งขบวนองครักษ์หลวงมาต้อนรับเพื่อเป็นเกียรติแก่ความดีความชอบในการขจัดเสี้ยนหนามในหัวเมืองชายแดน ทว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความรุ่งโรจน์นี้ คือสายตาของเหล่าขุนนางฝ่ายตรงข้ามที่มองมายังรถม้าด้วยความริษยาและหวาดกลัว
เมื่อมาถึงพระราชวัง บรรยากาศภายในโถงท้องพระโรงเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของกำยานราคาแพงที่อบอวลไปทั่ว ไป๋ลี่หลินก้าวเท้าอย่างมั่นคง ทุกย่างก้าวเปี่ยมด้วยความสง่างาม ผ้านุ่งลายพยัคฆ์ซ่อนกลิ่นพริ้วไหวตามจังหวะเดิน เครื่องประดับหยกมังกรคู่ที่คอเสื้อสะท้อนแสงไฟวับวาว สตรีผู้เคยถูกตราหน้าว่าเป็นเพียงดอกไม้ประดับจวน บัดนี้กลับยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าโอรสสวรรค์ด้วยท่าทีที่ไม่ยอมก้มหัวให้ผู้ใดเกินความจำเป็น
"ฉินอ๋อง และชายาของเจ้า... ความดีความชอบในครั้งนี้ ล้นพ้นนัก" สุรเสียงของฮ่องเต้ก้องกังวาน "เราขอแต่งตั้งให้เจ้าเป็นที่ปรึกษาพิเศษฝ่ายยุทธศาสตร์ และพระราชทานรางวัลเป็นทองคำหมื่นชั่ง พร้อมผ้าแพรพรรณชั้นเลิศ แต่ทว่า... มีสิ่งหนึ่งที่เจ้าดูเหมือนจะลืมไป"
ฮ่องเต้ทรงชะงัก สายตาคมกริบจ้องมองมายังไป๋ลี่หลิน "ข้าได้ยินข่าวลือหนาหูจากจวนของเจ้า ว่าฮูหยินผู้เป็นมารดาเลี้ยง... กำลังป่วยหนักจากการที่เจ้า 'ทอดทิ้ง' ให้นางอยู่ตามลำพังในความทุกข์ระทม เจ้ามีคำอธิบายเรื่องนี้หรือไม่ ไป๋ลี่หลิน?"
ความเงียบเข้าปกคลุมท้องพระโรงทันที เหล่าขุนนางฝ่ายตรงข้ามเริ่มลอบยิ้มด้วยความสะใจ สวี่ฮูหยินคงจะใช้เล่ห์เหลี่ยมทำให้อาการป่วยของนางกลายเป็นอาวุธร้ายแรงที่ทิ่มแทงไป๋ลี่หลินในวันนี้
ไป๋ลี่หลินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ คุกเข่าลงอย่างงดงาม นางเงยหน้าขึ้น สบตาฮ่องเต้ด้วยแววตาที่ไม่มีความหวั่นเกรงแม้แต่น้อย
"ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีตัวเล็กๆ ที่มีความรู้เรื่องการแพทย์อยู่บ้าง หม่อมฉันไม่กล้าทอดทิ้งมารดาเลี้ยงที่เคารพรักให้เผชิญความทุกข์ลำพัง แต่เมื่อวานนี้... หม่อมฉันเพิ่งได้รับ 'จดหมายลับ' ฉบับหนึ่งที่ส่งมาจากจวน เป็นจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของสวี่ฮูหยินเอง ซึ่งเนื้อความในนั้น... กลับมิใช่เรื่องการป่วยไข้ แต่เป็นการสั่งการให้มือสังหารบุกจวนท่านอ๋องในคืนที่พวกเราไม่อยู่"
นางหยิบม้วนกระดาษเก่าคร่ำฉบับหนึ่งออกมาจากแขนเสื้ออย่างเชื่องช้า แต่ทว่ามั่นคง "หม่อมฉันคิดว่า สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวกว่าการป่วยหนัก คือการที่สตรีผู้หนึ่งใช้อาการป่วยเป็นหน้ากาก เพื่อวางแผนทำลายราชวงศ์... ฝ่าบาทโปรดทอดพระเนตรด้วยเถิดเพคะ"
ฮ่องเต้ทรงรับม้วนกระดาษไปอ่าน ทันใดนั้น พระพักตร์ที่เคยเรียบเฉยกลับแปรเปลี่ยนเป็นความกริ้วโกรธ บรรยากาศภายในโถงท้องพระโรงเปลี่ยนจากความกดดันกลายเป็นความตายที่คืบคลานเข้ามาทุกขณะ
เฟิงมู่เฉินที่ยืนเคียงข้างลอบมองภรรยาด้วยความชื่นชม แผนการที่นางวางไว้ไม่ใช่แค่การป้องกันตัว แต่มันคือการ 'ฟาดเรียบ' ให้ศัตรูตายทั้งเป็นโดยที่นางไม่ต้องลงมือเองสักหยัดเดียว
ทว่าในจังหวะที่ทุกอย่างดูเหมือนจะจบลงด้วยชัยชนะของฝั่งนาง ทูตจากแคว้นข้างเคียงที่เพิ่งเดินทางมาถึงก็ก้าวเข้ามากลางโถง พร้อมกับคนผู้หนึ่งที่ก้มหน้าอยู่ภายใต้หมวกงอบปีกกว้าง
"ทูลฝ่าบาท ข้าพเจ้าขอประทานอภัยที่ขัดจังหวะ แต่คนผู้นี้อ้างว่า... เขามีความลับที่จะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของตระกูลไป๋ ที่จะทำให้ฉินอ๋องต้องตกตะลึงจนสิ้นอำนาจ"
บุรุษลึกลับผู้นั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่ทำให้ไป๋ลี่หลินถึงกับชะงักลมหายใจ ดวงตาที่นางจำได้แม่นยำว่าเป็นดวงตาของผู้ที่ควรจะตายไปตั้งแต่วันที่นางย้อนเวลากลับมา... คนที่นางเคยไว้ใจที่สุดและเป็นคนเดียวที่เคยทรยศนางอย่างเลือดเย็นที่สุดในชาติภพก่อน
ขอบคุณทุกกำลังใจที่ร่วมยืนหยัดและฟาดฟันอุปสรรคไปกับข้าในทุกบทตอนนะคะ – เงียบแต่ฟาดเรียบ
กราบขออภัย ฮูหยินเช่นข้าไม่รับคำขอโทษ•ตอนที่ 25
ขบวนรถม้าแห่งชัยชนะกลับเมืองหลวง
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กราบขออภัย ฮูหยินเช่นข้าไม่รับคำขอโทษ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!